Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
อนาคตการทำงาน
คือ ‘ความเป็นคน’
คําถามว่าหน้าตาของการทำงานในอนาคตเป็นแบบไหน AI จะมาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานอย่างไร และทักษะไหนที่เป็นทักษะสำคัญที่จะทำให้เราได้เปรียบในตลาดแรงงานวันข้างหน้าเป็นคำถามที่ถูกถามมาอย่างต่อเนื่อง
ยิ่ง AI ทำงานแทนเราได้มากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งทำให้คนในหลายสาขาวิชาชีพหนาวๆ ร้อนๆ กันมากขึ้นเท่านั้น
อัลกอริธึ่มเขียนโค้ดได้ ร่างเอกสารสำคัญได้ สร้างภาพสร้างวิดีโอได้ คิดแผนการทำแคมเปญการตลาดได้ โดยที่สามารถทำทั้งหมดนี้ได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่เราจะคิดว่าทางรอดของการประกอบอาชีพในอนาคตคือเราจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเท่านั้น
แต่ข้อมูลล่าสุดกลับชี้ไปในทางตรงกันข้าม
ข้อมูลจาก Microsoft และ LinkedIn ที่ปกติแล้วจะทำการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานในอนาคตเป็นประจำอยู่แล้วระบุว่าทักษะที่จะมีความสำคัญตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปไม่ใช่ความรู้ทางด้านเทคนิค
แต่เป็นทักษะทางอารมณ์และสังคม หรือ soft skills ต่างหาก
เมื่อ AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยลงมือทำงานแทนเราได้โดยอัตโนมัติ มนุษย์เราก็จะเริ่มโหยหาความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น และความฉลาดทางอารมณ์จะกลายเป็นสิ่งที่ผู้นำให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ
เว็บไซต์ Inc ระบุว่าตอนนี้กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตวิทยาในที่ทำงานครั้งใหญ่ โดยผลวิจัยจาก Gallup คอนเฟิร์มว่าทุกวันนี้คนทำงานมีระดับความเครียดที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีตัวขับเคลื่อนคือ “ความเดียวดาย”
เมื่อเราเริ่มใช้ AI ในการทำงานประจำวันมากขึ้นก็แปลว่าเพื่อนร่วมงานหรือสมาชิกในทีมของเราก็จะต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์มากขึ้นด้วยเหมือนกัน ทุกคนจะใช้เวลาไปกับการนั่งเขียนพร็อมพต์อยู่หน้าจอ ไม่ได้พูดคุยสื่อสารกันเหมือนแต่ก่อน
พอไม่ได้สื่อสารกัน ต่างคนต่างพร็อมพต์งานของตัวเองก็เกิดช่องว่างที่นำไปสู่การขาดซึ่งความไว้ใจในกันและกัน
และขาดสิ่งที่เป็นพื้นฐานของมนุษย์คือการเข้าสังคม
พอคนเรารู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย สมองเราจะเข้าสู่โหมดของความเครียดสะสม ต่อให้เครื่องมือที่เราใช้จะเลิศล้ำนำสมัยแค่ไหน แต่หากคนในทีมรู้สึกห่างเหินกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะออกมาแย่
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมทักษะทางด้านอารมณ์ถึงจำเป็นอย่างยิ่งยวด หน้าที่ของผู้นำในยุคใหม่ไม่ใช่การบริหารจัดการเวิร์กโฟลว์ แต่คือการต้องจัดการอารมณ์และความสัมพันธ์ของคนที่ทำงานด้วย
ในยุคที่เราใช้เครื่องมือ AI มาช่วย เราได้รับผลลัพธ์อย่างล้นเหลือ แต่สิ่งที่ขาดแคลนไปก็คือเสียงสะท้อนจากมนุษย์
The American Psychological Association หรือสมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกาพบว่าคนทำงานที่กังวลเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์มีแนวโน้มที่จะรู้สึกตึง เครียด และโดดเดี่ยวเป็นอย่างมาก
เมื่อรอบๆ ตัวเราเต็มไปด้วยผลลัพธ์จาก AI ที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ สิ่งที่จะเริ่มมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือความไม่สมบูรณ์แบบที่เกิดจากความเป็นมนุษย์นั่นเอง
ความเป็นมนุษย์คือการมีความบกพร่อง อ่อนไหว มีความเห็นอกเห็นใจ ลองนึกถึงตัวเราเองว่าหากเราจะต้องมีหัวหน้างานสักคน เราจะอยากได้หัวหน้างานที่ทำตัวเหมือนเป็น AI ทำงานเป๊ะ ไม่ผิด ไม่เหนื่อย แต่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก
หรือเราจะอยากได้หัวหน้างานที่มีความเป็นมนุษย์ คนที่จะเข้าใจว่าลูกน้องในทีมกำลังรู้สึกพะว้าพะวงอนาคตของตัวเองว่าจะมีความมั่นคงในหน้าที่การงานแค่ไหน และเป็นคนที่อาสาขอเข้ามาช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยให้กับเพื่อนร่วมงาน
หัวหน้าคนที่พร้อมที่จะเข้าใจหากเราทดลองทำอะไรใหม่ๆ แล้วล้มเหลว แต่ก็ยังดึงเราให้ลุกขึ้นมาและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน
ความเห็นอกเห็นใจกันคือหัวใจสำคัญของความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ และความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจนี่แหละที่จะนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ
Inc เสนอว่าแล้วเราจะสร้างความเชื่อมโยงผูกพันกันระหว่างคนกับคนในที่ทำงานได้อย่างไรบ้าง สิ่งที่ทำได้นั้นเริ่มตั้งแต่การออกแบบวิธีการทำงานประจำวันเลย
เริ่มจากการประชุมที่ทำลึกลงไปมากกว่าการอัพเดตสถานะ เพราะการแค่อัพเดตสถานะว่าตอนนี้งานของใครทำไปถึงไหนแล้วเป็นสิ่งที่แมชชีนก็ทำได้ แต่การเปิดโอกาสและพื้นที่ให้คนทำงานได้มาแชร์เรื่องราว ความสนใจ และไอเดียกันโดยไม่ต้องตีกรอบวัตถุประสงค์การประชุมนี่แหละที่จะทำให้ความสัมพันธ์ก่อเกิดได้
หากหัวหน้าอยากให้ลูกน้องในทีมเชื่อใจมากขึ้น หัวหน้าจะต้องเป็นคนเริ่มด้วยการกล้าเปิดเผยจุดอ่อนและจุดบกพร่องของตัวเอง เล่าให้ทีมงานฟังถึงสิ่งที่ทำให้ตัวเองหวาดหวั่น ความท้าทายต่างๆ ที่พบเจอ เมื่อหัวหน้ายอมรับว่าตัวเองไม่ได้รู้ทุกเรื่องก็จะทำให้คนอื่นในทีมกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น
กลับมาให้ความสำคัญกับการเฉลิมฉลองเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของกันและกัน ฉลองวันเกิดของเพื่อนร่วมทีม แสดงความยินดีกับวันครบรอบการทำงาน หรืออะไรก็ตามที่เป็นความสำเร็จในชีวิตของเพื่อนร่วมงาน นี่เป็นสิ่งที่แมชชีนไม่สามารถทำได้
ให้ระลึกไว้เสมอว่าอนาคตของการทำงานหรือการจะเป็นหัวหน้างานนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของการแข่งขันกับปัญญาประดิษฐ์ แต่เป็นการหาช่องว่างสิ่งที่ปัญญาประดิษฐ์ทำไม่ได้ และทำสิ่งนั้นอย่างเต็มกำลังที่สุด
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราจะแค่ต้องละสายตาออกจากจอแล้วหันมาสบตาและอ่านอารมณ์กันเองให้มากขึ้น แต่ในยุคที่ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาเขียนพร็อมพต์ของตัวเองจนไม่ทันใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว
นี่อาจจะเป็นทักษะที่ไม่ได้สร้างได้ง่ายขนาดนั้นก็ได้
