คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
ช่วงนี้โซเชียลมีเดียพูดถึงเรื่อง Toxic parents กันมาก
มีคนแชร์ประสบการณ์ มีคนอธิบายพฤติกรรม มีคนตั้งชื่อรูปแบบความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวด้วยภาษาจิตวิทยา
สิ่งเหล่านี้มีคุณค่า เพราะทำให้คนที่เคยรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติได้รู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว แต่มีบางอย่างที่การสนทนาแบบนี้มักนึกไม่ถึง
นั่นคือคำถามว่า สังคมแบบไหนที่ผลักให้พ่อแม่ธรรมดาสามัญ ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเอาชีวิตของตัวเองไปผูกกับชีวิตของลูก
บทความนี้ไม่ได้จะแก้ต่างให้ใคร แต่อยากชวนคิดว่าบางส่วนของสิ่งที่เราเรียกว่า Toxic นั้น มันถูกสร้างขึ้นโดยโครงสร้างที่เราทุกคนอยู่ในนั้นด้วยกัน
ลองนึกภาพแม่คนหนึ่ง อายุห้าสิบกว่า ทำงานมาทั้งชีวิต ตื่นตีห้า กลับบ้านสองทุ่ม วันหยุดน้อย ค่าล่วงเวลาบางทีก็ไม่ได้ตามกฎหมาย เพราะนายจ้างรู้ดีว่าแรงงานในระบบที่ไม่มีสหภาพแข็งแรงพอ ไม่มีใครไปตรวจจริงจัง
ร่างกายของเธอสะสมความเสื่อมมาตลอดสามสิบปี เข่า หลัง ความดัน
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่โชคร้าย มันคือผลลัพธ์ของระบบที่ยอมให้ทุนละเมิดกฎหมายแรงงานโดยแทบไม่มีต้นทุน
และเมื่อร่างกายเริ่มพัง คำถามที่ตามมาคือ แล้วใครจะดูแลเธอ
นี่คือจุดที่ลูกกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
ไม่ใช่เพราะความรักอย่างเดียว แต่เพราะความกลัว กลัวอย่างที่มีเหตุผลรองรับทุกบาท
สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ผู้ประกันตนที่รับบำนาญจากกองทุนประกันสังคมในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่เกือบ 1 ล้านคน ได้รับบำนาญรวมทั้งหมดราว 27,000 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยแล้วคนละประมาณ 2 พันกว่าบาทต่อเดือน บางคนได้น้อยกว่านั้น
ลองนึกดูว่าชีวิตหนึ่งเดือนของคนที่หยุดทำงานแล้ว จะอยู่ได้อย่างไรด้วยเงิน 1,200 ถึง 1,900 บาท
ในยุคที่ข้าวแกงจานหนึ่งราคาห้าสิบบาท ค่ายาเรื้อรังเดือนละหลายร้อย ค่าเดินทางไปโรงพยาบาลยังต้องคิด ตัวเลขนี้ไม่ใช่การใช้ชีวิต มันคือการประคองตัวให้ไม่ล้มก่อนถึงเวลา
และในสถานการณ์แบบนี้ พ่อแม่จะทำอะไรได้ นอกจากพึ่งลูก
ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เคยวางแผน หลายคนส่งเงินสมทบประกันสังคมมาทั้งชีวิต คิดว่าระบบจะดูแลพวกเขาได้
แต่สูตรคำนวณบำนาญที่ใช้อยู่มันออกแบบมาในยุคที่ค่าครองชีพต่างออกไป และไม่เคยปรับให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
ผลลัพธ์คือคนที่จ่ายเงินสมทบมาสามสิบปี ได้รับบำนาญที่ไม่พอกินในทุกความหมายของคำว่าพอ
สูตร CARE ที่กำลังผลักดันอยู่ในขณะนี้ คือความพยายามแก้ไขสิ่งนี้โดยตรง
ถ้าสูตรนี้ถูกนำไปใช้ คนประมาณ 600,000 คน จากผู้รับบำนาญทั้งหมดราว 900,000 คน จะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยได้ราว 1,200 บาท เป็นอย่างน้อย 4,000 บาทต่อเดือน
ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าจะรวย แต่มันหมายความว่า สามารถหยุดทำงานได้โดยไม่ต้องโทร.หาลูกทุกสิ้นเดือน ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ
และที่สำคัญกว่านั้น ไม่ต้องทำให้ลูกรู้สึกว่ากำลังแบกอะไรบางอย่างที่ไม่ได้เลือก
ความตึงเครียดในครอบครัวไทยจำนวนมาก ถ้าลองถามให้ลึกลงไป มักมีเรื่องเงินอยู่ข้างใน
บางทีมันออกมาในรูปของการควบคุม การแทรกแซงการตัดสินใจของลูก การโทร.หาบ่อยเกินไป การพูดว่าลูกเนรคุณเมื่อลูกเริ่มมีชีวิตของตัวเอง พฤติกรรมเหล่านี้อาจดูเหมือนปัญหาจิตวิทยา
แต่ถ้าลองถามว่ามันเกิดขึ้นในบริบทอะไร คำตอบบ่อยครั้งคือบริบทของคนที่ไม่มีความมั่นคงอื่นเหลืออยู่เลย นอกจากลูก
เมื่อลูกคือแผนเดียว ความสัมพันธ์จึงไม่อาจเป็นอิสระได้ มันกลายเป็นการลงทุน เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิต เป็นทรัพยากรที่ต้องดูแลรักษาไว้ และเมื่อโครงสร้างสร้างแรงกดทับแบบนี้
การไปบอกว่าพ่อแม่ Toxic โดยไม่ถามว่าระบบมีส่วนอย่างไร มันก็คือการโยนความผิดกลับไปให้ปัจเจกในแบบที่ชนชั้นนำถนัดนัก เพราะการมองแบบนั้นไม่ต้องเปลี่ยนอะไรในโครงสร้างเลยสักอย่าง
เรื่องสุขภาพก็เชื่อมกันตรงนี้ กฎหมายแรงงานไทยยังมีช่องว่างมาก แรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับความคุ้มครองมีอยู่อีกมหาศาล และแม้แต่คนที่อยู่ในระบบ นายจ้างที่ละเมิดสิทธิก็แทบไม่เคยถูกจัดการจริงจัง ผลก็คือร่างกายของแรงงานไทยจำนวนมากพังก่อนวัยอันควร และเมื่อพัง ค่าใช้จ่ายนั้นตกไปอยู่กับครอบครัว ไม่ใช่นายจ้าง ไม่ใช่รัฐ วงจรนี้ทำซ้ำตัวเองทุกรุ่น
และทุกรุ่นก็ถูกบอกว่านี่คือปัญหาส่วนตัวที่ต้องแก้เอง
แต่มันไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว
ถ้าวันหนึ่งผู้สูงอายุมีบำนาญที่พอกิน มีระบบสุขภาพที่ดูแลได้จริง สิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือพลวัตของความสัมพันธ์ในครอบครัวทั้งหมด
พ่อแม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาลูกเพื่อความอยู่รอด สามารถรักลูกโดยไม่มีเงื่อนไขได้มากขึ้น
และลูกที่ไม่ต้องแบกรับภาระนั้น ก็สามารถรักพ่อแม่กลับโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองติดกับดัก สวัสดิการที่ดีทำสิ่งนี้ได้ มันคืนความเป็นมนุษย์ให้กับความสัมพันธ์
สูตร CARE คือคำถามหนึ่งว่าเราอยากออกแบบสังคมแบบไหน อยากให้ความรักในครอบครัวเป็นอิสระหรือเป็นการต่อรอง อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกเกิดจากความผูกพัน หรือเกิดจากความจำเป็นที่ไม่มีทางหนี
ปัญหาไม่ใช่ว่าพ่อแม่ไม่วางแผน แต่มีกลไกที่ผิดพลาดทับถมพวกเขาอยู่มาทั้งชีวิต และกลไกนั้น เราเปลี่ยนได้
