My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (15)
นวนิยายของพระสารสาสน์ฯ
กลายเป็นละครเวทีในโตเกียว
พระสารสาสน์ฯ ได้เขียนนวนิยายการเมืองเรื่องการกู้ชาติเอเชีย ตีพิมพ์ครั้งแรกในภาษาอังกฤษภายใต้ชื่อ “Whom The Gods Deny” (2483) ในคำนำที่เขาเขียนให้กับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ดินฟ้าไม่อาทร” (2502 ) นั้น เขาเล่าภูมิหลังว่า นวนิยายเล่มนี้เขาเขียนขึ้นที่ฝรั่งเศสก่อนสงครามระเบิด แต่มาเขียนจบขณะที่พำนักในญี่ปุ่น เขาส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ในลอนดอน ต่างแย่งชิงสิทธิ์ในการพิมพ์ ในที่สุดสำนักพิมพ์ Heath Cranton ได้สิทธิ์ในการจัดพิมพ์ (2483)
เมื่อหนังสือวางขายในยุโรปมีคนวิจารณ์ไปทั่วจนถึงออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ นวนิยายเรื่องนี้เขาถูกวิจารณ์ว่า ผู้เขียนมีความรู้มากแต่เหตุใดจึงแต่งนวนิยาย ต่อมามีสำนักพิมพ์จะพิมพ์ใหม่อีกครั้ง แต่อยู่ในภาวะสงครามกระดาษขาดแคลนมาก การพิมพ์ซ้ำครั้งหลังจึงไม่สำเร็จ
ทั้งนี้ โครงเรื่องหลักของนวนิยายเรื่องนี้ใช้ฉากในอินเดีย ไทย และฝรั่งเศส เนื้อเรื่องเน้นไปที่การต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชให้ “มิสาปุระประเทศ” อันเป็นแว่นแคว้นในอินเดีย ออกจากการปกครองแบบเผด็จการโดยพระราชาที่เหี้ยมโหด โดยเจ้าหญิงผู้ชอบธรรมในการปกครองอันเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์พระองค์ก่อน

เรื่องราวเริ่มต้น เกิดการโค่นล้มพระราชาผู้ทรงธรรมในมิสาปุระ ต่อมาข้าราชบริพารผู้ภักดีได้นำพระราชธิดาครั้งเป็นทารก มีพระนามว่า เจ้าหญิง “ศรีสิมาเทวี” ผู้รักชาติเป็นตัวเอก มาฝากให้มิตรชาวไทยนามพระอมรมหาเดช กงสุลใหญ่ไทยประจำกัลกัตตามีส่วนในความช่วยเหลือ
ต่อมา พระอมรฯ ลาออกและอพยพโยกย้ายถิ่นฐานไปยังฝรั่งเศสเพื่อมีโอกาสเลี้ยงดูเจ้าหญิงน้อยให้ปลอดภัยจากศัตรูทางการเมืองที่ปองร้ายเธอและเปลี่ยนชื่อเธอเป็น “รัมภา” ต่อมา เธอกลับมาอาศัยในไทย ดินแดนที่มีสภาพแวดล้อมที่ทำให้เธอดื่มด่ำในความเป็นชาวเอเชีย ชาวตะวันออก ไม่นานจากนั้นเธอล่วงรู้ความจริงว่า เธอเป็นชาวมิสาปุระ ดินแดนที่ถูกกดขี่จากพระราชาผู้ทรราช เธอเห็นว่า ประเทศของเธอควรค่าแก่การได้รับปลดปล่อยจากการปกครองที่กดขี่
ช่วงเวลานั้น รัมภาต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการยอมสยบเพื่อความสะดวกสบาย หรือการยืนหยัดต่อสู้เพื่ออิสรภาพทางจิตวิญญาณของตนเองและประเทศของเธอ ในที่สุดเธอเลือกกู้ชาติของเธอให้มีอิสระ
เรื่องจบลงด้วยเรื่องจบลงด้วยโศกนาฏกรรม การกอบกู้เอกราชของประเทศของเธอสำเร็จแต่ต้องแลกด้วยชีวิตของรัมภาผู้เสียสละ ทั้งนี้ พระสารสาสน์ฯ หรือผู้แต่ง มีภูมิหลังของเขาเคยเป็นกงสุลสยามประจำกัลกัตตา เขาจึงอาจนำตนเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนวนิยายกู้ชาติเรื่องนี้ด้วย
ทั้งนี้ พระสารสาสน์ฯ เล่าเสริมไว้ในคำนำของฉบับแปลไทยอีกว่า ในช่วงสงคราม นิยายเรื่องนี้บริษัทโอเปร่าในญี่ปุ่นทำเป็นบทละครเล่นเผยแพร่ในโตเกียวอยู่ถึงสามเดือน และถูกแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นในช่วงสงคราม หนังสือเล่มนี้เป็นที่ต้องการของคนญี่ปุ่นในช่วงสงครามขับไล่เจ้าอาณานิคมตะวันตกเป็นอย่างมาก

“Return to the East” (??)
ไม่นานจากสงครามมหาเอเชียบูรพาระเบิดขึ้นในช่วงปลายปี 2484 และในต้นปี 2485 ในห้วงต้นสงครามนั้นเอง กองทัพญี่ปุ่นมีชัยชนะอันงดงามเหนือมหาอำนาจตะวันตก ด้วยบริบทดังกล่าว คณะละครทาคาราซึกะ (Takarazuka) จึงแปลงบทละครดังกล่าวให้สอดคล้องสงคราม ด้วยการตั้งชื่อขึ้นใหม่ว่า “กลับตะวันออก” หรือ “Retune of the East” โดยนำเสนอเป็นละครเพลงแบบจุลอุปรากร (Operetta) แสดงที่โรงละครทาคาราซึกะในโตเกียว ระหว่างกุมภาพันธ์-เมษายน 2485 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นและไทยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันอย่างมากในฐานะพันธมิตรช่วงต้นสงคราม
ทั้งนี้ ภูมิหลังคณะละครทาคาราซึกะก่อตั้งขึ้น 1913 และเปิดแสดงครั้งแรก 1914 คณะละครนี้เป็นคณะหญิงล้วน ผู้หญิงรับบททุกตัวละครทั้งชายและหญิงในละครเพลงที่อลังการ ด้วยเครื่องแต่งกาย ฉาก และแสงไฟนั้นหรูหราอลังการทำนองเดียวกับละครบรอดเวย์ มีเวทีกว้างขวางรองรับขบวนแห่และการออกแบบท่าเต้นที่วิจิตรตระการตา อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานั้นคณะละครต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสงครามด้วยรัฐบาลทหารบังคับให้แสดงละครแนวที่ทหารต้องการ ในที่สุดโรงละครก็ถูกกองทัพยึดในช่วงปลายสงคราม

Pan-Asianism
บทละครของพระสารสาสน์ฯ ถูกทางคณะละครทาคาราซึกะนำมาดัดแปลงเป็นละครเวทีโดยทาเคโอะ นากานิชิ (Takeo Nakanishi) (2451-2542) ผู้เขียนบทละครและกำกับการแสดง เขาสำเร็จการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลเกียวโต เขาเป็นผู้กำกับและนักเขียนบทประจำคณะละครทาคาราซึกะอยู่กว่า 10 ปี เขามีชื่อเสียงในการสร้างละครแนวสมัยใหม่ ตามละครร้องแบบชาตินิยมในช่วงต้นสงคราม เขาเรียบเรียงบทประพันธ์ของพระสารสาสน์ฯ ขึ้นใหม่ให้กลายเป็นรูปแบบละครเพลง
ละครเวทีเรื่องนี้เป็นการหยิบเอางานเขียนของพระสารสาสน์ฯ มาดัดแปลงผ่านศิลปะการละครของญี่ปุ่นตามสไตล์ของทาคาราซึกะ โดยความร่วมมือระหว่างเจ้าของบทประพันธ์กับคณะละคร เพื่อรับใช้เป้าหมายทางการเมืองและวัฒนธรรมในครั้งนั้น

Return to the East ที่คณะทาคาราซึกะแปลงบทแล้วเป็นเรื่องราวเล่าถึงตัวละครเอกคือ “รัมภา” รับบทโดย “ซาโยะ ฟูกูโกะ” (Sayo Fukuko) ตามบทเธอเดินทางจากญี่ปุ่นกลับมายังประเทศไทย ดินแดนในเอเชียอาคเนย์เพื่อค้นหารากเหง้าและจิตวิญญาณของชาวตะวันออกที่แท้จริง
ฉากสำคัญประกอบด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ของไทยในฐานะสยามเมืองยิ้มและดินแดนที่มีอารยธรรมสูงส่ง มีการเฉลิมฉลองวัฒนธรรม มีฉากระบำหน้าพระที่นั่ง และงานเทศกาลที่จำลองความวิจิตรของนาฏศิลป์ไทย เช่น การรำไทยและการแต่งกายชุดไทยประยุกต์ เนื้อหาเน้นย้ำถึงความร่วมมือกันของชาวเอเชีย (Pan-Asianism) ขับไล่อิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตก โดยการใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน
ทั้งนี้ ซาโยะ ฟูกูโกะ (Sayo Fukuko) มีชื่อจริงว่า โทโก ฟุมิโกะ (Togo Fumiko ; 1909 -1989) เป็นชาวชิซูโอกะ เมืองนุมะสึ เธอเข้าเรียนในโรงเรียนดนตรีทาคาราซึกะ และเข้าเป็นสมาชิกคณะรุ่นที่ 11 (2464) เป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มดวงจันทร์ ต่อมาเธอได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะดวงจันทร์ในคณะละครทาคาราซึกะอันยิ่งใหญ่ในโตเกียว
ด้วยเหตุที่เธอมักเล่นบทเป็นชาย เธอจึงมีฉายาว่า หญิงงามในชุดชาย เธอเป็นนักแสดงระดับนำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในช่วงทศวรรษ 2470 ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูสง่างามและมีสไตล์แบบตะวันตก ต่อมาเธอลาออกจากคณะภายหลังแสดง Return to the East (2485) เพื่อแต่งงาน หลังจากเธอลาออกแล้ว ต่อมาเธอผันตัวไปเป็นนักแสดงอาชีพแทน จนถึงแก่กรรม



