บทความพิเศษ | ภาสกร ประมูลวงศ์
Songs in the Key of Life
: ใต้เงาจันทร์
เชื่อหรือไม่ครับ เพลงนี้เกิดจากพจนานุกรมรวมคำพ้องเสียง ไวน์หนึ่งขวดกับภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง
ปี 1983 ไมค์ โอลด์ฟิลด์ (Mike Oldfield) กำลังนั่งพลิกหาไอเดียกับอัลบั้ม Crises
เขาอยากได้เพลงที่ฟังดูง่าย เบาๆ หลังจากทำดนตรีโปรเกรสซีฟมาค่อนชีวิตนักดนตรี
ปลายทางของมันคือเพลงที่มีชื่อว่า Moonlight Shadow ขึ้นถึงอันดับสี่ที่อังกฤษและอันดับหนึ่งในอีกหลายประเทศ
หากแต่ต้นทางของมันกลับน่าสนใจไม่แพ้กัน
“คุณจะไม่เชื่อเลย ดราฟต์แรกของ Moonlight Shadow มันคนละเรื่องกับตอนที่ทำเสร็จ” ไมค์กล่าว
“เรามารวมหัวกันแลกเปลี่ยนไอเดียร้อยแปด เต็มไปด้วยคอร์ดเล่นยากๆ เสียงประสานมากมาย จนแว่บหนึ่ง ผมตัดสินใจพรากมันจากอกแล้วกลับมาทำในแบบที่สามัญที่สุด” เขาสรุปสั้นๆ
โดยมีความเห็นว่า เพลงที่ดีนั้นต้องเกิดจากเนื้อหาที่ชวนคิด ตัวคนร้องที่ถูกต้องกับเพลงต้องไปในทางเดียวกัน

แรกเริ่มเดิมที ไมค์ชวนนักร้องสาวนามเฮเซล โอคอนเนอร์ (Hezel O’Connor) มาลงเสียงแต่ยังไม่ใช่ในแบบที่ต้องการ
เวลาผ่านไปร่วมเดือน เขาเกิดไปพบกับนักร้องสาวอีกคนชื่อเม็กกี้ ไรลีย์ (Maggie Reilly)
เขาได้ยินเสียงของเธอจากเพลง Family Man เร็วเท่าความคิด เขาเอ่ยปากชวนทันที
“เรานั่งคุยกันมีไวน์ตั้งตรงหน้าขวดหนึ่ง พจนานุกรมคำพ้องเสียงหนึ่งเล่ม และปากกาอีกด้าม” เขารำลึกความหลัง
มันเป็นช่วงดึกของคืนเดือนหงาย เขาเห็นร่างเงาของต้นไม้ เวลาหยุดลงตรงนั้นเนิ่นนานจนเกิดความคิดบางอย่าง แล้วเพลงนี้ก็เกิดขึ้น ไอเดียเกิดขึ้นโดยการใช้คำพ้องเสียงเอามาต่อเรียงกัน
จากหัวค่ำมาเป็นกลางดึก จากกลางดึกเป็นดึกสงัด จนมาเสร็จคาขวดไวน์ในช่วงราวตีห้าของวันใหม่
ไรลีย์บันทึกเสียงเพลงนี้ในวันต่อมาโดยบรีฟสั้นๆ ว่า อยากได้เสียงเหมือนคนกำลังขาดใจตายด้วยความคิดถึง
โดยระหว่างลงเสียงในห้องอัด เขาปรับให้ไมโครโฟนอยู่ใกล้ปากมากที่สุดเพื่อกรองร้องเสียงคนกำลังหายใจ
มากกว่านั้น เขาต้องการเสียงกระซิบของคนรักที่เหมือนอยู่ห่างกันคนละปรโลก
“ฉันตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยร้องเพลงในแนวนี้มาก่อน” ไรลีย์สารภาพหมดเปลือก
ความประณีตของเพลงยังรวมถึงเทคนิคการใช้เสียงกีตาร์แบบเลียนเสียงแซกโซโฟนโดยบันทึกเสียงสองแบบพร้อมกัน
“มันออกมาฟังดูดีเลยล่ะ เป็นไปอย่างที่ผมต้องการทุกประการ ผมมั่นใจมากว่าคนฟังต้องชอบมัน ทุกวันนี้ผมกลับไปฟังมันอีกหลายรอบ ความทรงจำก็ยังอยู่ในนั้นไม่เสื่อมคลาย” ไมค์กล่าว

ความสำเร็จของอัลบั้ม Crises และ Moonlight Shadow ถล่มทลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
จากนักดนตรีเฉพาะทางในห้องอัด เขากลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน
ชื่อเสียงเงินทองไหลมาเทมาพร้อมๆ กับสัญญาล่วงหน้าจากต้นสังกัด
“ผมไม่เคยรู้ตัวว่าดัง จนมีคนตามท้องถนนมาทักทาย มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาดมาก” เขาย้ำแน่น
มากกว่านั้น อัลบั้ม Crises ยังทำให้เขาค้นพบเทคนิคการสร้างเพลงแบบใหม่ “การพบกันตรงจุดศูนย์กลาง” คือคำจำกัดความในเรื่องนี้ หมายถึง แต่ไหนแต่ไร ไมค์ โอลด์ฟิลด์ ทำเพลงล้ำลึกฟังยากในแบบโปรเกรสซีฟ (ประมาณ YES ในยุคแรก)
เมื่อตีโจทย์การตลาดแตก เขาเปลี่ยนไปทำเพลงสองแบบสำหรับแฟนสองกลุ่ม คือ มีทั้งปวดกบาลกับฟังง่ายติดหู
นั่นคือการบรรจบกันของหนังสือสองเล่มอย่างลงตัว
“ผมว่ามันไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลยครับ” ไมค์ให้เหตุผล
“เราสามารถทำสิ่งที่ถูกต้องสองสิ่งได้พร้อมกัน เพราะมนุษย์เกิดมาพร้อมๆ กับความเปลี่ยนแปลง สมัยผมเป็นเด็ก ผมโตมากับเพลงโฟล์ก ผมเขียนเพลงโฟล์ก ร้องแบบนั้นและคิดแบบนั้น แต่ผมคิดว่าตัวเองไปได้ไกลกว่าด้วยการเรียนรู้ ผมไม่อยากเป็นกบในกะลา ผมอยากพัฒนาตัวเองและทำในสิ่งที่เห็นว่าดี”
เพราะการผสมผสานของเพลงเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการตีความ
ยกตัวอย่างง่ายๆ จาก Moonlight Shadow
อย่างไรน่ะหรือ?

มีคนตีความว่า Moonlight Shadow เกิดจากเรื่องจริงในเหตุการณ์การสังหารจอห์น เลนนอน เพียงแต่เนื้อหาถูกบิดเบือนไปบ้าง
เช่น ในเนื้อร้องที่กล่าวว่า He was shot 6 times by the man on the run ความจริงก็คือเลนนอนไม่ได้ถูกยิง 6 นัด หากแต่เป็น 4 นัด และมาร์ก แชปแมน คนสังหารก็ไม่ได้หลบหนี
ในเนื้อเพลง Lost in a riddle that Saturday night เลนนอนไม่ได้เสียชีวิตในวันเสาร์ หากแต่เป็นวันจันทร์ แถมเลนนอนไม่ได้เสียชีวิตในคืนเดือนดับ (Moonlight Shadow) แต่เป็นคืนฟ้ากระจ่าง
“วันนั้นผมอยู่ที่นิวยอร์ก” ไมค์ไล่เรียงถึงความหลัง “มีเพื่อนมาถามว่าอยากเจอเลนนอนไหม? ผมอยากเจอแต่ดันติดงานที่เวอร์จิ้นเรคคอร์ดส์ ทั้งๆ ที่มันตั้งอยู่บนถนนเพอร์รี่ สตรีต ห่างไปแค่สามบล็อก พอเพลงนี้ถูกเชื่อมโยง แน่นอนผมประหลาดใจ มีหลายอย่างที่บังเอิญอย่างเหลือเชื่อ และอีกบางอย่างที่ไขว้เอาแพะไปผสมกับแกะ ความจริงก็คือ ผมเขียนเพลงนี้โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ในปี 1953 เรื่อง Houdini”
นำแสดงโดยโทนี่ เคอร์ติส บอกเล่าเรื่องราวจริงของนักมายากลผู้พันธนาการตัวเองแล้วหาทางหลุดพ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์
ชีวิตอันโลดโผนจบลงด้วยความตายอันเป็นปริศนา โดยมีเรื่องเล่าว่าเขาสามารถติดต่อกับคนตายได้ รวมไปถึงคำบอกเล่าอันเป็นตำนานไม่รู้จบ
เนื้อหาในเพลงคือการเสียชีวิตของคนรักที่ถูกยิงหกนัดและพยายามหาทางติดต่อ เธอเฝ้ารอเขาอยู่ที่ปลายทาง หากแต่ไม่มีเสียงตอบรับจากผู้รับสาย เพลงถูกตั้งหมุดไว้เป็นศูนย์กลางของปืนกระบอกนั้น เชื่อมโยงด้วยคำพ้องเสียง
เสียงร้องร่างแรกถูกทำโดยเฮเซล โอคอนเนอร์ แต่ไมค์ไม่ชอบใจ เขาเดิมพันด้วยไวน์ขวดนั้นในการหานักร้องใหม่ “ผมทำงานกับไมค์มานานจนเข้าใจ อะไรที่มันไม่ใช่มันก็ใช่ขึ้นมาไม่ได้” ไซม่อน ฟิลลิปส์ โปรดิวเซอร์คู่บุญกระแอม
“ไมค์ต้องการเสียงร้องที่เข้าถึงหัวใจ เขาจะกระทืบเท้าจนกว่าจะได้สิ่งที่เขาต้องการ”



ครั้งสุดท้าย ที่เห็นเธอ เหม่อตรงหน้า
เอื้อนวาจา ฟังสับสน ปนสงสัย
เงี่ยหูฟัง ตามเสียงเหม่อ เธอว่าไง
ตอบได้ไหม อยากรับรู้ สู้ความจริง
แสงเงาสาด พาดแสงดาว พราวจนพร่า
เหมือนดั่งว่า อยากหนีไป ไม่สุงสิง
จนแรมเลือน ร้างคาตา พาประวิง
ยืนแน่นิ่ง เธออยู่ไหน ใจเลื่อนลอย
กิ่งไม้ลั่น ใบไม้ปลิว ลิ่วลมจาก
ความพลัดพราก ช่วยไม่ได้ ให้เหงาหงอย
พลันรุ่งสาง แวะมาเยือน เดือนเคลื่อนลอย
ไม่อาจปล่อย ให้ลืมเลือน ฝืนใจทน
ไว้เจอกัน ในชาติหน้า ถ้าเป็นได้
ขอเวียนว่าย ตามไปบุก ทุกแห่งหน
แม้ต้องเจอ พวกคนพาล มารผจญ
โลกด้านบน คงดีกว่า ถ้ามีจริง
ถ้าจะบอกว่า Moonlight Shadow คือการเกิดใหม่ของไมค์ โอลด์ฟิลด์ ก็คงจะไม่ผิดนัก หากแต่คำว่า “การเดินทางครั้งใหม่” แลดูจะเหมาะสมกว่า เพราะจากการเดินทางตั้งแต่อัลบั้ม Tubular Bell (1973) ที่เขาจมอยู่กับคนฟังหัวก้าวหน้า ทำเพลงยากๆ เสกลสูงๆ
ครั้นพอมาจับ Crises (1983) เขากลับได้รับการตอบรับจากคนฟังกลุ่มใหม่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดจนจำเค้าลางเดิมไม่ได้
ทางสายกลางต่างหากคือสิ่งที่เขาค้นพบ
ในช่วงต้นของปี 1983 ตอนนั้น Virgin Records เริ่มหันมาทำงานตามสมัยนิยม (โดยมี Punk และ Post Punk) เป็นหัวหอก
ความสำเร็จของอัลบั้ม Crises คือปัจจัยที่บอกว่าเขามาถูกทางโดยมี Moonlight Shadow เป็นใบเบิกทาง
เสียงร้องของไรลีย์มีส่วนเป็นอย่างมากในการทำให้เพลงมีชีวิต
แน่นอน ไมค์ไม่ปฏิเสธการมีอยู่จริงของเครื่องดนตรีสังเคราะห์ ตรงกันข้ามกลับใช้มันอย่างเชื่องมือ มากกว่านั้น
เขายังยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับอุตสาหกรรมดนตรีอย่าง Duran Duran หรือ Depeche Mode ได้อย่างสมภาคภูมิ
การ “คงไว้ซึ่งตัวตน” และ “การผสมผสาน” คือผลลัพธ์ที่น่าสนใจ
เชื่อหรือไม่ ครั้งหนึ่งนายใหญ่ของ Virgin Records ริชาร์ต แบรนสัน เคยมีไอเดียใช้ชื่ออัลบั้มว่า Breakfast in Bed ด้วยหวังว่าจะทำให้คนฟังเข้าใจง่ายขึ้น
“เขาลงทุนถ่ายหน้าปกเป็นรูปไข่คนกับอาหารเช้า เขาถึงกับขอเปลี่ยนชื่ออัลบั้มด้วย ซึ่งแน่นอน ผมไม่ยอมว่ะ” ไมค์กล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ
นอกจากจะไม่ยอมแล้ว ไมค์ยังยืนกรานที่จะบันทึกเสียงที่ Tilehouse Studios ชานเมืองเดอร์แร่ม ย่านบักกิ้งแฮมเชียร์ ซึ่งเป็นที่รู้ดีกว่าแพงระยับ
และเชื่อหรือไม่ ครั้งหนึ่งไมค์ยังกล้าขอแรงจอน แอนเดอร์สัน (Jon Anderson หัวหอกวง YES ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Owner of A Lonely Heart) มาลงเสียง
ทุกวันนี้เขาจึงยืนอยู่บนขาสองข้าง ข้างหนึ่งเป็นงานพาณิชย์ ส่วนอีกข้างเขาสงวนไว้ให้กับศิลปะในแบบเฉพาะตัว
คำถามคือเขาทำได้ไง?
“ตอนนั้นผมกับไมค์กำลังบินไปอเมริกาเพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มใหม่” ไซม่อน ฟิลลิปส์ ผู้เป็นโปรดิวเซอร์เล่า “ริชาร์ต แบรนสัน เจ้าของค่ายโทร.มากำชับสั่งงานวุ่นวายยืดยาว” เป็นที่รู้กัน คนอย่างริชาร์ตเกลียดคำว่า “ไม่ได้” เข้ากระดูกดำ
ไมค์ทนฟังอยู่พักหนึ่ง ก่อนพูดตัดบทง่ายๆ “เสียใจด้วยครับ ผมทำไม่ได้ว่ะ” พูดจบก็วางหูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ชีวิตคนเรา บางครั้งมันก็ง่ายแค่นี้เอง ไม่ต่างอะไรกับ Moonlight Shadow
