bg-single

ทำไม? คนไทยต้องดูบอลโลก ‘ฟรี’ วงจรบิดเบี้ยวรัฐบาลสูญเงินทุก 4 ปี

16.05.2026

เขย่าสนาม | เงาปีศาจ

เป็นอันว่าคนไทยจะได้ดูการถ่ายทอดสด “ฟุตบอลโลก 2026” แบบฟรีๆ แน่นอนอีกครั้งหนึ่งแล้ว หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม มีมติอนุมัติให้ “กรมประชาสัมพันธ์” ทำหน้าที่ประสานงานเพื่อให้คนไทยได้รับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026

ประเด็นนี้ช่างแหลมคมยิ่งนักเพราะมีทั้งกลุ่มผู้ที่เห็นด้วย กับกลุ่มผู้ที่คัดค้าน

กลุ่มแฟนบอลที่ต้องการดูฟุตบอลโลกแบบไม่ต้องลงทุนออกมาสนับสนุนไอเดียดังกล่าวของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมระบุอีกว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะสร้างความสุขให้กับประชาชน

อีกด้านหนึ่งกลุ่มที่คัดค้านมองว่า ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่จะนำเงินภาษีของประชาชนไปสุรุ่ยสุร่ายกับการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเพราะคนไทยอีกครึ่งประเทศไม่ได้ดู และให้ความสนใจกับฟุตบอลโลก

อีกทั้งรัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณอีกจำนวนมากเพื่อพัฒนาประเทศและดูแลปากท้องของประชาชนโดยภาพรวมทั้งหมดมากกว่า

เรื่องการถ่ายทอดฟุตบอลโลก เป็นประเด็นถกเถียงกันทุกๆ วงรอบ 4 ปี และเกิดคำถามถึงเจ้าหน้าที่รัฐทุกๆ 4 ปี เช่นกันว่า ทำไมต้องนำเงินรัฐบาลไปซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเพื่อให้คนไทยได้ชมของ “ฟรี” ทุกครั้ง มันจำเป็นหรือไม่ เป็นการปลูกฝังค่านิยมบิดเบี้ยวหรือไม่

เมื่อก่อนตอนที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่ออกกฎ “มัสต์แฮฟ” (Must Have) บังคับว่า คนไทยต้องดูถ่ายทอดสดมหกรรมกีฬา 7 รายการแบบฟรีๆ นั่นคือ ซีเกมส์, อาเซียนพาราเกมส์, เอเชี่ยนเกมส์, เอเชี่ยนพาราเกมส์, โอลิมปิกเกมส์, พาราลิมปิกเกมส์ และฟุตบอลโลก

กลไกการตลาดเรื่องของการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเป็นไปตามธุรกิจกีฬา มีภาคเอกชน กล้าลงทุนไปบิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เพื่อมาลงทุนทำกำไรทางธุรกิจกับกลุ่มคนที่ต้องการดูฟุตบอลโลก ซึ่งนั่นคือ กลไกการตลาดที่ควรจะเป็น

ต่อมา เมื่อภาคเอกชนไปซื้อลิขสิทธิ์มา ฝ่ายรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ กลับไปบังคับว่า ฟุตบอลโลก คนไทยต้องดูฟรี ทำวงจรธุรกิจกีฬาพังพินาศ เพราะไม่มีใครอยากไปซื้อมาเพื่อให้คนไทยดูแบบฟรีๆ

กลุ่มคนไทยที่ไม่เข้าใจธุรกิจกีฬาอย่างลึกซึ้งก็ดีใจกันบนคราบน้ำตาของนักธุรกิจที่ลงทุนไป

จากนั้นมาก็ไม่มีภาคเอกชนรายใดกล้าไปเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกอีกเลย

ก่อนแข่งขันทุกๆ วงรอบ 4 ปี ฝ่ายรัฐบาลก็จะถูกกดดันจากคนไทยจำนวนหนึ่งที่เข้าใจผิดว่า เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องไปซื้อลิขสิทธิ์มาให้ตัวเองได้ดูแบบฟรีๆ โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้านได้ดู ทำไมคนไทยไม่ได้ดู รัฐบาลเองก็เลยบริหารงานแบบประชานิยมเอาใจกลุ่มคนพวกนี้ด้วยการลงทุนไปพันกว่าล้านบาททุกๆ วงรอบ 4 ปีเพื่อไปซื้อมาให้คนไทยได้ดูฟรี

แต่ลืมนึกไปว่า คนไทยที่ดูฟุตบอลโลกไม่ได้เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แล้วพวกเขาเหล่านั้นล่ะ? เสียงของพวกเขาที่ไม่ต้องการดูบอลโลก ไม่เห็นด้วยกับการเอาเงินภาครัฐเป็นพันๆ ล้านไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ไม่มีความหมายอย่างนั้นหรือ?

ต่อมา กสทช.ตัดสินใจถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ “มัสต์แฮฟ” คงเหลือไว้ 6 รายการกีฬาข้างต้น ทำให้ตลาดธุรกิจกีฬากลับสู่ภาวะปกติ

เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนแข่งขันกันลงทุนบิดแย่งลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดตามกลไกที่ควรจะเป็น

ฟุตบอลโลก 2026 แม้ว่าจะไม่มีภาคเอกชนกล้าไปลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ รัฐบาลก็ควรต้องปล่อยให้เป็นไปตามครรลองของธุรกิจกีฬา คนไทยเองก็ควรต้องยอมรับสภาพกับการไม่ได้ดูฟุตบอลโลก อย่าติดนิสัยเสพติด “ของฟรี” แล้วโยนภาระให้รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบออกค่าใช้จ่าย

ในเมื่อภาครัฐโดย กสทช.ตัดสินใจถอดฟุตบอลโลกออกจาก “มัสต์แฮฟ” แล้วก็ควรปล่อยมือ ปล่อยวางจากการใช้เงินรัฐบาลไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก แต่ถ้ารัฐบาลยังตัดใจไม่ได้ ปลูกฝังค่านิยมผิดๆ บูดเบี้ยวแบบนี้ ก็ควรนำเอา “ฟุตบอลโลก” กลับไปอยู่ในกฎ “มัสต์แฮฟ” เหมือนเดิม

รัฐบาลทุกรัฐบาลต่อไปนี้จะได้รู้ภาระหน้าที่ว่า ในทุกๆ วงรอบ 4 ปี รัฐบาลต้องนำเงินภาษีของประชาชน หลักพันล้านบาทไปซื้อลิขทธิ์ให้คนไทยได้ดูของฟรี จะได้ไม่ฉุกละหุก เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการไปซื้อ จะได้เจรจากับฟีฟ่า ซื้อลิขสิทธิ์กันแต่เนิ่นๆ

อย่าทำเหมือนปัจจุบันที่รัฐบาลกำลังทำกันแบบ “ไม้หลักปักเลน” ไม่มีหลักเกณฑ์รองรับ เปิดให้ภาคเอกชนไปซื้อ แต่พอไม่มีคนซื้อได้ รัฐบาลก็กระโดดเข้ามาเล่นเอง กระโจนเข้ามาเล่นเอง

แล้วอนาคตจะมีภาคเอกชนรายไหนกล้าเข้าไป ถ้าไปซื้อมาเพื่อหวังทำกำไรทางธุรกิจแล้วกลับโดนรัฐบาล “หักคอ” ต้องถ่ายให้คนไทยดูฟรีอีกล่ะ

ประเด็นนี้ ฟุตบอลโลก 2026 คราวนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องวางบริบท วางบทบาทให้ดีเพราะนั่นจะเป็นครรลองธรรมเนียมปฏิบัติในอีกทุกๆ 4 ปีนับจากนี้

ทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุดคือ รัฐบาลต้องอย่าโดดลงไปเป็นผู้เล่นเกมนี้เอง ต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้จัด”

นั่นคือ รัฐบาลทำหน้าที่ได้เพียงเป็น “คนกลาง” อาศัยทุกคอนเน็กชั่นที่มีอยู่ประสานงานให้ภาคเอกชนรายใหญ่ระดับประเทศ “ร่วมลงขัน” เพื่อไปซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก โดยไม่ใช้เงินจากภาครัฐ และภาครัฐต้องไม่มี **“เอี่ยว“** กับผลประโยชน์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการทำธุรกิจของภาคเอกชน น่าจะเหมาะสมกว่า

แต่เมื่อรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ส่งสัญญาณชัดเจนว่า คนไทยได้ดูบอลโลก 2026 แน่ โดยหน่วยงานรัฐอย่าง กรมประชาสัมพันธ์ ทำหน้าที่ประสานงานให้เกิดขึ้น ต้องรอติดตามกันต่อไปว่า รัฐบาลไทยจะเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์เองหรือไม่

รัฐบาลไทยต้องคำนึงถึงหลักการธุรกิจกีฬาที่ถูกต้องด้วย อย่าทำเพียงเอาใจเสียงเรียกร้องจากกลุ่มคนที่เสพติดแต่ “ของฟรี”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในเอเชีย
อีโบลาสายพันธุ์หายาก กับวิกฤตที่ต้องจับตา
ต้นทุนที่แท้จริง ของสงครามอิหร่าน
เมื่ออังกฤษเปลี่ยนผู้นำ
โกงสอบท้องถิ่น กำลังจบแบบฆ่าตัดตอน?
อาฟเตอร์ช็อก ‘ทุจริต’ ใน มท. เขย่าเครือข่าย ‘น้ำเงิน’ รัก ‘2 น.’ ร่วงกราว?
ฝ่ายค้านจัดขุนพลชำแหละงบปี 70 ติดป้าย ‘เอไอ’ ประเคนเงิน ‘ดิจิทัลพลัส’
ชัชชาติ ‘จั๊มพ์’ การเมือง ‘จ้ำ’ เบ้า
E-DUANG | บทเรียน การเมือง ปี 2566 บทเรียน การเมือง ปี 2569
‘เสนาอำมาตย์ อำนาจมหาดไทย’ | ปราปต์ บุนปาน
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 6) เรื่อง ปัญหาสงครามชายแดน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ย้ำเดินหน้ากระชับความร่วมมือทุกมิติ เพื่อการพัฒนาร่วมกัน