คอลัมน์ เมือง เรื่อง มาก
อภิวัฒน์ รัตนวราหะ
- อ่าน ศีลธรรมก่อนน้ำท่วม
- อ่าน เมฆบนดิน
- อ่าน สิทธิที่จะนั่ง
- อ่าน เมืองหนวกหู คนหูหนวก
- อ่าน แลนด์มาร์กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา…เพื่อใคร
- อ่าน รถเมล์ท้องถิ่น
- อ่านบทความทั้งหมดของ อภิวัฒน์ รัตนวราหะ คลิกที่นี่
เมื่อไม่นานมานี้ ผมเดินผ่านสยามสแควร์ สังเกตเห็นเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งหงายฝ่ามือสองข้าง แล้วขยับขึ้นลงสลับกัน พร้อมพูดว่า “ซิกซ์ เซเว่น” เพื่อนที่อยู่ด้วยกันหัวเราะคิกคัก ผมเห็นท่าเดียวกันอีกสองสามครั้ง จึงเริ่มสงสัยว่าท่านี้หมายความว่าอะไร เลยลองหาข้อมูลบนออนไลน์ แต่คำตอบที่ได้ก็ไม่ชัดเจนนัก
ส่วนที่พอจับความได้คือ 67 ในที่นี้อ่านว่า six-seven ต้นทางมาจากเพลง Doot Doot (6 7) ของแร็ปเปอร์ชื่อ Skrilla จากเมืองฟิลาเดลเฟีย ก่อนจะมีคนเอาไปใช้กับคลิปนักบาสเกตบอลชื่อ LaMelo Ball ซึ่งสูง 6 ฟุต 7 นิ้ว จากนั้นก็แพร่ไปตาม TikTok, Instagram และ YouTube จนหลุดออกจากบริบทเดิม เด็กบางคนพูด 67 เมื่อเห็นเลขนี้บนกระดาน บางคนพูดเมื่อได้คะแนน 67 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดขึ้นมาเฉยๆ เพราะคนรอบข้างรู้ว่าเป็นมุขอะไร
ความน่าสนใจอีกอย่างของ 67 คือ ทั้งคำและท่าทางมีความหมายที่ยืดหยุ่นมาก บางครั้งใช้เพราะเห็นเลข 67 จริงๆ บางครั้งใช้เป็นมุข บางครั้งก็เป็นเพียงเสียงหรือท่าทางที่บอกว่าคนพูดรู้ว่ากำลังอ้างถึงอะไรอยู่ ความหมายจึงไม่ได้อยู่ในตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในสถานการณ์และในกลุ่มคนที่ใช้ร่วมกัน ตรงนี้ทำให้ 67 ต่างจากคำศัพท์ที่เราใช้กันทั่วไปพอสมควร มีมแบบนี้สามารถอยู่ได้แม้ไม่มีคำจำกัดความที่ชัด และความคลุมเครือทำให้แต่ละกลุ่มเอาไปใช้ต่อได้ง่าย
ผมสงสัยต่อว่า มีมนี้มาถึงสยามสแควร์ได้อย่างไร
สยามสแควร์เป็นพื้นที่สำคัญของวัฒนธรรมวัยรุ่นกรุงเทพฯ มานาน ก่อนมีโซเชียลมีเดีย วัยรุ่นในกรุงเทพฯ ต้องเดินทางเข้ามาเพื่อดูว่าคนอื่นแต่งตัวอย่างไร ฟังเพลงอะไร หรือกำลังนิยมอะไร ร้านแผ่นเสียง โรงหนัง ร้านเสื้อผ้า รวมทั้งทางเท้าจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไปโดยปริยาย ส่วนวัยรุ่นที่อยู่ต่างจังหวัดไกลออกไปก็อาจต้องรอนิตยสารและรอดูโทรทัศน์ เพื่อรับรู้ถึงเทรนด์ใหม่ๆ
แต่การเดินทางของมีม 67 ต่างออกไป วัยรุ่นไทยที่เห็นคลิปวัยรุ่นฝรั่งทำท่า 67 ไม่จำเป็นต้องรู้จักฟิลาเดลเฟีย ไม่ต้องรู้ว่านักร้องเป็นใคร และอาจไม่เคยฟังเพลงเต็มด้วยซ้ำ สิ่งที่มาถึงอาจเหลือเพียงเสียงไม่กี่วินาทีกับท่ามือหนึ่งท่า แต่เท่านั้นก็เพียงพอให้คนอีกฟากโลกนำไปใช้ต่อได้
ระยะทางจึงไม่ได้มีความหมายแบบเดิม เด็กสองคนที่อยู่ห่างกันหลายพันกิโลเมตรอาจเข้าใจมีมเดียวกัน ขณะที่สองคนที่นั่งติดกันอาจไม่เข้าใจสิ่งเดียวกันเลย
อย่างไรก็ตาม กรณี 67 ก็ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งคือ โลกออนไลน์ไม่ได้ทำให้ความแตกต่างระหว่างสถานที่หายไป การใช้แพลตฟอร์มเดียวกันจึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนอยู่ในโลกชีวิตแบบเดียวกัน
คนแต่ละคนได้รับเนื้อหาต่างกันตามภาษา ตำแหน่ง และพฤติกรรมการดู คนที่เปิด TikTok เหมือนกันอาจเห็นโลกคนละชุด บางคนเจอ K-pop เป็นหลัก บางคนเจอฟุตบอล อีกคนเจอเกมหรือการเมือง พอใช้ไปเรื่อยๆ สิ่งที่แต่ละคนเห็นก็ยิ่งแตกต่างกัน
ตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงคำว่า “ย่าน”
ความเป็นย่านในเมืองไม่ได้เกิดจากเส้นเขตแดนบนแผนที่อย่างเดียว แต่เกิดจากการที่คนกลับมาเจอกันซ้ำๆ ใช้พื้นที่บางแห่งร่วมกัน แล้วค่อยๆ รู้ว่าใครอยู่แถวนี้ ร้านไหนเป็นของใคร หรืออะไรเป็นเรื่องที่คนในพื้นที่เข้าใจกันเอง เราอาจไม่รู้จักชื่อคนที่เจอทุกเช้า แต่การเห็นหน้ากันบ่อยก็สร้างความคุ้นเคยขึ้นมาได้
โลกออนไลน์ก็คล้ายกัน เพียงแต่คนที่เราเจอซ้ำๆ ไม่ได้อยู่ใกล้บ้านเราเสมอไป อาจเป็นนักร้องในเกาหลี นักฟุตบอลในอังกฤษ หรือครีเอเตอร์ที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่เมืองไหน การเห็นซ้ำๆ ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเรา คนที่อยู่คนละเมืองจึงอาจอยู่ใน “ย่าน” เดียวกันทางวัฒนธรรม ขณะที่คนในบ้านเดียวกันอาจอยู่คนละย่านก็ได้
แต่ย่านบนแพลตฟอร์มต่างจากย่านในเมืองอยู่ประการหนึ่ง เวลาเราเดินในสยามสแควร์หรือประตูน้ำ เราเลือกไม่ได้ทั้งหมดว่าจะเจอใคร คนต่างวัย นักท่องเที่ยว คนขายของ หรือเด็กนักเรียนจากโรงเรียนที่เราไม่รู้จัก ทุกคนล้วนเดินผ่านเข้ามาในสายตา
ในโลกออนไลน์ สิ่งที่เราเห็นมักกำหนดมาแล้วโดยอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม ซึ่งจดจำว่าเราหยุดดูอะไร กดอะไร และข้ามอะไร แล้วค่อยๆ ส่งเนื้อหาที่คล้ายกันมาให้เพิ่มขึ้น โลกบนจอจึงมีแนวโน้มจะตอกย้ำความสนใจของเราเอง ในขณะที่ย่านกายภาพมีความบังเอิญอยู่มาก เราเดินออกจากบ้านแล้วอาจเจอสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจจะเจอ แต่ย่านดิจิทัลลดความบังเอิญลง เพราะมีระบบคอยคาดเดาว่า อะไรน่าจะทำให้เราอยู่ต่อ
ในความเป็นจริง ย่านในเมืองก็ไม่ได้เปิดกว้างโดยสมบูรณ์ ราคาที่ดิน ค่าเช่า โรงเรียน การเดินทาง และประเภทที่อยู่อาศัยล้วนทำให้คนบางกลุ่มมีโอกาสเจอกันมากกว่าคนกลุ่มอื่น คอนโดฯ ราคาแพงกับชุมชนรายได้น้อยอาจอยู่ห่างกันไม่กี่สิบเมตร แต่คนในสองพื้นที่อาจแทบไม่มีชีวิตประจำวันร่วมกัน ความเป็นย่านทั้งสองแบบจึงมีวิธีคัดเลือกคนของตัวเอง เพียงแต่ใช้กลไกต่างกัน
ในเมืองกายภาพ ราคาที่ดิน สถาบัน และโครงสร้างพื้นฐานมีบทบาทมาก บนแพลตฟอร์ม อัลกอริทึมเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น
ในแง่นี้ กรณี 67 ที่ผมเห็นที่สยามสแควร์จึงน่าสนใจ เพราะไม่ได้แสดงว่าโลกดิจิทัลกำลังแทนที่พื้นที่จริง แต่แสดงให้เห็นว่าความเป็นย่านสองแบบกำลังซ้อนกันอยู่
เด็กเห็น 67 ในโทรศัพท์ แล้วเอาไปพูดที่โรงเรียน เพื่อนพูดตาม พอครูเขียนเลข 67 บนกระดาน ทั้งห้องก็มีบางอย่างที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องอธิบาย สิ่งที่เริ่มจากการดูคนเดียวจึงกลายเป็นเรื่องร่วมของกลุ่มเมื่อกลับเข้ามาอยู่ในพื้นที่จริง เส้นทางของ 67 จึงไม่ได้ตรงไปตรงมา เพลงเกิดในสถานที่หนึ่ง มีคนตัดต่อเป็นคลิป เดินทางผ่านแพลตฟอร์ม แล้วกลับมาปรากฏในโรงเรียน สนามกีฬา หรือร้านอาหาร จากนั้นเหตุการณ์ในสถานที่เหล่านั้นก็ถูกถ่ายและส่งกลับเข้าแพลตฟอร์มอีกครั้ง
ถ้ามองแบบนี้ คำว่า “ความใกล้” ในเมืองก็ซับซ้อนขึ้น
นักผังเมืองคุ้นเคยกับการวัดความใกล้ด้วยระยะทางและเวลา บ้านอยู่ห่างสถานีรถไฟฟ้ากี่เมตร โรงเรียนอยู่ห่างบ้านกี่กิโลเมตร หรือเดินทางไปตลาดกี่นาที แต่ชีวิตประจำวันของคนเมืองตอนนี้มีความใกล้อีกแบบหนึ่ง แผนที่ทั่วไปแสดงถนน รถไฟฟ้า แม่น้ำ และย่านต่างๆ แต่มีแผนที่อีกแบบหนึ่งแสดงว่าใครดูอะไร ฟังอะไร ติดตามใคร และเข้าใจมุขแบบไหน คนสองคนอาจอยู่ห่างกันไม่กี่เมตรในแผนที่แรก แต่ห่างกันมากในแผนที่ที่สอง
แต่คนเราไม่ได้อยู่ในแผนที่ใดแผนที่เดียว เรายังต้องเดินทางไปโรงเรียน ไปทำงาน กินข้าว และใช้พื้นที่ร่วมกับคนอื่น ขณะเดียวกันก็พกโลกอีกชุดหนึ่งติดตัวไปด้วยผ่านโทรศัพท์ ความซ้อนทับนี้จึงทำให้พื้นที่สาธารณะในเมืองยิ่งมีความสำคัญ
ทางเท้า รถไฟฟ้า สวนสาธารณะ หรือห้างร้านยังเป็นพื้นที่ที่เราได้เห็นคนอื่นๆ ที่เราไม่ได้เลือกเอง บางครั้งเราไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเขากำลังทำอะไร เหมือนที่ผมไม่เข้าใจเด็กกลุ่มนั้นตอนเห็นท่า 67 ครั้งแรก แต่ความไม่เข้าใจนั้นก็มีประโยชน์ เพราะทำให้สะดุดคิดสะกิดใจว่า นอกโลกที่เราคุ้นเคยก็ยังมีโลกอื่นอยู่
ในยุคที่หน้าจอคัดเลือกเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจของแต่ละคนมากขึ้น การเดินผ่านคนแปลกหน้าและเห็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยอาจเป็นหนึ่งในคุณค่าของย่านในเมืองที่สำคัญขึ้นกว่าเดิม
มีม 67 จึงทำให้เราเห็นว่า ความใกล้ในเมืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสถานที่จริงหมดความหมาย เพราะพื้นที่จริงยังเป็นจุดที่สิ่งซึ่งแต่ละคนเห็นบนหน้าจอกลายเป็นเรื่องที่คนกลุ่มหนึ่งทำร่วมกัน
วัยรุ่นกลุ่มที่ผมเห็นที่สยามสแควร์จึงไม่ได้เพียงนำมีมไวรัลจาก TikTok มาเล่นกัน พวกเขากำลังพาวัฒนธรรมที่เดินทางผ่านเครือข่ายดิจิทัลกลับมาฝังตัวในพื้นที่เมือง ส่วนผมที่เดินผ่านและไม่รู้ว่า 67 คืออะไร ก็ถูกดึงเข้าไปอยู่ในวงจรนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าไม่ได้เดินผ่านสยามสแควร์ในเย็นวันนั้น ผมอาจไม่เคยรู้จัก 67 เลยก็ได้
สยามสแควร์และย่านในเมืองอื่นๆ จึงยังทำหน้าที่คล้ายเดิม คือทำให้เราได้เห็นโลกของคนอื่น เพียงแต่วัฒนธรรมที่ไหลเข้ามาในย่านในวันนี้ไม่ได้ผลิตขึ้นในย่านนั้นเองเสมอไป บางอย่างเริ่มต้นจากอีกเมืองหนึ่ง ผ่านโทรศัพท์ของคนหลายล้านคน แล้วมาปรากฏตรงหน้าเรา
ความเป็นย่านจึงยังอยู่ เพียงแต่ระยะทางที่ทำให้คนรู้สึกอยู่ใกล้กันไม่ได้วัดด้วยหน่วยเมตรอย่างเดียวอีกต่อไป
