ทำไม? คนไทยต้องดูบอลโลก ‘ฟรี’ วงจรบิดเบี้ยวรัฐบาลสูญเงินทุก 4 ปี
เขย่าสนาม | เงาปีศาจ
เป็นอันว่าคนไทยจะได้ดูการถ่ายทอดสด “ฟุตบอลโลก 2026” แบบฟรีๆ แน่นอนอีกครั้งหนึ่งแล้ว หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม มีมติอนุมัติให้ “กรมประชาสัมพันธ์” ทำหน้าที่ประสานงานเพื่อให้คนไทยได้รับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026
ประเด็นนี้ช่างแหลมคมยิ่งนักเพราะมีทั้งกลุ่มผู้ที่เห็นด้วย กับกลุ่มผู้ที่คัดค้าน
กลุ่มแฟนบอลที่ต้องการดูฟุตบอลโลกแบบไม่ต้องลงทุนออกมาสนับสนุนไอเดียดังกล่าวของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมระบุอีกว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะสร้างความสุขให้กับประชาชน
อีกด้านหนึ่งกลุ่มที่คัดค้านมองว่า ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่จะนำเงินภาษีของประชาชนไปสุรุ่ยสุร่ายกับการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเพราะคนไทยอีกครึ่งประเทศไม่ได้ดู และให้ความสนใจกับฟุตบอลโลก
อีกทั้งรัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณอีกจำนวนมากเพื่อพัฒนาประเทศและดูแลปากท้องของประชาชนโดยภาพรวมทั้งหมดมากกว่า
เรื่องการถ่ายทอดฟุตบอลโลก เป็นประเด็นถกเถียงกันทุกๆ วงรอบ 4 ปี และเกิดคำถามถึงเจ้าหน้าที่รัฐทุกๆ 4 ปี เช่นกันว่า ทำไมต้องนำเงินรัฐบาลไปซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเพื่อให้คนไทยได้ชมของ “ฟรี” ทุกครั้ง มันจำเป็นหรือไม่ เป็นการปลูกฝังค่านิยมบิดเบี้ยวหรือไม่
เมื่อก่อนตอนที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่ออกกฎ “มัสต์แฮฟ” (Must Have) บังคับว่า คนไทยต้องดูถ่ายทอดสดมหกรรมกีฬา 7 รายการแบบฟรีๆ นั่นคือ ซีเกมส์, อาเซียนพาราเกมส์, เอเชี่ยนเกมส์, เอเชี่ยนพาราเกมส์, โอลิมปิกเกมส์, พาราลิมปิกเกมส์ และฟุตบอลโลก
กลไกการตลาดเรื่องของการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเป็นไปตามธุรกิจกีฬา มีภาคเอกชน กล้าลงทุนไปบิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เพื่อมาลงทุนทำกำไรทางธุรกิจกับกลุ่มคนที่ต้องการดูฟุตบอลโลก ซึ่งนั่นคือ กลไกการตลาดที่ควรจะเป็น
ต่อมา เมื่อภาคเอกชนไปซื้อลิขสิทธิ์มา ฝ่ายรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ กลับไปบังคับว่า ฟุตบอลโลก คนไทยต้องดูฟรี ทำวงจรธุรกิจกีฬาพังพินาศ เพราะไม่มีใครอยากไปซื้อมาเพื่อให้คนไทยดูแบบฟรีๆ
กลุ่มคนไทยที่ไม่เข้าใจธุรกิจกีฬาอย่างลึกซึ้งก็ดีใจกันบนคราบน้ำตาของนักธุรกิจที่ลงทุนไป
จากนั้นมาก็ไม่มีภาคเอกชนรายใดกล้าไปเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกอีกเลย
ก่อนแข่งขันทุกๆ วงรอบ 4 ปี ฝ่ายรัฐบาลก็จะถูกกดดันจากคนไทยจำนวนหนึ่งที่เข้าใจผิดว่า เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องไปซื้อลิขสิทธิ์มาให้ตัวเองได้ดูแบบฟรีๆ โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้านได้ดู ทำไมคนไทยไม่ได้ดู รัฐบาลเองก็เลยบริหารงานแบบประชานิยมเอาใจกลุ่มคนพวกนี้ด้วยการลงทุนไปพันกว่าล้านบาททุกๆ วงรอบ 4 ปีเพื่อไปซื้อมาให้คนไทยได้ดูฟรี
แต่ลืมนึกไปว่า คนไทยที่ดูฟุตบอลโลกไม่ได้เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แล้วพวกเขาเหล่านั้นล่ะ? เสียงของพวกเขาที่ไม่ต้องการดูบอลโลก ไม่เห็นด้วยกับการเอาเงินภาครัฐเป็นพันๆ ล้านไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ไม่มีความหมายอย่างนั้นหรือ?
ต่อมา กสทช.ตัดสินใจถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ “มัสต์แฮฟ” คงเหลือไว้ 6 รายการกีฬาข้างต้น ทำให้ตลาดธุรกิจกีฬากลับสู่ภาวะปกติ
เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนแข่งขันกันลงทุนบิดแย่งลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดตามกลไกที่ควรจะเป็น

ฟุตบอลโลก 2026 แม้ว่าจะไม่มีภาคเอกชนกล้าไปลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ รัฐบาลก็ควรต้องปล่อยให้เป็นไปตามครรลองของธุรกิจกีฬา คนไทยเองก็ควรต้องยอมรับสภาพกับการไม่ได้ดูฟุตบอลโลก อย่าติดนิสัยเสพติด “ของฟรี” แล้วโยนภาระให้รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบออกค่าใช้จ่าย
ในเมื่อภาครัฐโดย กสทช.ตัดสินใจถอดฟุตบอลโลกออกจาก “มัสต์แฮฟ” แล้วก็ควรปล่อยมือ ปล่อยวางจากการใช้เงินรัฐบาลไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก แต่ถ้ารัฐบาลยังตัดใจไม่ได้ ปลูกฝังค่านิยมผิดๆ บูดเบี้ยวแบบนี้ ก็ควรนำเอา “ฟุตบอลโลก” กลับไปอยู่ในกฎ “มัสต์แฮฟ” เหมือนเดิม
รัฐบาลทุกรัฐบาลต่อไปนี้จะได้รู้ภาระหน้าที่ว่า ในทุกๆ วงรอบ 4 ปี รัฐบาลต้องนำเงินภาษีของประชาชน หลักพันล้านบาทไปซื้อลิขทธิ์ให้คนไทยได้ดูของฟรี จะได้ไม่ฉุกละหุก เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการไปซื้อ จะได้เจรจากับฟีฟ่า ซื้อลิขสิทธิ์กันแต่เนิ่นๆ
อย่าทำเหมือนปัจจุบันที่รัฐบาลกำลังทำกันแบบ “ไม้หลักปักเลน” ไม่มีหลักเกณฑ์รองรับ เปิดให้ภาคเอกชนไปซื้อ แต่พอไม่มีคนซื้อได้ รัฐบาลก็กระโดดเข้ามาเล่นเอง กระโจนเข้ามาเล่นเอง
แล้วอนาคตจะมีภาคเอกชนรายไหนกล้าเข้าไป ถ้าไปซื้อมาเพื่อหวังทำกำไรทางธุรกิจแล้วกลับโดนรัฐบาล “หักคอ” ต้องถ่ายให้คนไทยดูฟรีอีกล่ะ
ประเด็นนี้ ฟุตบอลโลก 2026 คราวนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องวางบริบท วางบทบาทให้ดีเพราะนั่นจะเป็นครรลองธรรมเนียมปฏิบัติในอีกทุกๆ 4 ปีนับจากนี้
ทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุดคือ รัฐบาลต้องอย่าโดดลงไปเป็นผู้เล่นเกมนี้เอง ต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้จัด”
นั่นคือ รัฐบาลทำหน้าที่ได้เพียงเป็น “คนกลาง” อาศัยทุกคอนเน็กชั่นที่มีอยู่ประสานงานให้ภาคเอกชนรายใหญ่ระดับประเทศ “ร่วมลงขัน” เพื่อไปซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก โดยไม่ใช้เงินจากภาครัฐ และภาครัฐต้องไม่มี **“เอี่ยว“** กับผลประโยชน์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการทำธุรกิจของภาคเอกชน น่าจะเหมาะสมกว่า
แต่เมื่อรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ส่งสัญญาณชัดเจนว่า คนไทยได้ดูบอลโลก 2026 แน่ โดยหน่วยงานรัฐอย่าง กรมประชาสัมพันธ์ ทำหน้าที่ประสานงานให้เกิดขึ้น ต้องรอติดตามกันต่อไปว่า รัฐบาลไทยจะเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์เองหรือไม่
รัฐบาลไทยต้องคำนึงถึงหลักการธุรกิจกีฬาที่ถูกต้องด้วย อย่าทำเพียงเอาใจเสียงเรียกร้องจากกลุ่มคนที่เสพติดแต่ “ของฟรี”
