On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ดังได้กล่าวในตอนที่แล้วว่า ข้อสันนิษฐานเรื่อง “ศุกร์ 13” เป็นอาถรรพ์ที่เกิดจากการที่คณะอัศวินเทมพลาร์ ได้ถูกจับกุมตัวในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม ค.ศ.1307 จนนำมาซึ่งความล่มสลายของคณะอัศวินดังกล่าวในอีกเพียงไม่กี่ปีต่อมานั้นเริ่มแพร่หลายในช่วงหลังจากที่นิยายเรื่อง “The Da Vinci Code” แล้วตีพิมพ์ออกมาเมื่อ ค.ศ.2003 และจะยิ่งเป็นที่รู้จักยิ่งขึ้นหลังได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ ที่ออกฉายเมื่อ ค.ศ.2006 เท่านั้นเอง

และข้อสันนิษฐานดังกล่าวนี้ ก็ควรที่จะเป็นไปในทำนอง “ทฤษฎีสมคบคิด” เช่นเดียวกันกับอีกหลายข้อสินนิษฐานที่นิยายเรื่องนี้ได้นำมาใช้งานได้อย่างชาญฉลาด เพราะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นไหนเลยที่แสดงความเกี่ยวข้องกันระหว่างการจับกุมคณะอัศวินเทมพลาร์ในครั้งนั้น กับอาถรรพ์ของศุกร์ 13 เลยแม้เพียงสักชิ้นเดียว

อันที่จริงแล้ว การล่มสลายของคณะอัศวินเทมพลาร์ อันเป็นสัญลักษณ์ของอัศวินแห่งคริสตจักร ในช่วงสงครามครูเสดนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนหน้าที่ยุคกลางของยุโรป (หรือที่แต่เดิมเรียกกันว่า ยุคมืด) กำลังจะสิ้นสุดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ยุคกลางได้จบลงพร้อมๆ กับความรุ่งเรืองของคริสตจักร ที่เริ่มถูกตั้งคำถาม และค่อยๆ ลดบทบาทลงเป็นอย่างมากในช่วงหลังยุคกลาง จากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ในช่วงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ หรือยุคเรอแนซ็องส์ อันเป็นผลมาจากสงครามครูเสดนั่นแหละครับ

จุดจบของคณะอัศวินเทมพลาร์จึงไม่น่าที่จะใช่สิ่งขับเคลื่อนให้เกิดความเชื่อเกี่ยวกับ “อาถรรพ์” ใดๆ ขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเลยสักนิด ในเมื่อภาพลักษณ์ของคณะอัศวินดังกล่าวผูกโยงอย่างเหนียวแน่นหนึบเสียยิ่งกว่าตังเมอยู่กับคริสตจักรที่กำลังถูกตั้งคำถาม และสงครามครูเสดที่จบลงด้วยความสูญเสีย แถมยังพ่ายแพ้ให้กลุ่มชนชาวมุสลิม

เอาเข้าจริงแล้ว เรื่องราวของคณะอัศวินเทมพลาร์นั้น กว่าจะถูกนำกลับมาพูดถึงอย่างมีนัยสำคัญในยุโรปอีกครั้งก็ต้องรอจนเมื่อโลกได้ล่วงเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 18 แล้ว โดยองค์กรภราดรภาพ ซึ่งมีภาพลักษณ์ว่าเป็นสมาคมลับอันเก่าแก่ ที่คอยชักใยบงการโลกอยู่เบื้องหลัง (นี่ก็คืออีกหนึ่งทฤษฎีสมคบคิด) อย่างองค์กรฟรีเมสัน (Freemason) โน่นเลยทีเดียว

องค์กรฟรีเมสันนั้นอ้างตนว่ามีรากเหง้ามาจากกิลด์ (guild, อาจจำกัดความได้อย่างหลวมๆ ได้ว่า สมาคมวิชาชีพ) ของช่างหิน (mason แปลตรงตัวว่า ช่างหิน) ตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 โดยอาจจะเห็นได้อย่างไม่ลำบากนักว่า ช่วงเวลาดังกล่าวก็คือ ยุคกลางในยุโรป อันเป็นยุคเดียวกันกับที่คณะอัศวินเทมพลาร์มีบทบาทสำคัญอยู่ และในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เอง ที่กลุ่มช่างหินนั้นมักจะต้องเดินทางไปก่อสร้างวิหาร, อาราม หรือปราสาทต่างๆ ซึ่งก็ย่อมรวมไปถึงอารามของคณะอัศวินเทมพลาร์ด้วย

ดังนั้น การที่องค์กรฟรีเมสัน ในช่วงศตวรรษที่ 18 จะอ้างว่า คณะอัศวินเทมพลาร์เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้ององค์กรของตนเอง ก็ไม่เห็นที่จะแปลก เพราะความเกี่ยวข้องกับคณะอัศวินที่ต่อสู่ในนามของคริสตจักร ในช่วงระยะก่อร่างสร้างตัวขององค์กรนั้น ย่อมเป็นผลดีในแง่ของการสร้างประวัติศาสตร์ขององค์กร (ถ้าจะไม่คำนึงว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไรแน่)

อย่างไรก็ตาม องค์กรฟรีเมสันนี้ ก็ไม่เคยระบุว่า อาถรรพ์ของศุกร์ 13 นั้น มีที่มาจากการจับกุมคณะอัศวินเทมพลาร์อยู่ดี

หลักฐานชิ้นเก่าแก่ที่สุด ที่ระบุถึงความเชื่อเรื่อง อาถรรพ์ศุกร์ 13 เท่าที่เคยมีผู้ค้นคว้าเอาไว้นั้น ก็เป็นเอกสารที่ถูกตีพิมพ์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้แก่ วรรณกรรมสั้น ที่เขียนด้วยภาษาฝรั่งเศสเรื่อง “Le Chateau de Carini” (ปราสาทการินี) ของนักเขียนชาวอิตาลีที่ชื่อ มาร์กีส์ เดอ ซัลโว (Marquis de Salvo) ซึ่งตีพิมพ์อยู่ในนิตยสารวรรณกรรมฝรั่งเศส Revue de Paris เมื่อเรือน ค.ศ.1834 ซึ่งกล่าวถึงท่านเคานต์ชาวซิซิลีคนหนึ่งที่ฆ่าลูกสาวของตนในวันศุกร์ที่ 13 โดยมีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า

“วันศุกร์และเลข 13 มักนำมาซึ่งความโชคร้ายเสมอ!”

และก็เป็นใน ค.ศ.1834 อีกเช่นกัน ที่ได้ปรากฏละครแนวตลกขบขัน เรื่อง “Les Finesses de gribouille” (ความประณีตของการขีดเขียน) ซึ่งประพันธ์โดย โกลด-หลุยส์-มารี เดอ โรชฟอร์ต-ลูเซย์ (Claude-Louis-Marie de Rochefort-Lu?ay) กับฟิลิปป์-ฟรองซัวส์ ปิเนล ดูมานอย (Philippe-Fran?ois Pinel Dumanoir) โดยในละครเรื่องนี้มีบทพูดตอนหนึ่งของตัวละครที่กล่าวว่า

“ฉันเกิดในวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม ค.ศ.1813 ซึ่งเป็นที่มาของความโชคร้ายทั้งหมดของฉัน”

จากหลักฐานทั้งสองชิ้นข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ใน ค.ศ.1834 นั้น มีความเชื่อเรื่องอาถรรพ์ ศุกร์ 13 ปรากฏขั้นแล้ว อย่างน้อยก็เป็นที่รับรู้กันในสังคมฝรั่งเศส (และอาจจะรวมถึงอิตาลี) แต่หลักฐานทั้งคู่นี้ ก็ไม่ได้ระบุเอาไว้อยู่ดีว่าทำไมวันศุกร์ที่ 13 จึงได้นำมาซึ่งความโชคร้าย

The Last Supper – Leonardo Da Vinci

ข้อสันนิษฐานที่มักถูกกล่าวอ้างอีกชิ้นหนึ่งเสนอว่า พระคริสต์ถูกทหารโรมันจับกุม หลังจากที่ร่วมรับประทานพระกระยาหารครั้งสุดท้ายกับอัครสาวก 13 คน โดยมี “ยูดาส” (Judas) เป็นผู้ทรยศ โดยเมื่อพระองค์ถูกจับกุมไปแล้ว ก็ทรงถูกนำไปตรึงกางเขนใน “วันศุกร์” ดังนั้น ทั้งวันศุกร์และเลข “13” นั้น จึงเป็นอัปมงคลสำหรับชาวคริสต์ ยิ่งเมื่อถูกนำมาผนวกเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ของก็น่าจะยิ่งแรงขึ้นจนกลายเป็นอาถรรพ์

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจไปที่ชาวคริสต์จะมีธรรมเนียมไม่นั่งร่วมโต๊ะอาหารกันเป็นจำนวน 13 คน เพราะถือว่าเป็นลางไม่ดี

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเรื่องตัวเลข 13 เป็นอัปมงคลในยุโรปนั้น ก็ไม่ได้มีแต่เฉพาะในวัฒนธรรมของคริสตชนหรอกนะครับ

พวกนอร์สในภูมิภาคสแกนดิเนเวียนั้น ก็เห็นว่าตัวเลข 13 นำมาซึ่งโชคร้ายไม่ต่างกัน

ปกรณัมตอนหนึ่งของชาวนอร์สเล่าว่า เทพีฟริกก์ (Frigga) รักและเป็นห่วงบัลเดอร์ (Balder) บุตรชายของเธอ ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งความสุข และความยินดีมาก จึงได้ไปตระเวนให้ทุกสรรพสิ่งบนโลกทำสัตย์สาบานว่าจะไม่ทำร้ายเทพบัลเดอร์ ยกเว้นก็แต่ต้นมิสเซิลโท (Mistletoe, พืชจำพวกกาฝากชนิดหนึ่ง) ที่เธอไม่ได้ไปขอให้ทำสัตย์สาบานด้วย อาจจะเพราะเธอลืม หรือเพราะเห็นว่าเป็นไม้เล็กไม่มีพิษภัยอันใด

และเมื่อเทพีกระทำการสัตย์สาบานกับทุกสิ่งเสร็จสิ้นลงแล้ว เทพบัลเดอร์จึงจัดงานเลี้ยงมื้อค่ำฉลองกันในดินแดนแห่งเทพเจ้าของชาวนอร์สที่เรียกว่าแอสการ์ด (Asgard) โดยได้เชิญพวกพ้องทวยเทพมาร่วมเฉลิมฉลองรวมเป็นจำนวนทั้งหมด 12 องค์

โดยเทพทั้งหลายก็พากันขว้างปาสิ่งของต่างๆ ใส่เทพบัลเดอร์กันเป็นสนุกสนาน เพราะทราบดีว่า พระองค์เป็นอมตะ ไม่มีสิ่งใดในโลกทำร้ายพระองค์ได้

เทพเจ้าเล่ห์โลกิ (Loki) ทราบข่าวเข้าก็แอบมาเข้าร่วมงาน จำนวนเทพเจ้าที่เข้าร่วมในงานเลี้ยงจึงเปลี่ยนเป็น 13 โดยโลกิได้แอบนำต้นมิสเซิลโทไปให้กับเทพตาบอดโฮเดอร์ (Hoder) ผู้เป็นน้องชายของบัลเดอร์ แล้วแกล้งยุให้โฮเดอร์ขว้างกิ่งต้นมิสเซิลโทใส่พี่ชายของตนเอง

เทพโฮเดอร์คิดว่าพี่ชายเป็นอมตะจึงขว้างไป ปรากฏว่าเมื่อกิ่งไม้โดนตัวของพี่ชายแล้ว เทพเจ้าแห่งความสุขความยินดีองค์นี้ก็สิ้นชีพลง

จนกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง ที่จะนำไปสู่สงครามสิ้นโลกที่เรียกว่า “Raknarok” ตามปรัมปราคติของชาวนอร์ส

และก็แน่นอนด้วยว่า เลข 13 นั้นก็กลายไปเป็นตัวเลขต้องห้าม ตามความเชื่อของพวกนอร์สด้วยเช่นกัน

The Code of Hammurabi : King of Babylon
โดย โรเบิร์ต ฟรานซิส ฮาร์เปอร์ [Robert Francis Harper]

ข้อมูลที่แพร่หลายอยู่บนอินเตอร์เน็ตบางส่วนระบุว่า ในประมวลกฎหมายพระเจ้าฮัมมูราบี (Code of Hammurabi) ของวัฒนธรรมบาบิโลน ที่จัดทำขึ้นระหว่าง 1792-1750 ปีก่อนคริสตกาลนั้น ในจำนวนมาตรากฎหมายทั้ง 282 มาตรา ที่มีอยู่ในกฎหมายโบราณฉบับนี้ ไม่ปรากฏมาตราที่ 13 คือข้ามจากมาตราที่ 12 แล้วต่อด้วยมาตราที่ 14 เลย

จึงแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อเรื่องเลข 13 เป็นลางร้ายนั้น ไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะในยุโรป เพราะปรากฏในวัฒนธรรมบาบิโลน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วัฒนธรรมเมโสโปเตเมียของทวีปเอเชียด้วย

แต่อันที่จริงแล้ว ในประมวลกฎหมายอายุเฉียดๆ จะ 4,000 ปีฉบับนี้ มีกฎหมายมาตราที่ 13 ปรากฏอยู่อย่างชัดเจน โดยเป็นมาตราที่ว่าด้วยการอ้างพยานในคดีซื้อขายทรัพย์สิน เพื่อป้องกันการฉ้อโกง หรือรับซื้อของโจร ดังมีใจความว่า

“หากมีผู้กล่าวอ้าง (เช่น ผู้ที่อ้างว่าทรัพย์สินที่ซื้อมาเป็นของตนอย่างถูกต้อง) ไม่สามารถพาพยานของตนมาปรากฏตัวต่อหน้าศาลได้ในขณะนั้น ศาลจะกำหนดเวลาเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปเป็นเวลา 6 เดือน แต่หากบุคคลนั้นไม่สามารถนำพยานมายืนยันได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน ถือว่าบุคคลนั้นมีเจตนาฉ้อโกง (ให้การเท็จ) และต้องรับโทษตามความผิดของคดีนั้นๆ” (แปลจากคำแปลในภาษาอังกฤษจากหนังสือ The Code of Hammurabi : King of Babylon โดย โรเบิร์ต ฟรานซิส ฮาร์เปอร์ [Robert Francis Harper] ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1904 โดยผู้เขียน)

ดังนั้น จึงไม่สามารถที่จะอ้างได้ว่า ความเชื่อเรื่องเลข 13 เป็นตัวเลขอัปมงคลนั้น ปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ด้วยหรอกนะครับ

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทั้งหมดนี้ก็ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า ทำไมในบางวัฒนธรรม ตัวเลข 13 จึงเป็นอัปมงคล และยิ่งไม่สามารถระบุได้เลยว่า ทำไมจึงมีความเชื่อเรื่องอาถรรพ์ ศุกร์ 13 (มีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย