โดย ธงชัย วินิจจะกูล
ไม่นานมานี้ ผมเขียนชมภาพยนตร์ “หงสาวดี” ว่ามีความกล้าหาญจินตนาการเลยออกไปจากหลักฐานประวัติศาสตร์ ผมเขียน 2-3 ย่อหน้านั้นหลังจากได้ชมเพียงไม่กี่ตอนแรก ก่อนที่จะมีปัญหาในเวลาต่อมากับการ์ตูนชุด “เอยาวดี”
ผมหวังว่าถึง พ.ศ.นี้แล้ว การเคารพทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องใหญ่มากที่ทุกคนควรตระหนัก ควรปฏิบัติต่อเจ้าของงานสร้างสรรค์อย่างเหมาะสม ทั้งการให้เครดิตโดยเปิดเผย และให้ค่าตอบแทนหรือในรูปแบบอื่นตามแต่ตกลงกัน
ถ้าหาก “ขโมย” งานกันชัดๆ ก็ง่ายที่จะตัดสิน แต่ปัญหาแบบนี้มักจะน่าปวดหัวกว่าที่เข้าใจ เพราะ…
1) เส้นแบ่งระหว่างการลอกกับการแต่งใหม่นั้น ในโลกสมัยนี้อาจจะกำหนดให้ชัดเจนได้ยากกว่าที่คิด
2) แถมในสังคมที่ถือกันมานานแล้วว่าการลอกปนแต่งใหม่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิดน่ารังเกียจ ยิ่งทำให้กำหนดเส้นแบ่งความถูกผิดยากขึ้นไปอีก
แทบทั้งโลกในสมัยดั้งเดิม มักไม่ถือว่าการลอกหรือทำตามแบบแผนที่มีผู้ทำไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ผิด โดยเฉพาะการลอกคัมภีร์ กฎหมาย หรือเขียนอักษรศักดิ์สิทธิ์ให้คล้ายของเดิม
สังคมไทยสมัยก่อนถือว่าการลอกคัมภีร์เป็นการสร้างบุญด้วยซ้ำไป เพราะช่วยต่ออายุคัมภีร์นั้น
พระราชพงศาวดารทุกฉบับที่เรารู้จักทุกวันนี้ก็เป็นฉบับลอกมาอีกทีทั้งนั้น พระธรรมศาสตร์ก็เป็นกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ที่ลอกมาจากที่อื่น
ตำนานมีอยู่ว่าพระมนูเหาะไปลอกพระธรรมศาสตร์ที่จารึกอยู่บนกำแพงจักรวาล เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่โดยตัวมันเอง มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้สร้างขึ้นมา พระมนูก็ไม่ได้สร้าง เพียงแต่เหาะไปลอกมาจากอีกที่
แถมตามธรรมเนียมโบราณนั้น การลอกไม่เคารพต้นฉบับเป๊ะๆ เสมอไป มักมีการแต่งเติมถ้าหากผู้ลอกหรืออาลักษณ์เห็นว่าตรงนั้นตรงนี้น่าจะผิด หรือน่าจะเติมแต่งอภินิหารเพื่อเสริมความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก เป็นต้น
แต่โดยมาก ก่อนจะลอกเพื่อทำบุญนั้น มักจะต้องประกอบพิธีกรรมเพื่อขออนุญาตจากครูหรือบูชาครูเสียก่อน
การประพันธ์งานขึ้นใหม่โดยประมวลมาจากงานต่างๆ ก่อนหน้านั้น เช่น “ชำระ” พระราชพงศาวดาร หรือการสร้างคัมภีร์ทางศาสนา มักต้องมีพิธีกรรมที่เหมาะสมเพื่อเป็นการขออนุญาตลอกและตอบแทนด้วยสิ่งบูชาที่สมควร
คตินิยมดั้งเดิมเปลี่ยนไปเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ไม่ถือว่างานสร้างสรรค์เป็นสมบัติของพลังศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ถือว่าเป็นของมนุษย์ (อย่างมากก็ให้เครดิตแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นพลังหนุนช่วยให้มนุษย์ทำสำเร็จ)
ในเมื่อความสำคัญมาอยู่ที่ผู้สร้างที่เป็นมนุษย์ จึงเริ่มมีการลงชื่อบอกให้รู้ว่าใครเป็นผู้ทำ
ศิลปินซึ่งแต่ก่อนเขียนกิจกรรมบนฝาผนังกำแพงโบสถ์ประตูวัดโดยไม่ลงชื่อ ก็เริ่มลงชื่อ ประกาศตัวให้รู้ว่านี่เป็นผลงานของข้าพเจ้า
แต่การเปลี่ยนแปลงมิได้หมายถึงสิ่งใหม่กวาดล้างสิ่งเก่าให้หมดไป
ตรงกันข้าม เก่ากับใหม่จะปะปนและปะทะกัน ยิ่งในสังคมที่ไม่ผ่านการปฏิวัติทางความคิดทำนองยุคเรืองปัญญา (The Enlightenment) อย่างโลกตะวันตกนั้น ใหม่กับเก่าดำรงอยู่ร่วมกัน ปะทะประสานกันต่อมาเป็นเวลานาน และก่อผลผลิตพันทางขึ้นเป็นปกติ
ในสังคมไทย วัฒนธรรมการลอกก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน เกิดภาวะเก่าปนใหม่เช่นกัน
กรณีที่รู้จักกันดีคือ ก.ศ.ร.กุหลาบลอกบวกแต่งเติมคำให้การขุนหลวงหาวัดจนพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ไม่พอใจ
ในเวลานั้น เจ้านายหัวสมัยใหม่หลายพระองค์มีความคิดต่อเอกสารโบราณและหลักฐานประวัติศาสตร์เป็นแบบสมัยใหม่ นั่นคือ ต้องรักษาของเดิมแท้ (authentic) ห้ามแต่งเติมเปลี่ยนแปลง
ผมคิดว่า ก.ศ.ร.กุหลาบคงทำตามธรรมเนียมเดิมซึ่งถือว่าการลอกเอกสารโบราณเป็นการทำคุณอย่างหนึ่ง เขาจึงที่นำเอกสารที่ลอกแล้วตีพิมพ์ด้วยนั้น ไปมอบให้กับหอพระสมุดวชิรญาณและถวายในหลวงด้วยซ้ำไป
อันที่จริง เจ้านายในสมัยระยะเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคเก่ากับสมัยใหม่อย่างสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ก็ลอกและแต่งเติมเช่นกัน ต่างกันแต่เพียงว่า ตามธรรมเนียมเดิมที่เรียกว่าชำระหรือสังคายนานั้น มักจะลอกและแต่งเติมโดยไม่บอกกล่าว แต่ปัญญาชนหัวสมัยใหม่แต่งเติมแก้ไขตรงไหนก็จะเขียนบอกไว้อย่างชัดเจน
ในภาวะเก่าปนใหม่ เก่าปะทะใหม่เช่นนี้ เส้นแบ่งระหว่างการลอกกับการแต่งใหม่อาจเกิดเป็นปัญหาต้องสะสาง น่าจะมีความสับสนหรือข้อพิพาทมากมายในแทบทุกแขนงของงานสร้างสรรค์
ในวงการจิตรกรรม ผมเข้าใจว่าผลงานที่ลอกเลียนมาถือว่าเป็น “ของปลอม” มานมนานแล้ว แต่การหยิบยืมความคิดกัน หรือการนำแนวคิดที่รู้จักกันดีมาผลิตเป็นผลงานใหม่เกิดขึ้นเป็นปกติ จึงเห็นภาพทำนองเดียวกันมากมาย บางชิ้นก็ลืมไปแล้วว่าคนต้นคิดเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาพุทธ หรือภาพควายในทุ่งนามีตะวันลับฟ้าเป็นฉากหลัง เป็นต้น
งานเขียนวิชาการ มีการพูดถึงการลอกกันเป็นประจำ ทั้งๆ ที่การลอกงานคนอื่นเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ในขณะที่การหยิบยืมความคิดกันไปมาโดยไม่บอกกล่าวเป็นสิ่งปกติ ยิ่งความคิดใดแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันดี ก็ใช้กันเกร่อโดยไม่ต้องให้เครดิตคนต้นคิดอีกต่อไป
ใครเป็นผู้ตัดสินว่าอะไรขนาดไหนเป็นที่แพร่หลายโดยทั่วไปแล้วจึงไม่ต้องให้เครดิต และอะไรยังเป็นสิ่งที่ควรต้องให้เครดิต ตรงนี้ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน
ในวงการเพลง ไม่กี่สิบปีก่อนเพลงไทยจำนวนมาก ทั้งเพลงรัก เพลงป๊อบ เพลงเพื่อชีวิต เอาทำนองมาจากเพลงต่างประเทศ (ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ลาว ฯลฯ) แล้วใส่เนื้อร้องใหม่เข้าไป
ไม่ใช่การแปลเนื้อร้องเก่าเลยด้วยซ้ำไป คือเอาแต่ทำนองมาทั้งดุ้น มาใส่เนื้อไทยทั้งดุ้นเช่นกัน ผู้คนในเมืองไทยก็รับฟังกันได้อย่างมีความสุข ไม่มีใครโวยว่าเป็นการขโมยงาน หลายเพลงก็ร้องมาจนยังร้องกันอยู่ในปัจจุบัน
ไม่แน่ใจว่าเพราะความสำนึกเรื่องการลอกเลียนงานเพิ่งเกิดขึ้น หรือเป็นเพราะเข้าใจกันว่าการลอกเลียนงานจากแหล่งอื่นซึ่งไม่ใช่คนไทยด้วยกันถือเป็นเรื่องทำได้ แต่ห้ามลอกเลียนของคนไทยด้วยกันเอง หรือว่าสองอย่างผสมกัน
ในแวดวงวรรณกรรมของทุกสังคม มักหยิบยืมความคิดที่แฝงฝังอยู่ในนิทานพื้นบ้านหรือปรัมปราแต่โบราณมาแต่งใหม่ให้กลายเป็นเรื่องเหมาะสมกับยุคสมัย ทำกันจนเป็นปกติ
เรื่องเหล่านี้ถือว่าไม่มีเจ้าของ เพราะมากับนิทานพื้นบ้านหรือปรัมปรา หรือมากับศาสนาสารพัด ไม่มีใครรู้ว่าใครผลิตขึ้นมาเมื่อไหร่
เราจึงพบเรื่องราวที่มักล้อกันว่าร้อยเรื่องทำนองเดียวกัน หรือเราสามารถพบเรื่องราวทำนองซินเดอเรลล่า หรือ Beauty & The Beast ได้หลายสิบเรื่อง แม้จะดูแตกต่างเป็นคนละเรื่องกันก็ตาม แก่นเรื่องแบบสตาร์วอร์ก็เป็นแกนเรื่องร่วมของหลายวัฒนธรรมที่ผลิตออกมาเป็นงานศิลปะวรรณคดีและภาพยนตร์หลายร้อยเรื่องไปแล้ว
หากจะสรุปคร่าวๆ ดูเหมือนว่าเส้นแบ่งระหว่างลอกกับแต่งขึ้นกับปัจจัยดังต่อไปนี้
1) ธรรมเนียมแตกต่างกันไปตามแต่ผลงานศิลปะหรือการสร้างสรรค์แขนงไหน เพราะมีพัฒนาการมาต่างกัน
2) แตกต่างกันไประหว่างกรณีที่ลอกเลียนจากงานของคนไทย (ที่อยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน) หรือเป็นการลอกเลียนมาจากต่างประเทศ (เพราะเขาบังคับใช้กฎหมายกับเราไม่ได้)
3) เป็นงานที่ถือว่ามีเจ้าของ หรือมีมานานแล้วและ/หรือแพร่หลายจนกลายเป็นสมบัติสาธารณะไปแล้ว หยิบยืมไปมาได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่ามีเจ้าของอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องให้เครดิตก็ได้
แล้วงานที่เรียกกันว่า “ดัดแปลง” หรือ “เลียนแบบปนแต่งเพิ่ม” ล่ะ?
หลายกรณีไม่ชัดเจนเพราะมีการเลียนแบบกัน แต่มักอ้างว่าไม่ได้ “ลอก” เพราะมีการ “ดัดแปลง” พอสมควร อาจมีบางอย่างคล้ายกัน แต่มีหลายอย่างไม่คล้ายกัน
ปัญหาอยู่ตรงที่ว่ามีเค้ามูลเดิมขนาดไหน ดัดแปลงมากน้อยแค่ไหน ความต่างขนาดไหนถือเป็นการสร้างสรรค์ แล้วส่วนที่ไม่ต่างนัก จะยอมหยวนๆ ให้ว่าลอกนิดหน่อยไม่เป็นไรกระนั้นหรือ
ทุกวันนี้มีภาพยนตร์มากมายที่นำผลงานวรรณกรรมไปดัดแปลงปรับแต่ง แล้วก็ให้เครดิตที่เหมาะสม ให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม บอกผู้ชมให้รับรู้ว่าดัดแปลงมาจากผลงานชิ้นไหน แสดงว่าเจ้าของผลงานตั้งต้นก็ยอมรับแล้วเช่นกัน
การปฏิบัติที่ลงตัวเช่นนี้เป็นผลของกรณีพิพาทมาก่อนหน้านั้น เส้นแบ่งระหว่างการลอกกับการแต่งหรือดัดแปลงอยู่ตรงไหน ในต่างประเทศที่ผ่านกรณีพิพาทเช่นนี้มาจำนวนมาก
จนถึงปัจจุบันก็ใช่ว่าจะจบลงง่ายๆ เพราะทั้งการลอกและการแต่งก็มีวิวัฒนาการของตัวเอง เช่น ปัญหาล่าสุดก็คือการใช้ AI จะถือว่าแค่ไหนลอกแค่ไหนแต่ง แถมจะถือว่าแค่ไหนเป็นผลงานของ AI หรือเป็นผลงานของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการนั้น
ดูเหมือนสังคมไทยยังไม่คุ้นเคยกับธรรมเนียมเหล่านี้ เพราะเป็นเรื่องต้องเรียนเรียนรู้จากประสบการณ์ (กรณีพิพาท) ที่เป็นจริง ต้องมีการสร้างบรรทัดฐาน (จากข้อพิพาทต่างๆ) เพื่อเป็นแนวทางว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้
บรรทัดฐานอาจเรียนรู้ได้จากสังคมอื่น แต่จนกว่าสังคมเราเองจะยอมรับจึงจะถือเป็นบรรทัดฐานได้
ข้อยุติเป็นบรรทัดฐานเกิดจากการเจรจากันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องถึงโรงถึงศาล ศาลเป็นผู้เสพงานศิลปะที่มีอำนาจช่วยขีดเส้นว่าแค่ไหนมากไปหรือไม่มากไป…แค่นั้นเอง
ผมหวังว่า กรณีพิพาทที่กำลังเกิดขึ้นจะหาข้อยุติเป็นบรรทัดฐานได้
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนทุกฝ่าย ถ้าหากจะพิพาทกันอย่างสร้างสรรค์หน่อย ก็ควรจะเคารพเจ้าของงานที่ถูกเลียนแบบให้มากหน่อย ให้เครดิตและตอบแทนให้เหมาะสมหน่อย แทนที่จะต้องพิสูจน์ว่าลอกความคิดมามากแค่ไหนซึ่งคนสร้างสรรค์งานเองรู้กันดีอยู่
แน่นอน ยังมีกรณีอื่นซึ่งต้องขีดเส้นอีกมากว่าแค่ไหนคือลอกหรือแต่ง
แค่ไหนคือหยิบยืมและดัดแปลงที่รับได้
แค่ไหนมากไปและไม่ควรทำ
