bg-single

มนุษย์ ไม่ใช่แค่ ‘ทุนมนุษย์’

17.10.2026

 โดย ณิชา พิทยาพงศกร

ด้วยงานวิจัยที่ทำอยู่ช่วงนี้ ทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับพ่อแม่และครูผู้ดูแลเด็กพิการกลุ่มหนึ่ง เกี่ยวกับความคาดหวังที่พวกเขามีต่อการศึกษาของลูก

คำตอบที่ได้นั้นหลากหลายมาก มีทั้งพ่อแม่ที่คาดหวังให้ลูกเรียนไปให้สูงที่สุดเท่าที่เขาจะส่งไหว

มีทั้งที่มองว่า ขอแค่ให้เด็กใช้ชีวิตประจำวัน พูดคุยสื่อสารกับคนอื่นได้ก็พอ

ไปจนถึงพ่อแม่ที่มองว่า จะเรียนไปทำไม เรียนไปก็คงหางานทำไม่ได้อยู่ดี

แต่เหตุผลที่สะเทือนใจผู้เขียนมากที่สุดคือ ในบางกรณีที่พ่อแม่ไม่คิดจะให้ลูกเรียนต่อ ก็เพราะความพิการตั้งแต่กำเนิดบางประเภททำให้ลูกของเขามีอายุขัยคาดการณ์สั้นกว่าคนทั่วไป หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่อยากให้ลูกต้องลำบากกับการเรียน ขอแค่ในช่วงชีวิตที่แสนสั้นนั้น เขาได้อยู่อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว

แล้วคุณผู้อ่านล่ะ สมมุติว่าลูกของคุณเกิดมาพิการ คุณจะส่งเสียให้เขาเรียนสูงแค่ไหน เพราะอะไร?

นอกจากพ่อแม่แล้ว อีกฝ่ายหนึ่งที่มีหน้าที่ส่งเสียเด็กคือ รัฐบาล ในฐานะผู้จัดสรรและบริหารเงินงบประมาณด้านการศึกษาและความมั่นคงของมนุษย์

ในช่วงหลังมานี้ ผู้เขียนสังเกตว่าวิธีการเล่าเรื่อง (narrative) ของรัฐบาลเปลี่ยนไป

จากการ “พัฒนาการศึกษา” ไปสู่การ “ลงทุนกับทุนมนุษย์” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประกาศนโยบายใหม่ “Thailand2 ยกระดับทุนมนุษย์” เป็นวาระแห่งชาติ

และประกาศรายชื่อ “บอร์ดทุนมนุษย์ระดับชาติ” ที่มีทั้งฝ่ายการเมืองและนักธุรกิจชื่อดังหลายคนนั่งอยู่ด้วย

หากถอยมามองเชิงนิยาม ก่อนที่คำว่า “ทุนมนุษย์” จะกลายเป็น buzzword ใหม่ในแวดวงนโยบาย มันเป็นศัพท์วิชาการในแวดวงเศรษฐศาสตร์ที่มองมนุษย์เป็นปัจจัยของการผลิต การเพิ่มทักษะให้กับมนุษย์ จึงถือเป็นการลงทุนที่จะเพิ่มผลิตภาพได้ ไม่ต่างอะไรกับการลงทุนอัพเกรดเครื่องจักรให้ทำงานดีขึ้น

บนฐานคิดนี้ เรายังคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน (Return On Investment : ROI) ออกมาได้ด้วย

อย่างเช่น งานของ James Heckman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยสร้างผลตอบแทนทางสังคมราว 7-10% ต่อปี ก็มีผลให้รัฐบาลหลายประเทศลงทุนเพิ่มงบการศึกษาปฐมวัย

การมองการศึกษาด้วยเลนส์ของการลงทุนจึงไม่เป็นเรื่องแย่เสมอไป เพราะอาจทำให้รัฐบาลใส่ใจเพิ่มการลงทุนในส่วนที่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็อดไม่ได้ที่จะเป็นกังวลว่า การแปลงแนวคิดทฤษฎีมาสู่ความเข้าใจของคนปฏิบัติและชาวบ้านทั่วไปไม่ได้เกิดในสุญญากาศ

ถ้าคิดแบบคนที่ไม่จบเศรษฐศาสตร์มา เรามักใช้คำว่า “ลงทุน” เมื่อจ่ายเงินให้กับอะไรบางอย่างโดยคาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทน (ซึ่งมักจะเป็นตัวเงิน) กลับคืนมา

ตรรกะเช่นนี้อาจทำให้ผู้กำหนดนโยบายและสังคมเริ่มไหลเอียงไปในทิศทางที่อันตราย (slippery slope)

เช่นว่า จะจัดสรรงบประมาณให้กับเฉพาะเด็กเก่งหรือสาขาวิชาที่จะทำเงินได้เท่านั้น

ตัดงบประมาณสำหรับคณะหรือภาควิชาที่ถูกมองว่าไม่ใช่ engine ด้านเศรษฐกิจ หรือลดการสนับสนุนคนที่รัฐมองว่าเรียนไปก็ไม่ได้เพิ่มผลิตภาพ เช่น เด็กพิการ เด็กพิเศษ หรือเด็กชายขอบ

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริงแล้วในบางประเทศ เช่น กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นในปี 2015 เคยส่งจดหมายเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยแห่งชาติยุบหรือปรับโครงสร้างคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อให้ “ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม”

หรือโครงการ Job-ready Graduates ในประเทศออสเตรเลีย ที่ลดค่าเรียนสาขา STEM ครุศาสตร์ และพยาบาล และขึ้นค่าเรียนในสาขาศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยหวังว่านักศึกษาจะเปลี่ยนใจไปเลือกสาขาที่ประเทศต้องการ

แต่สุดท้ายก็พบว่าไม่ได้ผล แถมส่งผลเสียต่อคนยากจน ทำให้นักเรียนจากครอบครัวรายได้น้อยเข้าเรียนได้น้อยลงในสาขาที่ถูกขึ้นค่าเล่าเรียน

การมองว่าการพัฒนาการศึกษาคือการเพิ่มทุนมนุษย์เพียงอย่างเดียวจึงเป็นมุมมองที่คับแคบเกินไป และลดทอนคุณค่าของการศึกษา ซึ่งควรครอบคลุมถึงการเรียนรู้ที่ไม่ทำให้เกิดรายได้หรือผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินในทันที แต่ทำให้ชีวิตมีความหมาย สังคมน่าอยู่และเป็นธรรม

นี่ไม่ใช่มุมมองของผู้เขียนคนเดียว นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง Amartya Sen ก็เคยชี้มุมนี้ในบทความ Human Capital and Human Capability ในปี 1997

Sen มองว่า แนวคิดเรื่องทุนมนุษย์มองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า คนเราได้ประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายจากการศึกษา นอกจากแค่การเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ เช่น ทำให้เราสื่อสาร ถกเถียง และตัดสินใจได้ ได้รับการยอมรับจากคนอื่นในสังคม

เขาจึงเสนอเลนส์การมองที่กว้างขึ้นคือ “ความสามารถของมนุษย์” หรือ human capability ที่นับรวมไปถึงทักษะหรือความรู้ที่จะทำให้มนุษย์มีเสรีภาพในการใช้ชีวิตในแบบที่เขาให้คุณค่า และมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

มุมมองของพ่อแม่เด็กพิการบางคนที่บอกว่า ขอแค่ให้ลูกสื่อสารได้ อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ มีชีวิตที่แม้จะสั้นแต่มีความสุข จึงห่างไกลจากตรรกะเรื่อง ROI แบบรัฐ แต่กลับใกล้เคียงกับแนวคิดเรื่อง human capability ของ Sen เสียมากกว่า

อีกปัญหาหนึ่งของการมองคนเป็นทุนคือ การมองมนุษย์เป็นรูปแบบเดียวกันหมด เหมือนกับเครื่องจักรที่ทดแทนกันได้ โดยมนุษย์เหล่านี้จะต้องมีค่าตั้งต้น (default) เหมือนกัน คือมีร่างกายที่สมบูรณ์ มีสติปัญญาที่พัฒนาได้ และมีเวลาและความพร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองให้กับระบบเศรษฐกิจได้ตลอดเวลา

ใครก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในลักษณะนี้ เช่น มีความพิการ มีความเจ็บป่วยทางกายหรือใจ อยู่ในภาวะพึ่งพิง หรือต้องดูแลคนอื่นๆ จนไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ พวกเขาก็อาจถูกสังคมมองว่า “ไร้ประโยชน์” หรือถูกรัฐบาลมองว่าเป็น “ภาระทางงบประมาณ”

ข้อมูลจาก ILO ในปี 2564 ระบุว่า ในประเทศไทยมีเยาวชน NEET อายุ 15-24 ปี กว่า 1.4 ล้านคน หรือราว 15% ของประชากรในช่วงวัยนั้น เยาวชนกลุ่มนี้ไม่เรียน ไม่ทำงาน ไม่เข้ารับการอบรมใดๆ ด้วยเหตุผลที่หลากหลายและซับซ้อน

หากมองไปในฝั่งผู้สูงอายุ เราก็จะได้ภาพเดียวกัน คือประเทศไทยกำลังมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทำงาน ไม่มีเงินเก็บ และมีสุขภาพที่ถดถอยร่วงโรยตามวัย

ลึกลงไป เยาวชนหลายคนที่ถูกนับว่าเป็น NEET ในนิยามนานาชาติ แท้จริงแล้วทำงานอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบของไทย หลายคนต้องดูแลคนป่วย ผู้สูงอายุในบ้าน และปู่ย่าตายายวัยเกษียณจำนวนมากก็กำลังทำงานเป็นผู้ดูแลเด็กเล็กให้พ่อแม่วัยแรงงานที่ออกไปหารายได้ในต่างเมือง เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ “งานของการดูแล” มักถูกมองไม่เห็นในเชิงสถิติและไม่ถูกนับใน GDP

คำถามสำคัญคือ “รัฐบาลจะทำอย่างไรกับคนที่ถูกมองว่าไม่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ?”

เพราะหากมองในเลนส์ของการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนแล้ว การลงเงินไปกับคนเหล่านี้จะมองไม่เห็นผลตอบแทนในระยะสั้นที่วัดได้ด้วยตัวเลข

ลึกลงไปกว่านั้น คือคำถามเชิงปรัชญาว่า “คนที่ไม่มีงานทำ คนที่พึ่งพาตัวเองไม่ได้ ยังคู่ควรที่จะมีชีวิตที่มีความสุขและมีความหมายหรือไม่?”

ในช่วงชีวิตของคนทุกคน จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เรากลายเป็น “คนไร้ประโยชน์” ในสายตาของทุนนิยม เช่น ช่วงวัยเด็กเล็กที่เราไม่มีทักษะจะไปทำงานอะไรได้ และต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ เมื่อเราเป็นพ่อแม่ลูกอ่อนที่ต้องแบ่งเวลาทำงานมาดูแลลูก เมื่อพ่อแม่เราเจ็บป่วยและเรากลายเป็นคนดูแล หรือเมื่อตัวเราเองแก่ชราจนทำงานไม่ได้

ยิ่งในปัจจุบันที่เอไอเข้ามาทดแทนงานหลายอย่างที่มนุษย์เคยทำได้ ช่วงเวลาเปราะบางและ “ไร้ประโยชน์” นี้ไม่ได้เด่นชัดแค่ช่วงเริ่มต้นและบั้นปลายชีวิต แต่กำลังขยายมาสู่ช่วงวัยแรงงาน แม้ไม่มีใครรู้ว่าจะส่งผลเร็วหรือรุนแรงแค่ไหน แต่วันดีคืนดี เราอาจกลายเป็นคนตกงานโดยไม่รู้ตัว

เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เราคงหวังว่าจะมีระบบอะไรบางอย่างที่ช่วยเหลือค้ำจุนเรา ระบบที่ไม่ได้มองเราเป็นแค่ฟันเฟืองเครื่องจักรที่เมื่อใช้งานไม่ได้ก็ต้องถูกโยนทิ้ง

แต่มองเห็นว่าเราล้วนเป็นมนุษย์ที่มีช่วงเวลาเปราะบาง และวางกรอบของการช่วยเหลือดูแลกันในยามลำบาก

เราอาจสร้างระบบนี้ได้ หากเปลี่ยนวิธีตั้งคำถามเสียใหม่ เป็นว่า “ถ้าวันหนึ่ง เราหรือคนที่เรารักกลายเป็นคนที่ไม่สร้างประโยชน์อะไรกับเศรษฐกิจ พวกเรายังคู่ควรกับชีวิตที่มีความสุขและมีความหมายหรือไม่ และเราจะดูแลกันและกันอย่างไร?”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ชัยชนะของคนธรรมดา : เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569
เมื่อ 67 มาถึงสยาม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 16-22 ตุลาคม 2569
มนุษย์ ไม่ใช่แค่ ‘ทุนมนุษย์’
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
หกตุลา กึ่งศตวรรษ ยังหาทางกลับไม่ถึงบ้านหรือ
คำกล่าวปิดท้ายชุมนุมปาฐกถา 50 ปี 6 ตุลาที่เตรียมไว้ แต่พูดไม่หมด
E-DUANG | กลไก ในทาง ความคิด รากฐาน ของ การเมือง
CYBERBULLYING
ตราสัง (2)
เกี่ยวกับดีลใหญ่ เอสซีจี-ปตท. (1)
โรคซึมเศร้า หลังมหกรรมกีฬา