bg-single

แก้ปัญหายิวที่ไทย… มิใช่ง่าย : เมื่อทุนยุทธศาสตร์โลก ชนกำแพงคอร์รัปชั่นและวัฒนธรรมลอยนวล

25.05.2026

บทความพิเศษ | อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

การนำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบเกาะพะงันและภูเก็ตของนายกรัฐมนตรี เพื่อสกัดกั้นการถือครองที่ดินและธุรกิจผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะ “กลุ่มประชากรและทุนชาวยิว (อิสราเอล)” กำลังถูกตั้งคำถามครั้งใหญ่จากสังคมว่า เป็นเพียง “อีเวนต์การเมืองชั่วคราว” หรือเป็นวาระแห่งชาติที่ทำจริง?

ปัญหานี้ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อมองผ่านโรดแมปใหญ่ที่ไทยกำลังขับเคลื่อน ทั้งโครงการ “แลนด์บริดจ์ (Landbridge)” และ “กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)” ที่เปิดประตูรับทุนต่างชาติอย่างเสรี

ทว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคและสารตั้งต้นของความหายนะที่แท้จริง กลับไม่ใช่ความเก่งกาจของทุนนอก แต่คือ “โรคร้ายเรื้อรังภายใน” ของระบบราชการและนักการเมืองไทย ที่มองการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดา และมีวัฒนธรรมปล่อยคนผิดให้ลอยนวล (Impunity)

ซึ่งกลายเป็นพรมแดงผืนใหญ่ที่เอื้อให้เกิดการรุกคืบอธิปไตยทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สถานการณ์ปัจจุบัน กลุ่มทุนยิวรุกคืบยึดครองพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไปแล้วกว่าร้อยละ 20 โดยอาศัยกลยุทธ์ที่แยบยลควบคู่กับความหย่อนยานของรัฐไทย :

กลยุทธ์นอมินีอำพราง (วิกผมดำ) : การตั้งบริษัทหลายทอด ถือหุ้นไขว้ไปมาเพื่อพรางตาให้ดูเหมือนเป็นบริษัทไทยตามกฎหมาย (ถือหุ้นไม่เกิน 49%) แต่โครงสร้างอำนาจ เงินทุน และการควบคุมเบ็ดเสร็จเป็นของทุนยิว 100% บางกรณีแยบยลถึงขั้นใช้ทุนสัญชาติอื่นบังหน้าอีกชั้นหนึ่ง

การสร้างคอมมิวนิตี้ปิด (State within a State) : เมื่อรวมตัวกันเป็นชุมชนได้หนาแน่น ขั้นต่อไปคือการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยระบบปิด (Security) ระดับแถวหน้าของโลกที่อิสราเอลเชี่ยวชาญมาใช้ ก่อเกิดเป็น “พื้นที่กึ่งเอกเทศ” ที่ตัดขาดและปฏิเสธการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่น

ช่องโหว่ด้านข่าวกรองและความมั่นคง : งานข่าวกรองเชิงรุกของไทยอยู่ในภาวะเป็นอัมพาต ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่ส่งสัญญาณเตือนมาตลอด

แต่กลไกส่วนกลางกลับเพิกเฉย ปล่อยให้ระบบทุนเข้ายึดชัยภูมิที่ดีที่สุดของประเทศไปต่อหน้าต่อตา

หากเข้าใจประวัติศาสตร์ชาวยิว จะรู้ว่าพวกเขาคือชนชาติที่ผ่านการพลัดถิ่นและเผชิญภัยคุกคามรอบด้านมานับพันปี

สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้นักลงทุนและนักยุทธศาสตร์ชาวยิวมีความฉลาดหลักแหลม

มีแผนการที่ลึกซึ้ง และมีโมเดลการสร้างกลุ่มอิทธิพลเบื้องหลังความมั่นคงและการเมืองในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามาแล้ว

ดังนั้น เมื่อกลุ่มทุนที่มีทักษะขั้นสูงระดับนี้ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยที่มีระบบการตรวจสอบที่หละหลวม

มีชัยภูมิที่น่าอยู่อาศัยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เมียนมา หรือกัมพูชา

การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการตั้งรกรากจึงกลายเป็นเรื่องที่ “ง่ายดายและราบรื่น” สำหรับพวกเขา

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้คือปัญหาสามเส้า (The Triple Threat) ที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญและยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน :

1. กฎหมาย SEC และแลนด์บริดจ์ คือ “ช่องทางถูกกฎหมาย”

โครงการแลนด์บริดจ์และกฎหมาย SEC หากผ่านถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุนต่างชาติ ทั้งการเช่าที่ดินระยะยาว สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการเข้าเมืองที่ง่ายขึ้น ทุนยิวที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและทุนสามารถชุบตัวผ่านช่องทางนี้ได้อย่างถูกกฎหมาย ทำให้การตรวจสอบนอมินีในอดีตกลายเป็นเรื่องล้าสมัย เพราะกฎหมายใหม่เปิดทางให้พวกเขาเข้ามาคุมจุดยุทธศาสตร์โลก (มหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก) ได้โดยตรง

2. วัฒนธรรม “คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดา”

เมื่อข้าราชการท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ที่ดิน ตรวจคนเข้าเมือง และนักการเมืองไทยมองว่าการรับเงินใต้โต๊ะหรือการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างชาติเป็นเพียง “ค่าบริหารจัดการ” หรือเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำกัน เม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากกลุ่มทุนต่างชาติจึงสามารถซื้อได้ทั้งโฉนดที่ดิน ใบอนุญาตประกอบกิจการ และความเงียบจากเจ้าหน้าที่รัฐ

3. วัฒนธรรม “ปล่อยคนผิดลอยนวล” (Culture of Impunity)

เมื่อเกิดคดีความหรือมีการร้องเรียน การบังคับใช้กฎหมายมักจบลงที่การจับกุมตัวเล็กตัวน้อย หรือการลงโทษแบบผักชีโรยหน้า ตัวการใหญ่ที่เป็นนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่หนุนหลังกลุ่มทุนนอมินีไม่เคยต้องรับโทษ ความหย่อนยานเชิงโครงสร้างนี้ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติรับรู้ว่า “กฎหมายไทยซื้อได้ และไม่มีความเสี่ยงที่แท้จริง”

ข้อเสนอแนะ : ยุทธศาสตร์ผ่าทางตัน (ระยะต้น – กลาง – ถาวร)

การแก้ปัญหานี้ “มิใช่ง่ายสำหรับรัฐบาลไทย” เพราะศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่นักลงทุนต่างชาติ แต่คือเนื้อร้ายในระบบราชการไทยเอง นโยบายแก้ปัญหาจึงต้องทำแบบ “หักดิบ” และมีความต่อเนื่องทางยุทธศาสตร์ :

ระยะต้น (ทันที – 3 เดือน)

• ตั้งวอร์รูมข่าวกรองความมั่นคงร่วม (ดีเอสไอ, สภาความมั่นคง, ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินบนเกาะพะงันและภูเก็ต

• สั่งรื้อถอนและห้ามตั้งระบบรักษาความปลอดภัยปิดกั้นพื้นที่สาธารณะของคอมมิวนิตี้ต่างชาติ

• สั่งย้ายล้างบางเจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจในพื้นที่ที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงเอื้อประโยชน์ให้ทุนต่างชาติ

• เปิดช่องทางร้องเรียนตรงถึงส่วนกลางที่ไม่ผ่านกลไกท้องถิ่น

ระยะกลาง (6 เดือน – 1 ปี)

• ออกข้อกำหนดแนบท้ายกฎหมาย SEC (Negative List) หากผ่าน บล็อกไม่ให้ทุนที่มีลักษณะครอบงำความมั่นคงเชิงพื้นที่เข้าถือครองสิทธิ์

• แก้กฎหมายเพิ่มโทษอาญาขั้นรุนแรง ยึดทรัพย์ทั้งคนไทยที่เป็นนอมินีและกลุ่มทุนต่างชาติ

• บังคับใช้มาตรการทางวินัยและอาญาขั้นเด็ดขาดกับข้าราชการที่พัวพัน ขจัดวัฒนธรรมลอยนวล

• ใช้ระบบจดทะเบียนบริษัทแบบดิจิทัลที่สืบค้นถึง “ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง” (Ultimate Beneficial Owner : UBO)

ระยะถาวร (1 – 3 ปีขึ้นไป)

• บรรจุเรื่อง “การยึดครองพื้นที่ทางเศรษฐกิจโดยทุนเฉพาะกลุ่ม” เป็นภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ

• กำหนดให้สัดส่วนการถือครองที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานรอบเขตแลนด์บริดจ์ต้องเป็นของรัฐและประชาชนไทยในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

• ปฏิรูประบบราชการส่วนท้องถิ่นในเมืองท่องเที่ยวให้เป็นระบบเปิดที่โปร่งใส ตรวจสอบได้โดยภาคประชาชน

• ตั้งศาลชำนาญพิเศษเพื่อดำเนินคดีคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวเนื่องกับอธิปไตยของชาติโดยไม่มีอายุความ

บทสรุป

ความพยายามในการแก้ปัญหาทุนยิวบนเกาะพะงัน หรือการป้องกันไม่ให้แผ่นดินทองคำในเขตแลนด์บริดจ์ตกเป็นของต่างชาติ จะไม่มีวันสำเร็จได้เลย หากรัฐบาลไทยยังไม่สามารถปราบปรามการคอร์รัปชั่นและทำลายวัฒนธรรมลอยนวลในหมู่นักการเมืองและข้าราชการไทยลงได้

ทุนยิวและทุนโลกมีความฉลาดและมองเห็นช่องโหว่ของไทยเป็นอย่างดี ถ้ารัฐบาลทำเพียงแค่จัดอีเวนต์สร้างภาพไปวันๆ กฎหมาย SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ (หากผ่าน) ที่ตั้งใจจะใช้พัฒนาประเทศ จะกลายเป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดให้ต่างชาติเข้ามากลืนกินอธิปไตยทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์แบบ

ถึงเวลาที่ผู้นำประเทศต้องเลือก ระหว่างการรักษาผลประโยชน์ของชาติ กับการปล่อยให้ระบบราชการที่ฉ้อฉลพาประเทศไปสู่จุดที่ไม่อาจทวงคืนแผ่นดินกลับมาได้อีกต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

Mazda CX-6e เอสยูวีไฟฟ้า สวยสะกดกับราคาสุดเร้าใจ
‘เมสซี่-โรนัลโด้’ และบทอำลาทีมชาติ (?) แบบต่างขั้ว
‘ยาม่วง’ หรือ ‘ยาเจนเชียน’ และดอกหลงต่าน
เต้าหู้ยัดไส้หมูสับผัดหน่อไม้
ยุคบ้านมือสองครองตลาด
ชัยชนะของคนธรรมดา : เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569
เมื่อ 67 มาถึงสยาม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 16-22 ตุลาคม 2569
มนุษย์ ไม่ใช่แค่ ‘ทุนมนุษย์’
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
หกตุลา กึ่งศตวรรษ ยังหาทางกลับไม่ถึงบ้านหรือ
คำกล่าวปิดท้ายชุมนุมปาฐกถา 50 ปี 6 ตุลาที่เตรียมไว้ แต่พูดไม่หมด