Beyond Loss นิทรรศการศิลปะ ที่เผยเหตุแห่งการล่มสลาย ของวิถีเรือประมงไทย โดย พิชัย พงศาเสาวภาคย์
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
ศิลปะ นอกจากจะเป็นการนำเสนอความสวยสดงดงามให้ผู้ชมได้เพลิดเพลินเจริญใจและมีความสุขสดชื่นแล้ว ในหลายครั้ง ศิลปะยังสามารถนำเสนอประเด็นที่เคร่งเครียดจริงจัง อย่างปัญหาทางสังคม หรือประเด็นทางสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย
เช่นเดียวกับสิ่งที่เราพบในผลงานของ พิชัย พงศาเสาวภาคย์ ศิลปินไทยผู้อาศัยและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ และซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา, เขาเป็นที่รู้จักจากผลงานศิลปะนามธรรมพื้นผิวและรูปแบบซับซ้อนที่สร้างสรรค์จากสีอะคริลิก, สื่อผสม, ภาพถ่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานที่สร้างขึ้นจากสิ่งที่ไม่ใช่อุปกรณ์ทำงานศิลปะตามปกติ เพื่อนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับปัญหาสภาพแวดล้อมรอบตัวที่คนส่วนใหญ่อาจละเลยหรือมองข้ามไป
ในนิทรรศการครั้งล่าสุดของเขาอย่าง Beyond Loss นำเสนอผลงานจิตรกรรมและงานศิลปะติดตั้งจัดวาง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์การลงพื้นที่จริง เพื่อศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชนชาวประมงพาณิชย์ในจังหวัดปัตตานี ที่นำไปสู่การล่มสลายของวิถีเรือประมงดั้งเดิม โดยพิชัยได้นำไม้และวัสดุอื่นๆ จากเศษซากทางประวัติศาสตร์ชุมชนเหล่านี้มาสร้างเป็นจิตรกรรมและประติมากรรม เพื่อบันทึกการสูญเสีย ความหวัง และความงดงามของการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด




ศิลปินเจ้าของผลงานอย่าง พิชัย เล่าถึงที่มาที่ไปของนิทรรศการครั้งนี้ว่า
“นิทรรศการนี้เป็นภาคต่อจากนิทรรศการ Net Lost ที่พูดถึงเหตุการณ์ที่ผมลงพื้นที่ที่จังหวัดปัตตานี และไปเห็นซากเรือที่อยู่ในพื้นที่ ก็เลยหาข้อมูลในเชิงลึกว่าเกิดอะไรขึ้น จึงพบว่า มีที่มาจากโครงการการนำเรือออกนอกระบบของรัฐ โดยการที่เขาซื้อเรือที่ต้องการทำให้ออกนอกระบบ เท่าที่ซื้อได้ ถามว่าทำไมโครงการนี้ต้องเกิดขึ้นมา คือมีที่มาจากในช่วงนั้นทาง สหภาพยุโรป (EU) เขาให้ใบเหลืองประเทศไทย หมายความว่า เขาแจ้งมายังฝ่ายรัฐบาลไทยว่า เรือประมงไทยทำผิดกฎหมายประมง IUU (Illegal, Unreported, and Unregulated Fishing) เขาเลยให้ใบเหลือง ซึ่งเป็นการเตือน เพราะถ้าได้ใบแดงเมื่อไร เขาจะไม่รับซื้อผลิตภัณฑ์ทางทะเลของประเทศไทย ประเทศไทยก็ส่งออกไม่ได้
“ตอนนั้นทางรัฐบาลก็เลยควบคุม โดยการออกกฏหมายประมาณ 200 ถึง 300 ฉบับ เพื่อควบคุมจำนวนของเรือ เรือลำไหนทำผิดนิดหน่อย เขาก็จะจับ ไม่ให้ออกทะเล จากเรือจำนวน 1,000 ลำ ที่ปัตตานี ลดลงเหลือ 500 ลำ หลังจากนั้นรัฐบาลก็ใช้วิธีการเหมือนกับช่วยเหลือ โดยการซื้อเรือที่จอดอยู่เฉยๆ จากงบประมาณที่มีอยู่ ในตอนนั้นเรือที่สามารถขายให้กับรัฐได้ มีอยู่ประมาณ 48 ลำ
“พอซื้อมาแล้ว รัฐเองก็ไม่มีนโยบายที่จะนำเรือที่ซื้อมาไปทำประโยชน์หรือทำให้เกิดมูลค่า เขาเคยนำเรือไปหย่อนในทะเลเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของปะการังและสัตว์น้ำ แต่ปรากฏว่า ไม้อยู่ในน้ำนานๆ ก็มีการผุพัง จึงไม่ประสบความสำเร็จ เขาก็เลยทุบเรือทิ้งซะเลย พอทุบทิ้งเสร็จ เศษไม้ทั้งหมดก็จะถูกขายให้ชาวบ้านที่เป็นกลุ่มชาวประมงเพื่อนำไปทำฟืนต้มปลากระตักเพื่อผลิตเป็นน้ำบูดู ด้วยเหตุที่เรือทำจากไม้ตะเคียน ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่มีคุณสมบัติแข็ง เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีในการทำฟืน เพราะฉะนั้น เรือหนึ่งลำก็ถูกทำลาย ให้กลายเป็นฟืน ต้มปลา ผลิตเป็นน้ำบูดู ซึ่งเป็นวงจรที่ดูย้อนแย้ง
“เพราะรัฐบาลกำลังพยายามที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับเป็นการทำลายทรัพยากรไม้เป็นจำนวนมาก เพราะเรือลำหนึ่งกว่าจะได้มา ไม่รู้ว่าต้องตัดต้นไม้กี่ต้นในการสร้างเรือ นิทรรศการ Net Lost จะกล่าวถึงวงจรแบบนี้ ผ่านผลงานประมาณ 4-5 ชิ้น”



พิชัยยังพูดถึงผลงานชิ้นแรกในนิทรรศการครั้งนี้ อย่าง Beyond Loss ว่า
“พอมาถึงนิทรรศการในครั้งนี้ ผมอยากให้ผู้ที่เข้ามาชมสัมผัสความรู้สึกแรกที่เราลงพื้นที่ จนเกิดการตั้งคำถามกับสถานการณ์ที่เราเจอในวันนั้น ว่าเกิดอะไรขึ้น ว่าทำไมมีไม้เยอะขนาดนั้น แล้วเขาจะเอาไม้ไปทำอะไร ที่ไหน และไปไหนต่อ ผมเลยสร้างความรู้สึกนั้นขึ้นมาในพื้นที่ของงานนิทรรศการ คือนำภาพที่ผมถ่ายมาจากพื้นที่ นำมาดัดแปลงเป็นงานจิตรกรรมติดตั้งล้อมรอบภายในห้องแสดงงานของหอศิลป์ ซึ่งมีทั้งภาพกองไม้ เรือที่กำลังจะถูกทำลาย และเครื่องมือที่ทำลาย อย่างรถเครน นำมาวาดเป็นงานจิตรกรรมที่ติดรอบผนัง โดยใช้เทคนิคที่ตัดทอนรายละเอียดที่รบกวนสายตาออกไป เหลือคงไว้แต่เพียงขาวและดำอันเป็นภาษาของความจริงดิบเปลือย และไม่ปรุงแต่ง เส้นที่คมนิ่งและหนักแน่นคล้ายกับงานภาพพิมพ์ และเลือกใช้สีอุตสาหกรรมที่เขาใช้ทาเรือจริงๆ มาวาด
“ด้านหน้าของงานจิตรกรรม ยังมีงานศิลปะจัดวางที่ทำจากเส้นอวนห้อยอยู่ข้างหน้า ซึ่งเป็นเส้นอวนที่เรียกว่า อวนลาก ซึ่งเป็นอวนที่ทำลายทรัพยากรทางทะเลอย่างมาก จากการที่ทิ้งอวนลงไปในทะเล แล้วก็ลากลงไปถึงก้นทะเล ถึงชั้นดิน ไปเรื่อยๆ และกวาดทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นปะการัง หรืออะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นอวนชนิดนี้ ก็เลยถูกรัฐบาลออกกฎหมายห้ามใช้ ทำให้เหลือจำนวนอวนลากเยอะมากในร้านขายอุปกรณ์การประมง ผมก็เลยนำอวนลากนี้มาเป็นตัวแทนของสัญลักษณ์ การปกป้องท้องทะเล จากการจับสัตว์น้ำที่ยังไม่เจริญพันธุ์เต็มที่ และการลากของอวนลาก ยังทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นมาในท้องทะเล จนเกิดเป็นมลพิษขึ้นมา ผมเลยเอาอวนลากมาเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของการที่มนุษย์พยายามสร้างความยั่งยืนให้กับโลก มาแขวนอยู่ด้านหน้างานจิตรกรรมที่ผมวาด โดยนำมาตัดเป็นเส้นๆ แล้วนำไปเคลือบด้วยขี้เถ้าที่เกิดจากการเผาไม้เรือ ซึ่งสร้างบทสนทนาระหว่างความยั่งยืนกับการทำลายของมนุษย์ในวาระเดียวกัน”




พิชัยยังกล่าวถึงผลงานอีกชิ้นในนิทรรศการอย่าง Return of Nang Ta-Khian ว่า
“ส่วนผลงานอีกชิ้น ผมเอาเศษไม้เรือที่เก็บมา นำมาจัดวางเป็นองค์ประกอบ ในการสร้างประติมากรรมต้นไม้ขึ้นมาจากเศษไม้เรือ โดยมีรากของต้นไม้เกาะอยู่ตามผนัง และผิวของไม้เรือทุกๆ ชิ้นที่จัดวางอยู่ ต้นแบบของประติมากรรมต้นไม้ชิ้นนี้ ผมได้มาจากต้นตะเคียน ซึ่งเป็นไม้ที่ใช้ในการสร้างเรือ เพื่อเป็นการเล่าถึงความหวังอะไรสักอย่าง เหมือนที่เราเคยเห็นต้นไม้งอกออกมาจากซากปรักหักพัง ซึ่งแทบจะไม่มีอาหารของต้นไม้เลย แต่ต้นไม้ก็พยายามที่จะงอกขึ้นมาได้
“ผลงานชิ้นนี้พูดถึงความหวังของชาวประมงในพื้นที่ ที่ยอมขายเรือ แต่จริงๆ เขาไม่อยากขาย เพราะเป็นอาชีพที่ส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น จนวันหนึ่งเขาหมดอาชีพในการทำประมง และแทนที่รัฐจะพยายามช่วยเหลือให้เขามีอาชีพอื่นมาเสริมให้เขา แต่ไม่มีเลย ผมเลยสร้างความรู้สึกนี้ขึ้นมา โดยผ่านการเล่าเรื่องของต้นตะเคียน ต้นตะเคียนเองยังมีเรื่องเล่าของความเชื่อ ว่าเรือทุกลำที่ออกทะเล จะมีแม่ย่านาง ที่เป็นเทพของต้นไม้สิงสถิตอยู่ ซึ่งเชื่อว่าจะปกป้องดูแลรักษาการเดินทางทำประมงทางทะเลให้ราบรื่นปลอดภัย วันหนึ่งเมื่อเรือถูกทำลายไป วิญญาณของแม่ย่านางจะไปไหน ก็คงต้องกลับไปสู่ต้นกำเนิดของเขา ซึ่งก็คือต้นตะเคียน ผมก็เลยเอาเรื่องความเชื่อมาผูกเข้ากับเนื้อหาของงานชิ้นนี้ โดยสร้างเป็นประติมากรรมต้นตะเคียนขึ้นมาจากไม้ตะเคียนที่ได้จากซากเรือ”
ในนิทรรศการยังมีผลงานเล็กๆ อีกชิ้น ที่นำเสนอความทรงจำของสถานการณ์นี้อย่างน่าประทับใจ
“นิทรรศการครั้งนี้ยังมีโมเดลเรือลำหนึ่ง ซึ่งผมนำมาจากนิทรรศการครั้งที่แล้ว คือโมเดลเรือที่ผมสร้างมาจากต้นแบบของเรือที่ถูกทำลาย ชื่อ เรือลาภประเสริฐ โดยผมทำจากผงขี้เถ้าของไม้จากเรือที่ถูกนำไปทำฟืนต้มปลา ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกมาก เพราะโดยปกติเราคิดว่า ขี้เถ้าของไม้เวลาเผาแล้วจะกลายเป็นผง แต่ขี้เถ้าของไม้ตะเคียน เวลาเผาจะกลายเป็นเหมือนเม็ดทรายสีแดงๆ ผมก็เอามาผสมกับเรซิน แล้วสร้างขึ้นมาเป็นโมเดลเรือลำนั้นขึ้นมา”




พิชัยยังทิ้งท้ายถึงสิ่งที่เขาต้องการสื่อให้ผู้ชมได้รับรู้จากผลงานครั้งนี้ว่า
“ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ เราพูดกันเยอะ ถึงเทรนด์ของความยั่งยืน เราจับเอาคำว่า ยั่งยืน มาเล่น เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ หรือสิ่งที่เรากำลังพูดให้ดูดี น่าเชื่อถือ เป็นแนวคิดเชิงบวก แต่เบื้องหลังความยั่งยืนเหล่านั้น มีสิ่งที่ต้องแลก ซึ่งคนก็ไม่พูดถึง ว่าเราต้องแลกกับอะไรมาบ้างเพื่อที่จะได้ความยั่งยืนนั้นมา ทั้งความรู้สึกของคน อาชีพ ความตายของคนก็ยังมีอยู่ในนั้น ผมอยากให้ผู้ชมที่มาดูงาน ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของความยั่งยืน ว่ามีอีกหลายแง่มุมที่เราควรจะต้องกลับมาคิดหรือคำนึงถึง ว่าสิ่งที่ต้องสูญเสียคืออะไร ผมไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมมาชมงานแล้วรู้สึกเศร้า แต่ต้องการให้เห็นว่าแง่มุมที่เราพยายามที่จะทำเรื่องของความยั่งยืน คุณก็ต้องมีสมดุลด้วย ไม่ใช่คุณทำด้านหนึ่ง แล้วปล่อยปละละเลยอีกด้านหนึ่ง ชาวประมงเขาก็มีชีวิต มีครอบครัว มีปากท้องต้องเลี้ยงดู ทำไมเราไม่คิดถึงมุมนั้นบ้าง จะง่ายเกินไปหรือเปล่าที่เราใช้คำว่า ยั่งยืน”
นิทรรศการ Beyond Loss โดย พิชัย พงศาเสาวภาคย์ จัดแสดงที่ VS Gallery, N22 ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ถึง 12 กรกฎาคม 2026
ขอบคุณภาพจากศิลปิน พิชัย พงศาเสาวภาคย์
