Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
ใช้ AI ได้
แต่อย่าลืมใช้สมองด้วย
เมื่อนัดเจอกับเพื่อนที่ทำงานในแวดวงไอทีและคอนเทนต์ ส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ก็คือประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยี AI ของแต่ละคน และผลกระทบว่ามันทำให้ชีวิตด้านไหนง่ายหรือยากขึ้นบ้างหรือเปล่า
เพื่อนฉันนำเข้าประเด็นว่าตั้งแต่เริ่มใช้ AI ในการทำงาน ปัญหาที่เจอจะเกิดขึ้นเมื่อต้องทำงานในสถานที่ที่ไม่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ อย่างเช่นในระหว่างอยู่บนเครื่องบิน
แต่ก่อนเธอสามารถทำงานแบบออฟไลน์ได้อย่างไหลลื่น ทั้งจัดเรียงข้อมูล ไปจนถึงทำพรีเซนเตชันก็สามารถทำได้ด้วยตัวเองล้วนๆ เมื่อเครื่องบินลงจอดก็พร้อมไปนำเสนองานในห้องประชุมได้ทันที
หลังจากใช้ AI จัดทำพรีเซนเตชันให้มาเรื่อยๆ จนชิน ล่าสุด เธอสูญเสียความสามารถในการทำด้วยตัวเองแล้ว เหลือเพียงแค่จดบันทึกไว้คร่าวๆ ว่าอยากให้ AI ทำอะไรให้บ้าง แล้วพอล้อเครื่องแตะรันเวย์ กลับมาต่ออินเตอร์เน็ตได้อีกครั้งก็รีบสั่งให้ Gemini รับไปปิดจ๊อบให้
ส่วนเพื่อนอีกคนก็ยินยอมอนุญาตให้ Claude เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเขาได้หมด ทั้งอีเมล ปฏิทิน โซเชียลมีเดีย ไฟล์ทุกประเภทในคอมพิวเตอร์ เพื่อให้มันทำหน้าที่เป็นเลขาฯส่วนตัวที่จัดการชีวิตให้
นึกอยากได้อะไรขึ้นมาก็สั่งให้ Claude ทำให้ ถ้ามันทำมาไม่ถูกใจ ติดขัดตรงไหนก็แค่สั่งให้มันไปหาวิธีแก้ปัญหาแล้วทำมาใหม่ ซึ่งมันก็ทำได้ดีทุกครั้งจนเขาแทบจะนึกไม่ออกว่าชีวิตที่ไม่มี AI เป็นยังไง และต่อให้ต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิกแพงแค่ไหนก็รู้สึกว่าคุ้มทุกบาททุกสตางค์
บทสนทนามาจบตรงที่การตั้งคำถามว่า ถ้าเราพึ่งพา AI มากขนาดนี้ มันจะส่งผลต่อสมอง ทักษะ และความสามารถของเราแค่ไหน
สิ่งที่เราเคยทำได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ถ้าเราใช้ AI มาทำแทนให้เรื่อยๆ วันหนึ่งเราจะยังกลับไปทำเรื่องนั้นๆ ด้วยตัวเราเองได้หรือเปล่า
ปัญหาที่เทคโนโลยีทำให้เราเสียความสามารถบางอย่างไปไม่ใช่เรื่องใหม่ ถ้าย้อนกลับไปไกลสักหน่อยก่อนยุคที่โทรศัพท์จะช่วยจดบันทึกเบอร์โทรศัพท์ให้เราได้ เราสามารถจำเบอร์โทรศัพท์ยาวๆ ของคนในแวดวงใกล้ชิดของเราได้ทั้งหมด ในขณะที่คนยุคนี้ เบอร์มือถือของคนในครอบครัวที่โทร.หาบ่อยๆ เราก็ยังแทบจะจำกันไม่ได้
เทคโนโลยี GPS ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการค้นหาเส้นทาง เมื่อสมองไม่ต้องคอยจดจำว่าต้องเลี้ยวเมื่อไหร่ ถนนแต่ละเส้น แต่ละตรอก ซอกซอย พาเราไปไหนได้บ้าง เราเพียงแค่ต้องขับตามลูกศรที่หน้าจอเราบอกไปเรื่อยๆ สมองก็ไม่จดจำวิธีการเดินทาง และทักษะการสังเกตสิ่งที่อยู่สองข้างทางเพื่อจดจำเส้นทางก็เลือนหายไป
Search Engine อย่าง Google ทำให้ความจำของเราแย่ลง เราไม่มีความจำเป็นต้องจำอะไรอีกต่อไป หากนึกสงสัยอะไรขึ้นมา เพียงแค่พิมพ์คีย์บอร์ด กดหน้าจอ หรือใช้เสียงสั่งการสั้นๆ เราก็ได้รับคำตอบให้หายสงสัยภายในเวลาหลักวินาที
คำอธิบายสั้นๆ ของปรากฏการณ์ทั้งสองอย่างนี้ก็คือเมื่อเราพึ่งพาการนำทางของ GPS มากไป สมองของเราก็จะเลิกสร้างสิ่งที่เรียกว่า mental maps หรือการสร้างแผนที่ในหัว
Google Effect หรือผลกระทบจากการใช้ Google เกิดขึ้นเมื่อเราได้รับคำตอบรวดเร็วเกินไป ได้มาง่ายเกินไป สมองเราก็จะไม่จดจำเพราะแทบไม่ต้องใช้ความพยายามเลย
ที่ผ่านมามีการศึกษาหลายครั้งที่ยืนยันให้เรามั่นใจได้แล้วว่าการพึ่งพาเครื่องมือ AI มากเกินไปจะส่งผลกระทบหลายด้าน ทั้งเรื่องความคิดสร้างสรรค์ สมาธิ การคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง และความจำ
ครั้นจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้งาน AI เพื่อจะยังเก็บกระบวนการการใช้สมองในการคิดวิเคราะห์เอาไว้ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะบริษัทเทคโนโลยีก็พยายามยัดเยียด AI ให้เราใช้เหลือเกิน
BBC แนะนำวิธีว่าเราควรทำอย่างไรจึงจะสามารถใช้ AI โดยที่ก็ยังฝึกสมองของเราไปด้วย ไม่ยกกระบวนการคิดให้ AI ทำไปทั้งหมด
อย่างแรกก็คือต้องเริ่มด้วยการตั้งแง่ไว้ก่อนว่าจะไม่เชื่อ AI
ตั้งแต่ก่อนจะเปิดแอพพ์ ให้ลองคิดเรื่องนั้นๆ ด้วยตัวเองก่อน จากนั้นค่อยใช้ AI มาท้าทายสิ่งที่เราคิดเอาไว้แล้ว
วิธีนี้จะเปลี่ยนการใช้งาน AI ให้มันมาช่วยทดสอบความคิดของเรา มากกว่าจะให้มันมาคิดแทน
อีกอย่างคือข้อมูลพบว่าคนที่ใช้งาน AI มีแนวโน้มที่จะลืมข้อมูลที่ได้รับภายในระยะเวลาสั้น ถามอะไรไป พอได้คำตอบมา แป๊บๆ ก็ลืมไปหมดแล้ว
วิธีแก้ก็คือใช้เวลากับคำตอบนั้นให้นานขึ้น ลองจดโน้ตด้วยมือหรือถ้าไม่มีเวลาก็สามารถพิมพ์แทนได้
ถ้ายังไม่แน่ใจก็ลองให้ AI ถามเรากลับมาเพื่อเป็นการทดสอบ หรือจะให้มันสร้างเป็นกิจกรรมอย่างแฟลชการ์ดมาให้เราฝึกความจำก็ได้
ถ้ากลัวว่าความคิดสร้างสรรค์จะถูกบั่นทอนจากการใช้ AI (ซึ่งผลการทดลองก็พบว่ามันมีส่วนทำให้ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์หดหายไปจริงๆ) ก็ลองหยุดตัวเองดูสักหน่อย
หากต้องทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์แล้วคิดไม่ออก อย่าเพิ่งรีบมือไวถาม AI ลองปล่อยหน้ากระดาษให้ว่างต่อไปอีกสักนิด ถ้าคิดอะไรออกขึ้นมาก็จดลงไปคร่าวๆ โดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะเป็นไอเดียที่ใช้ได้จริงหรือเปล่า
ประเด็นสำคัญคือเราต้องการให้สมองเราได้ฝึกคิด ฝึกเชื่อมโยง และสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาก่อน แล้วค่อยใช้ AI มาช่วยต่อยอดหลังจากนั้น
ยังมีคำแนะนำที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง เช่น หากต้องการพัฒนาสมาธิเมื่อเจอบทความยาวๆ อย่าเพิ่งรีบให้มันสรุปให้ ลองอ่านด้วยตัวเองดูก่อน
หรือปล่อยให้ตัวเองอยู่นิ่งๆ เบื่อๆ บ้าง ใช้เวลาไปกับการขบคิดปัญหายากๆ ก่อนจะถาม AI
เราไม่จำเป็นจะต้องไปถึงขั้นต่อต้านหรือเลิกใช้ AI แต่แค่อย่าลืมว่าสมองเราก็ยังคงต้องการการกระตุ้นอยู่เสมอ และสมองของมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ซับซ้อนจน AI ก็เลียนแบบไม่ได้
อย่ายอมให้ AI รับโหลดหนักแทนสมองของเราไปหมด ใช้ไปพร้อมๆ กันก็จะเป็นการเปิดศักยภาพที่นำไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ แน่นอน
