bg-single

ใช้ AI ได้ แต่อย่าลืมใช้สมองด้วย

19.05.2026

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

ใช้ AI ได้

แต่อย่าลืมใช้สมองด้วย

เมื่อนัดเจอกับเพื่อนที่ทำงานในแวดวงไอทีและคอนเทนต์ ส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ก็คือประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยี AI ของแต่ละคน และผลกระทบว่ามันทำให้ชีวิตด้านไหนง่ายหรือยากขึ้นบ้างหรือเปล่า

เพื่อนฉันนำเข้าประเด็นว่าตั้งแต่เริ่มใช้ AI ในการทำงาน ปัญหาที่เจอจะเกิดขึ้นเมื่อต้องทำงานในสถานที่ที่ไม่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ อย่างเช่นในระหว่างอยู่บนเครื่องบิน

แต่ก่อนเธอสามารถทำงานแบบออฟไลน์ได้อย่างไหลลื่น ทั้งจัดเรียงข้อมูล ไปจนถึงทำพรีเซนเตชันก็สามารถทำได้ด้วยตัวเองล้วนๆ เมื่อเครื่องบินลงจอดก็พร้อมไปนำเสนองานในห้องประชุมได้ทันที

หลังจากใช้ AI จัดทำพรีเซนเตชันให้มาเรื่อยๆ จนชิน ล่าสุด เธอสูญเสียความสามารถในการทำด้วยตัวเองแล้ว เหลือเพียงแค่จดบันทึกไว้คร่าวๆ ว่าอยากให้ AI ทำอะไรให้บ้าง แล้วพอล้อเครื่องแตะรันเวย์ กลับมาต่ออินเตอร์เน็ตได้อีกครั้งก็รีบสั่งให้ Gemini รับไปปิดจ๊อบให้

ส่วนเพื่อนอีกคนก็ยินยอมอนุญาตให้ Claude เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเขาได้หมด ทั้งอีเมล ปฏิทิน โซเชียลมีเดีย ไฟล์ทุกประเภทในคอมพิวเตอร์ เพื่อให้มันทำหน้าที่เป็นเลขาฯส่วนตัวที่จัดการชีวิตให้

นึกอยากได้อะไรขึ้นมาก็สั่งให้ Claude ทำให้ ถ้ามันทำมาไม่ถูกใจ ติดขัดตรงไหนก็แค่สั่งให้มันไปหาวิธีแก้ปัญหาแล้วทำมาใหม่ ซึ่งมันก็ทำได้ดีทุกครั้งจนเขาแทบจะนึกไม่ออกว่าชีวิตที่ไม่มี AI เป็นยังไง และต่อให้ต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิกแพงแค่ไหนก็รู้สึกว่าคุ้มทุกบาททุกสตางค์

บทสนทนามาจบตรงที่การตั้งคำถามว่า ถ้าเราพึ่งพา AI มากขนาดนี้ มันจะส่งผลต่อสมอง ทักษะ และความสามารถของเราแค่ไหน

สิ่งที่เราเคยทำได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ถ้าเราใช้ AI มาทำแทนให้เรื่อยๆ วันหนึ่งเราจะยังกลับไปทำเรื่องนั้นๆ ด้วยตัวเราเองได้หรือเปล่า

ปัญหาที่เทคโนโลยีทำให้เราเสียความสามารถบางอย่างไปไม่ใช่เรื่องใหม่ ถ้าย้อนกลับไปไกลสักหน่อยก่อนยุคที่โทรศัพท์จะช่วยจดบันทึกเบอร์โทรศัพท์ให้เราได้ เราสามารถจำเบอร์โทรศัพท์ยาวๆ ของคนในแวดวงใกล้ชิดของเราได้ทั้งหมด ในขณะที่คนยุคนี้ เบอร์มือถือของคนในครอบครัวที่โทร.หาบ่อยๆ เราก็ยังแทบจะจำกันไม่ได้

เทคโนโลยี GPS ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการค้นหาเส้นทาง เมื่อสมองไม่ต้องคอยจดจำว่าต้องเลี้ยวเมื่อไหร่ ถนนแต่ละเส้น แต่ละตรอก ซอกซอย พาเราไปไหนได้บ้าง เราเพียงแค่ต้องขับตามลูกศรที่หน้าจอเราบอกไปเรื่อยๆ สมองก็ไม่จดจำวิธีการเดินทาง และทักษะการสังเกตสิ่งที่อยู่สองข้างทางเพื่อจดจำเส้นทางก็เลือนหายไป

Search Engine อย่าง Google ทำให้ความจำของเราแย่ลง เราไม่มีความจำเป็นต้องจำอะไรอีกต่อไป หากนึกสงสัยอะไรขึ้นมา เพียงแค่พิมพ์คีย์บอร์ด กดหน้าจอ หรือใช้เสียงสั่งการสั้นๆ เราก็ได้รับคำตอบให้หายสงสัยภายในเวลาหลักวินาที

คำอธิบายสั้นๆ ของปรากฏการณ์ทั้งสองอย่างนี้ก็คือเมื่อเราพึ่งพาการนำทางของ GPS มากไป สมองของเราก็จะเลิกสร้างสิ่งที่เรียกว่า mental maps หรือการสร้างแผนที่ในหัว

Google Effect หรือผลกระทบจากการใช้ Google เกิดขึ้นเมื่อเราได้รับคำตอบรวดเร็วเกินไป ได้มาง่ายเกินไป สมองเราก็จะไม่จดจำเพราะแทบไม่ต้องใช้ความพยายามเลย

ที่ผ่านมามีการศึกษาหลายครั้งที่ยืนยันให้เรามั่นใจได้แล้วว่าการพึ่งพาเครื่องมือ AI มากเกินไปจะส่งผลกระทบหลายด้าน ทั้งเรื่องความคิดสร้างสรรค์ สมาธิ การคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง และความจำ

ครั้นจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้งาน AI เพื่อจะยังเก็บกระบวนการการใช้สมองในการคิดวิเคราะห์เอาไว้ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะบริษัทเทคโนโลยีก็พยายามยัดเยียด AI ให้เราใช้เหลือเกิน

BBC แนะนำวิธีว่าเราควรทำอย่างไรจึงจะสามารถใช้ AI โดยที่ก็ยังฝึกสมองของเราไปด้วย ไม่ยกกระบวนการคิดให้ AI ทำไปทั้งหมด

อย่างแรกก็คือต้องเริ่มด้วยการตั้งแง่ไว้ก่อนว่าจะไม่เชื่อ AI

ตั้งแต่ก่อนจะเปิดแอพพ์ ให้ลองคิดเรื่องนั้นๆ ด้วยตัวเองก่อน จากนั้นค่อยใช้ AI มาท้าทายสิ่งที่เราคิดเอาไว้แล้ว

วิธีนี้จะเปลี่ยนการใช้งาน AI ให้มันมาช่วยทดสอบความคิดของเรา มากกว่าจะให้มันมาคิดแทน

อีกอย่างคือข้อมูลพบว่าคนที่ใช้งาน AI มีแนวโน้มที่จะลืมข้อมูลที่ได้รับภายในระยะเวลาสั้น ถามอะไรไป พอได้คำตอบมา แป๊บๆ ก็ลืมไปหมดแล้ว

วิธีแก้ก็คือใช้เวลากับคำตอบนั้นให้นานขึ้น ลองจดโน้ตด้วยมือหรือถ้าไม่มีเวลาก็สามารถพิมพ์แทนได้

ถ้ายังไม่แน่ใจก็ลองให้ AI ถามเรากลับมาเพื่อเป็นการทดสอบ หรือจะให้มันสร้างเป็นกิจกรรมอย่างแฟลชการ์ดมาให้เราฝึกความจำก็ได้

ถ้ากลัวว่าความคิดสร้างสรรค์จะถูกบั่นทอนจากการใช้ AI (ซึ่งผลการทดลองก็พบว่ามันมีส่วนทำให้ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์หดหายไปจริงๆ) ก็ลองหยุดตัวเองดูสักหน่อย

หากต้องทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์แล้วคิดไม่ออก อย่าเพิ่งรีบมือไวถาม AI ลองปล่อยหน้ากระดาษให้ว่างต่อไปอีกสักนิด ถ้าคิดอะไรออกขึ้นมาก็จดลงไปคร่าวๆ โดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะเป็นไอเดียที่ใช้ได้จริงหรือเปล่า

ประเด็นสำคัญคือเราต้องการให้สมองเราได้ฝึกคิด ฝึกเชื่อมโยง และสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาก่อน แล้วค่อยใช้ AI มาช่วยต่อยอดหลังจากนั้น

ยังมีคำแนะนำที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง เช่น หากต้องการพัฒนาสมาธิเมื่อเจอบทความยาวๆ อย่าเพิ่งรีบให้มันสรุปให้ ลองอ่านด้วยตัวเองดูก่อน

หรือปล่อยให้ตัวเองอยู่นิ่งๆ เบื่อๆ บ้าง ใช้เวลาไปกับการขบคิดปัญหายากๆ ก่อนจะถาม AI

เราไม่จำเป็นจะต้องไปถึงขั้นต่อต้านหรือเลิกใช้ AI แต่แค่อย่าลืมว่าสมองเราก็ยังคงต้องการการกระตุ้นอยู่เสมอ และสมองของมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ซับซ้อนจน AI ก็เลียนแบบไม่ได้

อย่ายอมให้ AI รับโหลดหนักแทนสมองของเราไปหมด ใช้ไปพร้อมๆ กันก็จะเป็นการเปิดศักยภาพที่นำไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ แน่นอน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน