คอลัมน์ Agora : กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
หากกล่าวถึง “ซุสุกิ โคจิ” (Suzuki Koji) ผู้คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักอ่านก็อาจไม่รู้จักว่าเขาคือใคร
แต่สำหรับคอวรรณกรรมแล้ว ชื่อนี้คือสุดยอดนักเขียนที่มีชื่อเสียงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่’สำหรับแฟนวรรณกรรมสยองขวัญญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า “J-Horror”
และต่อให้คนผู้นั้นไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของซุสุกิ โคจิ ก็ยากที่จะไม่เคยสัมผัสผลงานของเขาผ่านสื่อรูปแบบอื่น อย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง The Ring คำสาปมรณะ เป็นต้น
“The Ring คำสาปมรณะ” คือนวนิยายชิ้นเอกของซุสุกิ โคจิ ตีพิมพ์ครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ.2534 ในชื่อภาษาอังกฤษว่า Ring (Ringu ในภาษาญี่ปุ่น) ก่อนจะได้รับการแปลเป็นไทยในปี พ.ศ.2543 ด้วยฝีมือของน้ำทิพย์ เมธเศรษฐ และได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยม
The Ring คำสาปมรณะ เป็นนิยายภาคแรกในจำนวน 4 ภาค ได้แก่ Ring, Spiral, Loop และ Birthday โดย Ring สร้างชื่อเสียงให้กับซุสุกิ โคจิ มากที่สุด โดยได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในฉบับนวนิยายและฉบับภาพยนตร์
หนังสือ Ringu สร้างปรากฏการณ์กระหึ่มบรรณพิภพญี่ปุ่น จากการทำยอดขายไปได้ไม่ต่ำกว่า 1,500,000 เล่มเมื่อวางแผง
หลังจากนั้นบทประพันธ์เลยได้รับการดัดแปลงไปสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วยชื่อเดียวกันทั้งในญี่ปุ่น เกาหลี และสหรัฐอเมริกา
นอกจากนั้นยังมีการนำไปทำเป็นละครและซีรีส์อีกด้วย
ซึ่งภาพยนตร์ The Ring ทั้งฉบับญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาต่างก็เป็นที่รู้จักอย่างมากในหมู่ผู้ชมชาวไทย
ดังนั้น ต่อให้ไม่รู้จักชื่อนักประพันธ์ แต่ก็อาจรู้จัก The Ring คำสาปมรณะ
สําหรับภาพยนตร์ในฉบับญี่ปุ่นนั้นออกฉายในปี พ.ศ.2541 กำกับการแสดงโดย Hideo Nakata นำแสดงโดย Nanako Matsushima, Miki Nakatani, Yuko Takeuchi, Hiroyuki Sanada ฯลฯ สามารถกวาดรายได้ไปถึง 19.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทุนสร้างเพียง 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำกำไรสูงถึง 13 เท่าจากงบฯ ลงทุน
ส่วนในฉบับภาษาอังกฤษของผู้กำกับฯ Gore Verbinski นั้นก็ทำกำไรมหาศาลให้กับผู้สร้างเช่นกัน
หนังเริ่มออกฉายในอเมริกาปี พ.ศ.2545 นำแสดงโดย Naomi Watts, Martin Henderson, Brian Cox ฯลฯ ด้วยทุนสร้าง 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โกยเงินไปได้ถึง 249.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำกำไรมากกว่าต้นทุนถึง 5 เท่า
ตัวละครหลักที่โด่งดังไปพร้อมกับ The Ring ก็คือ “ยามามูระ ซาดาโกะ” (Yamamura Sadako) หญิงสาวที่เสียชีวิตไปแล้วแต่ยังคงมีพลังพิเศษซึ่งสามารถหลอกหลอนผู้คนได้อย่างน่าสะพรึงกลัว
เธอเป็นสาววัยรุ่นแสนสวยสุดจะพรรณนา แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นคนสองเพศ (intersex)
ยามามูระ ซาดาโกะ พบจุดจบอันโหดร้าย ต้องผจญกับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากการโดนทำร้าย ถูกข่มขืน และโยนลงไปในบ่อลึกปิดตาย กระทั่งอดอาหารและจมน้ำตาย
นอกจากนั้นเธอยังติดโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ (smallpox) จากทรชนที่ข่มเหงเธออีกด้วย
ชะตากรรมอันเลวร้ายที่เธอประสบได้ก่อแรงแค้นถึงขีดสุดจนนำมาสู่การทำลายล้างตอบโต้ตามมา
เรียกได้ว่าภาพผีผู้หญิงผมยาวที่ปีนป่ายขึ้นมาจากบ่อลึกเพื่อสางแค้นที่สุมอกได้กลายเป็นภาพจำที่โด่งดังที่สุดของ J-Horror ในช่วง พ.ศ.2545-2550 เลยทีเดียว
นวนิยายชุด The Ring ทั้ง 4 เล่ม ไม่ว่าจะเป็น Ring, Spiral, Loop และ Birthday ต่างก็ได้รับการแปลเป็นไทยทั้งหมด
ในเล่มที่ 2 คือ Spiral นั้นเป็นเรื่องราวต่อจาก Ring แต่ทวีความซับซ้อนขึ้น ถือเป็นงานที่อ่านยากกว่าเล่มแรก
โดยต้องอาศัยความรู้ทางด้านชีววิทยา พันธุศาสตร์ เคมี รวมทั้งแพทยศาสตร์ เต็มไปด้วยศัพท์แสงทางวิทยาศาสตร์ที่คนไทยจำนวนมากไม่คุ้นชิน งานชิ้นนี้จึงไม่ได้รับความนิยมในวงกว้างเท่ากับเล่มแรก
พอมาถึงเล่ม 3 คือ Loop ก็ยิ่งอ่านยากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เนื้อหาลึกขึ้น เข้าใจยาก ซับซ้อน และยาวกว่าเดิม แต่เป็นจุดสูงสุดของงานวรรณกรรมชุดนี้ ที่พาให้เรื่องราวไปไกลกว่าความบันเทิงธรรมดา ทว่า อัดแน่นไปด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์หลายแขนงที่ถูกผนวกเข้ามาในนิยาย
นักอ่านหลายคนถึงกับบ่นท้อเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเนื้อหาทางคอมพิวเตอร์ศาสตร์ แพทยศาสตร์ คณิตศาสตร์ ชีววิทยา เคมี ไวรัสวิทยา พันธุศาสตร์ ฯลฯ อัดแน่นอยู่ในนวนิยายสยองขวัญ ที่ไม่ใช่แค่เขย่าประสาทให้หวาดกลัว แต่ยังต้องตามเรื่องราวที่สลับซับซ้อนให้ทัน และต้องอาศัยความรู้ทางวิชาการด้วย
ส่วน Birthday นั้นเป็นงานสั้นๆ ที่ไม่ซับซ้อน แต่ช่วยประกอบเรื่องราวที่ขาดหายไปให้ผู้อ่านเข้าใจที่มาที่ไปของชีวิตยามามูระ ซาดาโกะ และบริบทแวดล้อมได้
ไม่เพียงนวนิยายชุด The Ring ทั้ง 4 เล่มเท่านั้น แต่ผลงานเล่มอื่นๆ ของซุสุกิ โคจิ ก็ยังได้รับการแปลอีกด้วย
ไม่ว่าจะเป็น Paradise (Rakuen) ในชื่อภาษาไทยว่า “แดนสวรรค์” The Shining Sea (Hikari sasu umi) ในชื่อไทยว่า “แสงสว่างกลางทะเลลึก” และ Dark Water และเรื่องสั้นอื่นๆ ในชื่อไทยว่า “ปริศนาใต้บาดาล”
ถือได้ว่าซุสุกิ โคจิ เป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งในแวดวงหนังสือไทยหากพิจารณาด้านยอดขาย
น่าเศร้าที่เขาต้องมาด่วนจากไปในวัย 68 ปีที่โรงพยาบาลในกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม จากอาการป่วยที่แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ
ซุสุกิ โคจิ เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2500 ที่เมืองฮามามัตสึ จังหวัดชิซูโอกะ และเสียชีวิตก่อนวันเกิดครบรอบ 69 ปีเพียง 5 วันเท่านั้น
เขามีลูกสาว 2 คน มีกิจวัตรที่โปรดปรานก็คือการขับมอเตอร์ไซค์และล่องเรือ
ในสมัยหนุ่มเขาจบการศึกษาทางด้านภาษาฝรั่งเศสจากมหาวิทยาลัยเคโอ เคยทำงานสอนหนังสือ ก่อนเบนเข็มมาเป็นนักเขียนนิยายแบบเต็มเวลาโดยพำนักอยู่ที่โตเกียวเป็นหลัก
ซุสุกิ โคจิ ได้รับการยกย่องอย่างมากในผลงานแนวสะเทือนขวัญ กระทั่งได้รับสมญาว่าเป็น “สตีเฟ่น คิง แห่งญี่ปุ่น”
สําหรับมิตรรักนักอ่านชาวไทยหลายคนคงจำได้ว่าซุสุกิ โคจิ เคยมาพบปะแฟนๆ ที่เมืองไทยในงานหนังสือแห่งชาติที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เขาต้องปักหลักนั่งแจกลายเซ็นให้บรรดานักอ่านที่ต่อแถวกันยาวเหยียดอยู่เป็นชั่วโมงกว่าจะแล้วเสร็จ ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ทุกวันนี้ผมก็ยังจดจำเรื่องราวได้เป็นอย่างดีว่าครั้งหนึ่งมีโอกาสใกล้ชิดกับยอดนักเขียนตัวเป็นๆ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ผมลุกออกมาเขียนหนังสือเป็นของตัวเองบ้าง แม้จะทำไม่ได้อย่างเขาในประเภทนวนิยาย แต่ก็ทำให้ได้ค้นพบตัวเองว่าแนวใดเป็นแนวถนัดของเรา
บุคลิกของซุสุกิ โคจิ ที่ผมเจอในวันนั้นดูสุภาพ เป็นกันเอง และภาพถ่ายในเหตุการณ์วันนั้นผมก็ยังคงเก็บไว้ดูเป็นที่ระลึกจนถึงทุกวันนี้
บทความนี้จึงไม่ใช่แค่การนำข่าวมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น หากแต่เป็นเหมือนอนุทินส่วนตัวของผมด้วยที่บันทึกว่า 8 พฤษภาคม พ.ศ.2569 ซุสุกิ โคจิ นักเขียนญี่ปุ่นผู้ที่ผมชื่นชมที่สุดคนหนึ่งได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เหลือทิ้งไว้แต่เพียงมรดกความทรงจำมากมาย ผ่านผลงานที่ทรงคุณค่าต่อวงวรรณกรรมและมีอิทธิพลไปสู่แวดวงอื่นๆ อย่างเช่น ภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ เป็นต้น
สุดท้ายนี้ขอกล่าวอำลาด้วยกาพย์ยานี 11 อันโด่งดังจาก “กฤษณาสอนน้องคำฉันท์” พระนิพนธ์โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นการไว้อาลัยว่า “นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา”
ซาโยนาระ… ลาก่อน ซุสุกิ โคจิ
