ธงทอง จันทรางศุ : ฝาก ‘ฝัน’ ที่เป็นจริงได้ ถึง รมว.วัฒนธรรม
คอลัมน์ : หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในช่วงเวลาที่ผมเรียนหนังสืออยู่ที่มหานครนิวยอร์กระหว่างปี 2521 ตอนปลายปีถึงต้นปี 2523
นอกจากการเรียนหนังสือแล้ว ผมยังใช้เวลาว่างไปทำอะไรต่อมิอะไรตามใจชอบของตัวเองอีกหลายอย่าง
เป็นต้นว่า ไปเดินดูพิพิธภัณฑ์ในวันเสาร์อาทิตย์ หรือซื้อตั๋วไปดูบัลเลต์ ไปฟังดนตรี ไปดูละครตามโรงละครต่างๆ
แต่รายการหลังนี้ไปบ่อยไม่ได้นะครับ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ปัญหาคือมันแพงน่ะสิ
ลำพังสติปัญญาอย่างนักเรียนจะไปซื้อตั๋วดูละครดูบัลเลต์บ่อยนักย่อมไม่ไหวแน่
สถานที่จัดการแสดงต่างๆ ที่ผมได้ไปอุดหนุนอยู่บ่อยครั้งพอสมควร คือสถานที่ซึ่งเรียกว่า ลินคอล์น เซ็นเตอร์ ซึ่งตั้งชื่อเป็นเกียรติยศกับประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ของเขา
อันว่าสถานที่แห่งนี้อธิบายให้เข้าใจง่ายว่า เป็นอาคารขนาดใหญ่สามหลังวางตำแหน่งหันหน้าเข้าหากันคล้ายรูปตัวยู มีลานกว้างอยู่ข้างหน้า
อาคารสามหลังนั้นออกแบบไว้เฉพาะสำหรับการแสดงสามอย่าง
หลังหนึ่งสำหรับแสดงคอนเสิร์ตหรือแสดงดนตรีวงใหญ่อย่างฝรั่ง
หลังหนึ่งสำหรับแสดงบัลเลต์ซึ่งไทยเราอาจจะเรียกว่าระบำปลายเท้า
อีกหลังหนึ่งสำหรับแสดงโอเปร่า
ซึ่งการแสดงแต่ละอย่างต้องการอุปกรณ์เทคนิคประกอบการแสดงเป็นพิเศษ
นอกจากนั้นในอาคารทั้งสามหลังยังมีบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยอีกมาก เช่น ร้านอาหารชนิดต่างๆ สำหรับให้บริการคนที่ไปดูการแสดง ร้านขายของที่ระลึก ตลอดจนโรงเรียนสอนการแสดง ห้องฝึกซ้อม ห้องประชุมสัมมนา
รวมไปถึงห้องสำหรับจัดแสดงขนาดเล็กที่จัดวางตำแหน่งไว้ตรงโน้นตรงนี้
เรียกว่าเข้าไปในลินคอล์น เซ็นเตอร์แล้ว นึกอะไรขึ้นมาเกี่ยวกับมหรสพอย่างฝรั่งแล้ว เขาจัดไว้สนองตัณหาครบถ้วนเลยทีเดียว
การเดินทางไปดูงานแสดงที่ลินคอล์น เซ็นเตอร์นี้ก็ไม่ยากเลย เพราะมีรถใต้ดินบริการไปจนถึงจุดใกล้สุดพอที่จะเดินได้แบบไม่เดือดร้อน
ถ้าความจำผมไม่ผิดพลาด เซ็นเตอร์ที่ว่านี้ตั้งอยู่ใกล้กันกับวงเวียนที่ที่ชื่อโคลัมบัส Columbus Circle ตรงตำแหน่งที่ถนนบรอดเวย์ตัดกันกับถนนสายที่ 59 ตะวันตก ผมซึ่งเป็นนักเรียนและอยู่ทางตอนล่างของเกาะแมนฮัตตัน มหานครนิวยอร์ก สามารถเดินทางด้วยรถใต้ดินไปถึงลินคอล์น เซ็นเตอร์ได้แบบสบายบรื๋อ
แถมกะเวลาได้ถูกต้องเสียด้วย เพราะรถไฟใต้ดินเมืองนั้นให้บริการประจำสม่ำเสมอ
ถ้าเรารู้ตารางเวลาเราก็สามารถวางแผนการเดินทางของเราได้อย่างสบายๆ
นิสัยอย่างหนึ่งของผมซึ่งน่าจะไม่แตกต่างจากคนอีกจำนวนมากเวลาไปเห็นอะไรในต่างประเทศแล้วก็อดนึกเปรียบกับเมืองไทยของเราเองไม่ได้
ถ้าเป็นสิ่งของที่ดีงามและบ้านเรายังไม่มี ผมก็อยากให้ของอย่างนั้นสิ่งนั้นมีขึ้นในบ้านของเราบ้าง
ในทางตรงกันข้าม บางคราวเราก็อดนึกเปรียบเทียบไม่ได้ว่า เรื่องนั้นเรื่องนี้บ้านเราดีกว่าของเขา นึกแล้วก็เก็บความภาคภูมิใจไว้ในใจ แค่นี้หัวใจพองโตแล้ว
ดังนั้น ในยุคสมัยที่ผมได้เห็นการมีโรงละครตั้งอยู่ใกล้เคียงกันหลายแห่ง มีบริการที่หลากหลายเป็นเครื่องบันเทิงใจและประเทืองความรู้ของผู้คนไปในขณะเดียวกันอย่างเช่นที่ลินคอล์น เซ็นเตอร์ ตั้งแต่ครั้งนั้นแล้วผมก็นึกอย่างบ้านเรามีอะไรอย่างนั้นบ้าง
แต่นึกมา 40 ปีแล้วก็ยังไม่สำเร็จผลเสียที
เมื่อมีการก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยขึ้นที่ถนนรัชดาภิเษก ภายในศูนย์ที่นั้นมีทั้งหอประชุมใหญ่และหอประชุมเล็ก สามารถจัดการแสดงได้หลากหลาย และผมก็เป็นแฟนไปอุดหนุนอยู่เนืองๆ ทั้งๆ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้มีข้อดีอยู่มาก แต่ถ้าเราไม่ปฏิเสธความจริงก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่า ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยยังมีจุดอ่อนอยู่อย่างน้อยสองเรื่อง
เรื่องหนึ่ง คือร้านอาหารสำหรับให้บริการผู้ชมการแสดง บริการในเรื่องนี้มีอยู่น้อยมากและผมเชื่อว่าเราจะทำได้ดีกว่านี้อีกหลายเท่า ถ้าตั้งใจจะทำจริงๆ
วันไหนจะไปดูการแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ต้องกินข้าวให้อิ่มไปจากบ้านเสียก่อน อย่าได้หวังไป “ตายเอาดาบหน้า” เลยเป็นอันขาด เพราะจะตายจริงสมปากว่าเลยทีเดียว
ความยากลำบากอีกอย่างหนึ่งของการไปศูนย์วัฒนธรรมฯ คือ การเดินทาง หลายคนเข้าใจผิดว่าสถานีใต้ดินที่ชื่อว่า “ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย” เพราะโผล่พ้นดินออกมาแล้วก็จะเห็นศูนย์วัฒนธรรมฯ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เดินไปอีกไม่กี่ก้าวก็เข้าไปอยู่ในโรงละครหรือหอประชุมแล้ว
ฝันไปเถิดครับ
ความจริงคือ เมื่อมาถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินชื่อไพเราะดังกล่าวแล้ว เรายังต้องเดินเท้าและผจญกับอุปสรรคอีกหลายอย่างกว่าจะรอดชีวิตไปถึงศูนย์วัฒนธรรมฯ ของจริงได้
เป็นอันว่า ความฝันของผมที่วาดวิมานเหนืออากาศไว้ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่ที่นิวยอร์กเมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้วก็ยังไม่เป็นจริงเสียที
จนอายุปูนนี้แล้วขอฝันต่ออีกสักนิดได้ไหมครับ เผื่อจะสมหวังขึ้นมากับเขาบ้างก่อนเสียชีวิต ฮา!
เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปงานวันมูลนิธิสิรินธรที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งตั้งอยู่ตรงเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ใกล้กันกับอนุสาวรีย์ทหารอาสา
โรงละครแห่งชาติที่ว่านี้สร้างมาแต่ปี 2504 และเปิดใช้งานจริงเมื่อปี 2508 หลังจากใช้งานมานานปีได้มีการปิดปรับปรุงซ่อมแซมเป็นการใหญ่เมื่อประมาณสามสี่ปีก่อน ดูเหมือนจะใช้งบประมาณตั้ง 900 ล้านบาท
มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงโฉมครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเทคนิคแสงและเสียง และอุปกรณ์สำหรับการแสดงต่างๆ
ปรับปรุงคราวนี้ได้มาตรฐานที่อวดใครได้สบายมาก เก้าอี้ก็นั่งสบาย อาคารสถานที่โดยรวมก็สะอาดสะอ้าน น่าไปใช้บริการเป็นอย่างยิ่ง
ในโรงละครแห่งชาติที่ว่านี้ นอกจากโรงละครใหญ่แล้ว ยังมีปีกหนึ่งของอาคารเป็นโรงละครเล็กสำหรับจัดการแสดงขนาดย่อมด้วย
แล้วผมพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไมครับ
ที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาตรงนี้เพราะผมแอบคิดเองเออเองว่า ในบริเวณใกล้เคียงกันกับโรงละครแห่งชาติ ในรัศมีขนาดเดินเท้าถึงได้แบบสบายๆ ยังมีสถานที่จัดการแสดงอีกสองแห่งที่สมควรกล่าวถึง หรือทำให้เชื่อมโยงกันอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรเช่นเดียวกันกับโรงละครแห่งชาติ
ผมหมายถึงสังตีตศาลา ซึ่งเป็นเวทีการแสดงกลางแจ้งตั้งอยู่ในบริเวณสนามหญ้าของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร และอยู่ใกล้กันกับโรงละครแห่งชาติเพียงแค่จมูกกับปากเท่านั้น
ถัดไปอีกไม่ไกลทางด้านทิศตะวันตกของโรงละครแห่งชาติ ยังมีโรงละครขนาดกลางอีกแห่งหนึ่งเรียกว่า โรงละครวังหน้า มีความจุประมาณ 200 คน เป็นโรงละครที่อยู่ในความดูแลของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และได้ใช้เป็นสถานที่การแสดงของสถาบันดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง แต่ผู้คนอาจจะไม่รู้จักคุ้นเคยเท่ากันกับโรงละครแห่งชาติซึ่งเป็นพี่ใหญ่อยู่ในย่านนั้น
นี่ยังไม่ต้องนึกไปไกลถึงขนาดหอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีทั้งหอใหญ่หอเล็ก และเคยมีการแสดงโขนทั้งโรง และละครพูดเรื่องสี่แผ่นดิน มาแล้วในอดีต
สถานที่ทั้งหมดนี้ ในปัจจุบันถ้าพูดถึงการเดินทางเข้าถึงแล้ว คนที่ชอบดูโขนดูละครทั้งหลายก็คงมึนงงไปอยู่เหมือนกันว่าจะเดินทางไปได้อย่างไร เพราะถ้าไม่ขับรถไปเองก็ต้องเดินทางด้วยรถยนต์รับจ้างสาธารณะ ครั้นถ้าขับรถไปเองก็ไม่รู้จะจอดรถที่ไหน มึนงงไปหมด
ความทุกข์ข้อนี้ใกล้จะผ่อนคลายลงแล้วครับ เพราะเมื่อวันที่ผมไปโรงละครแห่งชาติครั้งล่าสุดใต้สังเกตเห็นว่าบริเวณไม่ห่างไกลกันเลยกับโรงละครแห่งชาติกำลังจะมีสถานีใต้ดินเกิดขึ้นหนึ่งสถานีปิดป้ายบอกไว้ว่าจะเป็นสถานีชื่อ “สถานีสนามหลวง”
ถ้าเปิดทำการเมื่อไหร่ คราวนี้ละ เราก็สามารถมุดดินไปโผล่ย่านนั้นได้แบบสุขสำราญมาก
ประเด็นมีอยู่แต่เพียงว่า ทำอย่างไรเราจึงจะเชื่อมโปรแกรมกิจกรรมต่างๆ ระหว่างสังคีตศาลา โรงละครแห่งชาติทั้งโรงใหญ่โรงเล็ก และโรงละครวังหน้า ให้ความสัมพันธ์สอดคล้องกัน เพื่อทำหน้าที่เป็นพื้นที่มหรสพขนาดใหญ่ของกรุงเทพมหานครได้อีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากย่านศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยที่มีข้อจำกัดสองสามข้ออย่างที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้น
หรือถ้าที่ตรงย่านใหม่ที่กำลังพูดกันอยู่นี้ จะเชื่อมกิจกรรมให้ไปไกลอีกนิดถึงหอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ใกล้ชิด เพื่อให้กรุงเทพมหานครของเราสามารถพูดได้เต็มปากว่าเรามีพื้นที่ทางวัฒนธรรมแบบนี้เกิดขึ้นใหม่อีกอย่างหนึ่งโดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากนัก ขอแต่เพียงให้มีการทำงานแบบประสานงาน ไม่ใช่แบบประสานงา ทุกอย่างก็จะไม่ไกลเกินเอื้อมของเรา
เนื่องจากผมเป็นคนเห็นแก่กิน ถ้าจะเติมรายละเอียดเกี่ยวกับร้านอาหารที่ให้บริการสำหรับผู้ไปชมการแสดงในลักษณะที่เป็นทางเลือกให้เหมาะสมกับกระเป๋าเงินและความสะดวกของคนที่จะไปใช้บริการ ก็จะเป็นคุณวิเศษเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งและผมเชื่อแน่ว่าจะได้รับคำชมเชยไม่เว้นว่างเลยทีเดียว
ผู้ที่จะมาใช้บริการพื้นที่ทางวัฒนธรรมต่างๆ เหล่านี้ นอกจากคนไทยเรากันเองซึ่งเป็นแฟนคลับเหนียวแน่นแล้ว นักท่องเที่ยวที่อยู่ย่านถนนข้าวสารซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลกันเลยก็สามารถมาเป็นสมาชิกสมทบได้อย่างแน่นอน
เวลานั่งคิดอะไรเพ้อฝันอยู่อย่างนี้คนเดียว ผมรู้สึกว่าทุกอย่างง่ายไปหมด กรมศิลปากรกับสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ต่างก็อยู่ในสังกัดของกระทรวงวัฒนธรรมด้วยกัน ความฝันข้อนี้ น่าจะมีความเป็นไปได้มากอยู่นะครับ
รบกวนใครช่วยตัดบทความเรื่องนี้ฝากไปให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอ่านเล่นดูหน่อยได้ไหมครับ
ฝีมือขนาดท่านแล้ว ถ้าท่านเอาจริงขึ้นมาก็สำเร็จแน่นอนครับ
ผมเชื่อของผมอย่างนั้น
