ไปเยือนเมืองทริเอร์ (Trier) : บ้านเกิดของมาร์กซ์
โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง
- อ่าน ไปเยือนตูริน (Turin) : จุดเปลี่ยนของหนุ่มจากชนบท ‘กรัมชี่’
- อ่านบทความทั้งหมดของธเนศวร์ เจริญเมือง คลิกที่นี่
สําหรับผม การไปเยือนบ้านเกิดของคาร์ล มาร์กซ์ ที่เยอรมนี เป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่วัยรุ่นเมื่ออ่านพบว่าหนังสือเล่มเล็กๆ ที่เขาเขียน (แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์, 1848)
เป็นงานความคิดที่มีผู้คนทั่วโลกอ่านกันมากเป็นอันดับรองลงมาจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลของชาวคริสต์ และพระคัมภีร์โกรานของชาวอิสลาม
มาร์กซ์จึงเป็นนักคิดนักสู้ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก
และความใฝ่ฝันนั้นเพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับก็เพราะได้อ่านงานเขียนหลายๆ ชิ้นของเขาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน และภายหลังได้ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับชีวิต ความคิด และการทำงานของเขาเพื่อสังคมมากขึ้นเป็นลำดับ
ผลงานเหล่านั้นส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อผู้คนและสังคมต่างๆ มากมาย
ผมยังไม่มีโอกาสได้ไปเคารพสุสานของเขาที่กรุงลอนดอน
แต่คราวนี้มีโอกาสได้ไปเยือนทริเอร์ (Trier) บ้านเกิดของเขา ก็รู้สึกดีใจยิ่งนัก
เมื่อได้ไปเยือนก็รู้สึกอิ่มเอิบ ได้รับความรู้เพิ่มเติม และได้พบบางอย่างที่น่าจะมีประโยชน์ต่อคนอื่น

ทีมของเราไปถึงเมืองทริเอร์โดยพวกเราขับรถออกจากเมืองสตร๊าสบูร์ก (Strasbourg) เมืองใหญ่และงดงามเมืองหนึ่งของฝรั่งเศสด้านตะวันออก และอยู่ติดชายแดนของเยอรมนี ห่างจากเมืองทริเอร์เพียง 100 กม.เศษนิดๆ
เส้นทางเป็นทางราบสลับกับการขึ้นๆ ลงๆ บนเนินเขา ป่าไม้อุดมสมบูรณ์และทุ่งนาสีเหลืองหม่นๆ หลังการเก็บเกี่ยวเมื่อย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง
ปัจจุบัน ทริเอร์ถือเป็นเมืองขนาดกลางมีประชากร 1 แสนคน อาคารบ้านเรือนเป็นแบบเก่าสวยงามและเป็นระเบียบตามกฎหมายการอนุรักษ์ แทบจะไม่เห็นอาคารสูงระดับ 10-30 ชั้น
ครอบครัวของมาร์กซ์เป็นชาวยิวที่อพยพเข้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ในยุคปู่-พ่อ เมื่อรัฐต้องการเข้าควบคุมศาสนา
พ่อของมาร์กซ์ซึ่งเป็นคนมีความรู้ก็ช่วงชิงเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์โปรเตสแตนต์ก่อนชาวยิวส่วนใหญ่
แล้วเข้าเรียนในโครงการอบรมและสอนกฎหมายหลายโครงการจนได้งานที่ศาล และเลื่อนขั้นขึ้นเป็นทนายความชั้นนำ มีรายได้ดีพอสมควร
มีบ้านอยู่กลางใจเมือง เดินไปเพียง 100 กว่าเมตรก็ถึงลานกว้างอันงดงามกลางใจเมือง ห้อมล้อมด้วยอาคารบ้านเรือนและร้านค้าสำคัญๆ
ทริเอร์เคยเป็นเมืองสำคัญในแถบนี้ (ยุโรปตะวันตก) เพราะเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรมัน ขณะที่กองทัพจากอิตาลีเคลื่อนพลขึ้นเหนือก่อนที่จะบุกขึ้นไปยึดครองเกาะอังกฤษราวปี 50 B.C. หรือเกือบ 2 พันปีก่อน

พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดมาร์กซ์ (Karl-Marx-Haus-Museum) ตั้งอยู่เลขที่ 10 ถนนบรึ๊คเค่น (10 Brueckenstrasse เป็นอาคาร 3 ชั้น (แถมชั้นติดหลังคา) สร้างในปี 1727 หรือ 300 ปีก่อน และแล้วในปี 1904 พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย คือพรรค Social Democratic Party (SPD) ก็เริ่มเล็งเห็นความสำคัญ จนได้ครอบครองในปี 1928
จากนั้นก็ถูกพรรคนาซียึดเอาไปทำเป็นสำนักพิมพ์
จนเมื่อพรรคนาซีสิ้นอำนาจ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (Friedrich Ebert Stiftung – FES) ของพรรค SPD (Social Democracy Party) ก็ได้ครอบครอง เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดมาร์กซ์ ตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
โดยเริ่มในปี 2490 (1947) และจัดงานใหญ่ในวาระครบ 100 ปีมรณกรรมของมาร์กซ์ในปี 1983 (14 มีนาคม 1883-1983) และจัดงานเสวนาใหญ่ในวาระ 200 ปีชาตกาล คาร์ล มาร์กซ์ ในปี 2018 (5 พฤษภาคม 1818-2018)
อนึ่ง ชื่อฟรีดริค เอแบร์ท ก็คือชื่อของประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งของเยอรมนี (ดำรงตำแหน่ง 1919-1925) เมื่อเอแบร์ทเสียชีวิตในปีนั้น SPD จึงได้จัดตั้งมูลนิธิทางการเมืองในชื่อของท่านโดยมีจุดหมายสำคัญคือ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ด้วยโครงการศึกษาว่าด้วยบทบาทของพลเมือง, ให้ทุนแก่โครงการวิจัยและให้ทุนแก่นักศึกษาทั่วโลกในด้านสิทธิเสรีภาพและการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และนับเป็นมูลนิธิทางการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ

ก็เพราะชีวิตและผลงานของมาร์กซน่าสนใจ มีคนมาเยี่ยม รวมทั้งนักเรียนและนักศึกษา ปีละ 5 หมื่นคนต่อปี (1 ใน 3 เป็นชาวจีน) ในวาระครบรอบ 200 ปีชาตกาล คณะผู้บริหารพิพิธภัณฑ์จึงซื้ออาคารข้างๆ เพื่อเพิ่มจำนวนห้องนิทรรศการพร้อมกับเสนอแนวคิดใหม่ในการเสนอชีวิตและงานของมาร์กซ์ โดยใช้ชื่อว่า
“From Trier to the World, Karl Marx, his ideas and their impact until today.”
“จากทริเอร์ถึงโลก, คาร์ล มาร์กซ์, ความคิดของเขาและผลกระทบที่ยังคงอยู่ตราบถึงวันนี้”
ด้วยแนวคิดดังกล่าว นิทรรศการบ้านเกิดของมาร์กซ์จึงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
ส่วนแรก ว่าด้วยชีวิตของมาร์กซ์ 65 ปี
ส่วนที่ 2 ผลงานของเขาทั้งด้านปรัชญา, งานหนังสือพิมพ์, งานสังคมวิทยา, เศรษฐศาสตร์ และงานกรรมกร-การเมือง
และส่วนที่ 3 ผลกระทบของงานต่างๆ ที่มีต่อโลกจนถึงปัจจุบัน
ในบรรดาสิ่งที่นำออกแสดงที่น่าสนใจ ได้แก่ เก้าอี้นั่งอ่านหนังสือของมาร์กซ์, หนังสือ “ทุน” เล่ม 1 (Das Kapital) ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาเยอรมัน และรูปปั้นของมาร์กซ์ที่จัดทำโดยเหลนของเขา
ความน่าสนใจยังมีอีกหลายอย่างมาก เช่น
หนึ่ง การบรรยายทุกเรื่องและทุกห้อง จัดทำเป็น 2 ภาษา คือเยอรมัน และอังกฤษ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เพราะพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในโลกเสนอแต่ภาษาของประเทศตนเอง ไม่มีภาษาอังกฤษเลย
สอง ข้างหลังบ้านแต่ละหลังที่เรียงรายเป็นสนามหญ้า หรือสวนดอกไม้ หรือแปลงปลูกพืชผักสวนครัว และมีต้นไม้ใหญ่จำนวนหนึ่งสร้างความร่มรื่นอย่างยิ่งให้แก่สมาชิกของแต่ละบ้าน ในกรณีของบ้านของมาร์กซ์ซึ่งมี 2 หลังติดกัน ส่งผลให้สนามหลังบ้านกว้างยิ่งขึ้น ฝ่ายจัดทำพิพิธภัณฑ์ได้จัดทำสนามหญ้าและสวนดอกไม้ให้เดิน มีศาลาเล็ก 2 หลัง และยังมีโต๊ะม้านั่งเป็นชุดตามมุมต่างๆ รอบสนาม เพื่อให้ผู้มาชมพิพิธภัณฑ์ได้ออกไปนั่งพักผ่อนและสนทนากัน ที่ด้านซ้ายของสนามมีภาพวาดเจนนี่ มาร์กซ์ ที่งดงาม ส่วนด้านขวามีรูปปั้นของมาร์กซ์มองไปทางเจนนี่
สาม ในห้องโถงซึ่งเป็นห้องต้อนรับผู้มาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ โดยผู้เข้าชมจ่ายค่าเข้า 5 ยูโร (ราว 160 บาท) ส่วนคนอายุเกิน 65 ปี เสีย 3.5 ยูโร ผมลืมถามเยาวชนว่าเสียเท่าใด ฯลฯ และมีมุมหนึ่งที่ขายของที่ระลึกในงานชมพิพิธภัณฑ์นี้
น่าสนใจยิ่งที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ผลิตของที่ระลึกมาเสนอขายเป็นจำนวนมาก



หนังสือสำคัญ
ในวาระครบรอบ 200 ปี
ชาตกาลคาร์ล มาร์กซ์ (ค.ศ.2018)
ที่พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดมาร์กซ์ที่เมืองทริเอร์ ประเทศเยอรมนีแห่งนี้ มีหนังสือดีที่น่าสนใจขายหลายเล่ม และดูจากสำนักพิมพ์ก็คงมีจำหน่ายไปทั่วโลก แต่มีเล่มหนึ่งที่มูลนิธิ FES จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 200 ปีชาตกาลมาร์กซ์ ซึ่งได้รวบรวมงานจำนวน 25 ชิ้นจากการเสวนาในวาระดังกล่าว ชื่อหนังสือ จากเมืองทริเอร์สู่โลก
น่าเสียดายเขียนเป็นภาษาเยอรมันล้วนๆ ผมเชื่อว่าที่อื่นคงไม่มีขาย แม้ผมจะอ่านไม่ได้ แต่ก็ตัดสินใจซื้อ และไปหาคนแปลดาบหน้า จนโชคดีได้พบเทคโนสมัยใหม่ช่วยแปลให้
หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาที่น่าสนใจหลายข้อ
จึงขอนำมาเล่าแบบสรุป ดังนี้
บทนำ : “จากเมืองทริเอร์สู่โลก”
(From Trier to the World/Von Trier in die Welt)
1.คาร์ล มาร์กซ์ เป็นลูกคนสำคัญที่สุดของเมืองทริเอร์
2. บ้านเกิดของเขา เลขที่ 10 ถนนบรึ๊กเค่น แม้ไม่นานหลังจากนั้น ครอบครัวจะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่กว่า แต่บ้านเกิดก็คือบ้านเกิด ที่ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์ และเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง
3. มาร์กซ์ไม่ได้เกิดมาเป็นนักปฏิวัติ แต่เขาถูกหล่อหลอมโดยบริบททางสังคม, การเมือง และเศรษฐกิจในศตวรรษนั้น (ศตวรรษที่ 19 คือยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม)
4. เป้าหมายของมาร์กซ์คือ เพื่อ “เข้าใจ” โลก และ “เปลี่ยนแปลง” โลก และเป้าหมายสำคัญที่สุดของมาร์กซ์ คือ “การปลดปล่อยมนุษยชาติจากการถูกขูดรีด”
5. มรดกทางความคิดของมาร์กซ์มี 2 ข้อ คือ ได้ปลุกเร้าขบวนการปลดปล่อยในระดับโลก และความคิดเหล่านั้นหลายส่วนถูกใช้ไปในการรองรับความชอบธรรมของระบอบอำนาจนิยมในยุคหลังๆ
บทความ : “คาร์ล มาร์กซ์ : บุคคลไร้รัฐ”
(Karl Marx : the Stateless Person)
6. ชีวิตของมาร์กซ์เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ต้องถูกขับออกนอกประเทศ ย้ายไปหลายประเทศจนในที่สุดก็กลายเป็นคนไร้รัฐไปตลอดชีวิต
7. ความยากลำบากที่เขาต้องเผชิญโดยเฉพาะการขาดแคลนรายได้ การถูกขับไล่และการที่ต้องสูญเสียลูกๆ หลายคนเพราะโรคภัยอันเกิดจากชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก
แต่กระนั้นเขายังคงไปทำงานตามอุดมการณ์ทุกวันที่ห้องสมุดลอนดอน มีเองเกลส์คอยหนุนช่วยด้านการเงินหลายครั้ง
8. ตัวอย่างชัดเจนที่อังกฤษ มาร์กซ์เห็นคนยากจนมากมายทั้งๆ ที่ร้านค้า-บ้านเมืองงดงามหรูหรายิ่ง นั่นคือระบบเศรษฐกิจที่โหดร้าย
มีครั้งหนึ่งอากาศหนาวมาก เขาออกจากบ้านไม่ได้เพราะเขานำเสื้อโค้ตไปไว้ที่โรงรับจำนำ – ร้านที่เขาแทบจะเป็นขาประจำ
บทความ : “เจนนี่ มาร์กซ์
: สาวงามหรือนักสังคมนิยม?”
(Jenny Marx : Ball Queen or Socialist?)
9.แม้เกิดในครอบครัวขุนนาง และเป็นสาวสวยระดับดาวเด่นของเมือง เจนนี่ตัดสินใจอย่างห้าวหาญ กล้าปฏิเสธมรดกของอภิสิทธิ์ชน, สมรสกับหนุ่มอายุน้อยกว่า 4 ปีที่เป็นชนชั้นกลาง แถมมีทัศนะแตกต่างจากสังคมหลายด้าน
10. เจนนี่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอเป็นนักปฏิวัติสังคมนิยมที่ทุ่มเท เธอจัดการปัญหาการเงินของครอบครัวได้, ช่วยจัดการเรื่องโรงพิมพ์, คัดลอกงานต้นฉบับของมาร์กซ์หลายชิ้นเพราะลายมือมาร์กซ์อ่านยากยิ่ง
11. เธอฝ่าฟันหลายปัญหาใหญ่ในครอบครัว และเพราะเธอคือกระดูกสันหลังของครอบครัวนี้ เพราะความสามารถ อดทน และหนักแน่นของเธอ
มาร์กซ์จึงผลิตงานชิ้นสำคัญออกมาได้เป็นลำดับ
บทความ : “ครอบครัวมาร์กซ์วันนี้”
(Family Marx Today)
12. หลานๆ ของมาร์กซ์จดจำว่าคุณตาใจดี ขี้เล่น และชอบงานคลาสสิก เช่น กวี Homer และเชกสเปียร์ให้หลานฟัง นามสกุล “มาร์กซ์” คือความภาคภูมิใจและคือมรดกล้ำค่า
และเป็นหน้าที่ของคนในสกุลที่จะยึดมั่นอุดมคติเพื่อความเป็นธรรมของสังคมต่อไป
บทความ : “มิตรภาพทางสติปัญญา
ระหว่างมาร์กซ์กับเองเกลส์”
(Marx’s & Engels’ Intellectual Friendship)
13.เองเกลส์มิใช่เพียงผู้ช่วยเหลือด้านการเงินของมาร์กซ์ที่ลอนดอน ความสัมพันธ์ที่สำคัญคือเป็นสหายทางสติปัญญาที่เท่าเทียมกัน ผลงานของเองเกลส์เรื่อง “สภาวะชนชั้นแรงงานในอังกฤษ” มีบทบาทสำคัญทำให้มาร์กซ์หันไปเน้นศึกษาด้านเศรษฐกิจทุนนิยม ทั้งคู่ทำงานร่วมกันและปรึกษากันบ่อยครั้ง
14. เพราะเองเกลส์ งานของมาร์กซ์ว่าด้วยทุน เล่ม 2-3 จึงเป็นผลสำเร็จ บทความสรุปว่าหากไม่มีเองเกลส์ ก็คงไม่มีคำว่า “ลัทธิมาร์กซ์ – Marxism” เพราะเองเกลส์ได้อธิบายความคิดของมาร์กซ์ให้เป็นระบบหลายครั้ง จนกลายเป็นชุดความคิดที่ทำให้ขบวนแรงงานที่กำลังเติบโตเข้าใจได้ง่ายขึ้น

บทความ : “งานของชีวิต” (The Life’s Work)
15.ภาพรวมของภารกิจชั่วชีวิตของมาร์กซ์ ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจทุนนิยม พบว่า มาร์กซ์เป็นคนทำงานที่มุ่งให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด เขาอ่านหนังสืออย่างหนักและบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้มากมาย และทำงานมากขึ้นเนื่องจากยิ่งอ่านยิ่งพบข้อมูลใหม่และมีผลต่อข้อสรุปหรือความเห็นที่ได้เขียนก่อนหน้านั้น จึงต้องแก้ไขบ่อยครั้ง สาระของงานที่ทำคือ “สำรวจว่าโครงสร้างเศรษฐกิจมีผลอย่างไรต่อโครงสร้างทางสังคมและพลวัตของการต่อสู้ทางชนชั้น”, “เขาค้นหากฎการเคลื่อนไหวของสังคมทุนนิยม”
16.อีก 2 ประเด็นที่สำคัญคือ 1.มาร์กซ์อธิบายปรัชญาวิภาษวิธีของเยอรมัน, สังคมนิยมของฝรั่งเศส และเศรษฐศาสตร์ของอังกฤษ (Adam Smith & David Ricardo) จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรต่อทฤษฎีเพื่อรับใช้ชนชั้นกรรมกร
และ 2. มาร์กซ์จะสร้างทฤษฎีอย่างไรเพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติ
บทความ : คาร์ล มาร์กซ์
ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ – นักการเมือง – นักวิทยาศาสตร์
17.ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ มาร์กซ์เสนอบทวิเคราะห์แนวภูมิรัฐศาสตร์ และเป็นแหล่งหารายได้เลี้ยงครอบครัว
ในด้านนักการเมือง เขาพยายามจัดตั้งชนชั้นกรรมกร ที่ชัดเจนที่สุดคือ การจัดตั้งองค์การกรรมกรสากล (First International) และในด้านนักวิทยาศาสตร์ เขาพยายามอธิบายกลไกของเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างเป็นระบบ บนหลักฐานแบบวิทยาศาสตร์
บทความเห็นว่า มาร์กซ์ทุ่มเททำงานที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษก็เพื่อหลีกหนีความขัดแย้งระหว่างประเด็นทางการเมืองที่ดำรงอยู่แต่ละวันกับงานวิจัยระยะยาว
(นั่นคือ ทุนนิยม เล่ม 1-3)
บทความ : “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์”
(The Communist Manifesto, 1848)
18.บทความเห็นว่านี่มิใช่งานวิชาการแต่เป็นงานที่เขียนให้องค์กรสันนิบาตคอมมิวนิสต์เพื่อปลุกเร้ากรรมกรให้ลุกขึ้นสู้โดยชี้ให้เห็นว่า การปฏิวัติของชนชั้นนายทุนในยุโรปได้ทำลายระบอบศักดินา และสร้างตลาดโลกขึ้นมาก่อนที่จะเสนอว่าทุนนิยมก็จะเป็นคนขุดหลุมฝังศพให้แก่ชนชั้นตัวเอง

ตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1848 เป็นเอกสารทางการเมืองที่มีอิทธิพลมากที่สุดเล่มหนึ่งในโลก ซึ่งสรุปแนวคิดเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้นและลัทธิคอมมิวนิสต์
บทความ : “ทุน” : เรื่องที่ไม่มีวันจบ”
(Das Kapital : A Neverending Story)
19.บทความนี้วิเคราะห์ขนาดและธรรมชาติของ “ทุน”มาร์กซ์วิเคราะห์วิธีการที่ทุนสร้างทรัพย์สินจากการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากแรงงานของกรรมกร มาร์กซ์จัดพิมพ์เล่มแรก ส่วนเล่มที่ 2-3 เองเกลส์จัดทำขึ้นมาจากร่างประเด็นต่างๆ และโน้ตที่มาร์กซ์บันทึกไว้ก่อนเสียชีวิต ซึ่งหมายความว่าหากมาร์กซ์ยังคงอยู่ เขาก็คงจะแก้ไขปรับปรุงบางส่วนอีกบทความนี้ยืนยันความเห็นที่ว่า แนวคิดเศรษฐศาสตร์ของมาร์กซ์แก้ไขได้เสมอ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในสังคม
บทความ : “มาร์กซ์ในระดับมหภาค”
(MEGA-Marx)
20.บทนี้แนะนำโครงการใหญ่ เป็นความพยายามที่จะจัดพิมพ์ผลงาน ทุกชิ้นเขียนโดยมาร์กซ์และเองเกลส์ ที่เป็นต้นฉบับโดยไม่มีการแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น โครงการนี้มุ่งเสนอภาพ “มาร์กซ์ใหม่” (a “new Marx”) ในฐานะนักวิจัยผู้แสวงหาซึ่งใส่ใจในโลกทั้งใบและสิ่งแวดล้อมทั้งหมดของโลก มิใช่มองเฉพาะสังคมยุโรป หรือเห็นว่าทุกๆ สังคมต้องผ่านขั้นตอนการพัฒนามาเหมือนกันหมด มิใช่ในฐานะนักพยากรณ์หรือเจ้าของทฤษฎีปฏิวัติกรอบเดียวอย่างที่เคยเสนอกันในอดีต
บทความ : “ผลกระทบของความคิดมาร์กซ์ต่อโลก”
(The Global Impact of Marxian Ideas)
21. บทวิเคราะห์การแพร่กระจายของความคิดมาร์กซ์ในระดับกว้างจากประชาธิปไตยในยุโรปไปยังรัสเซีย (ซึ่งเปลี่ยนจากลัทธิมาร์กซ์ไปสู่ลัทธิรัฐ-a state doctrine), ไปยังขบวนการต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมในเอเชีย, แอฟริกาและอเมริกาใต้ (Global South)
มาถึงการวิเคราะห์วิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ ค.ศ.2008
บทวิเคราะห์พบว่า ความคิดมาร์กซ์เป็นนักพยากรณ์การเมืองน้อยลง
แต่เป็นแนวการวิเคราะห์โลกาภิวัตน์และความไม่เท่าเทียมกันมากกว่า
บทความ : “จากมาร์กซ์ถึงลัทธิมาร์กซ์” (Von Marx zum Marxismus)
22.ถามว่า การคิดแบบวิเคราะห์ของมาร์กซ์เปลี่ยนไปเป็นลัทธิความเชื่อ (dogma) อย่างหนึ่ง
บทความเสนอว่าคำว่า “ลัทธิมาร์กซ์” สร้างขึ้นโดยผู้ติดตามในยุคต่อมา เช่น เค้าท์สกี้, เพลคานอฟ และเลนิน ซึ่งต้องการให้จดจำเนื้อหาทางการเมืองแบบง่ายๆ แล้วผลก็คือ วิธีการแสวงหาความรู้ก็กลายเป็นทัศนะแบบแข็งตัว แก้ไขยาก
ดังกรณี “ลัทธิมาร์กซ์-ลัทธิเลนินของโซเวียต” อนึ่ง คงมีคนจำได้ว่าเมื่อมาร์กซ์ได้ยินคำว่า “ลัทธิมาร์กซ์” เขาพูดว่าไม่เห็นด้วยกับคำนี้ และเขาไม่ใช่นักลัทธิมาร์กซ์
บทความ : “เผด็จการจากสปิริตแบบมาร์กซ์?”
(Dictatorship from Marxian Spirit?)
23.บทนี้วิเคราะห์ปัญหามรดกของความคิดมาร์กซ์ซึ่งกลายเป็นปัญหาต่อมา นั่นคือ “ความคิดมาร์กซ์กับระบอบเผด็จการ”
มาร์กซ์เคยใช้คำว่า Dictatorship of the Proletariat ซึ่งหมายถึงเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ และที่จริงก็คือประชาธิปไตยของชนชั้นผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ แต่ว่าในรัสเซีย คำดังกล่าวได้พัฒนาจากยุคเลนินไปสู่ยุคสตาลินว่าเป็นการปกครองของพรรคนำ (vanguard party) ที่ควบคุมชนกรรมาชีพ ณ จุดนี้ มาร์กซ์ก็ย่อมถูกวิจารณ์ได้ว่าใช้คำรุนแรงแบบปลุกเร้าใจและสะใจ และขาดการพูดถึงการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของคนส่วนใหญ่
บทความ : “ชนชั้นและเพศ”
(Klass und Geshlecht)
24.บทสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างลัทธิมาร์กซ์กับแนวคิดเฟมินิสต์ มาร์กซ์กับเองเกลส์พูดถึงการกดขี่ข่มเหงสตรี กระทั่งถือว่าการสมรสเป็นการถือครองทรัพย์สินแบบหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะนั้นมีข้อจำกัดเพราะเพศถูกมองว่าเป็นรองประเด็นชนชั้น กระทั่งเชื่อว่ายกเลิกทรัพย์สินส่วนบุคคลแล้ว ก็จะปลดปล่อยสตรีโดยอัตโนมัติ ความคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ฝังรากมานาน ไม่ต่างกับคำว่า “ทุน” ที่ลัทธิมาร์กซ์จะต้องสะสางความเข้าใจเหล่านี้ให้ชัดเจน
บทความ : “คำว่า “มาร์กซ์”
สำหรับชาวคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันตก
(‘Marx’ of Communists in West Europe)
25.พูดถึงคำว่า “ยูโรคอมมิวนิสต์” (Eurocommunism) และความพยายามที่จะสถาปนาคอมมิวนิสต์แบบประชาธิปไตยในยุโรปตะวันตก พูดถึงอันโตนีโอ กรัมชี่ เป็นพิเศษในฐานะที่ได้ “ปฏิวัติทฤษฎีมาร์กซ์ด้วยแนวคิด “อำนาจนำทางวัฒนธรรม” (Cultural hegemony) โดยเห็นว่า สังคมตะวันตกพัฒนาไปแล้ว, ชนชั้นปกครองรักษาอำนาจไว้มิใช่ด้วยกำลังตำรวจ/ทหาร แต่ด้วยวัฒนธรรมและการยอมรับ
ดังนั้น นักปฏิวัติจึงจำเป็นต้องสู้ในสงครามช่วงชิงตำแหน่ง (war of position) ในภาคประชาสังคม (สื่อและการศึกษา) แทนที่จะยึดอำนาจรัฐด้วยกำลัง
บทความแสดงแนวคิดว่า ชาวคอมมิวนิสต์ในตะวันตกต้องออกหากจากรูปแบบโซเวียต และเข้าร่วมในการเมืองแบบประชาธิปไตย
บทความ : “มาร์กซ์สำหรับเหมา เจ๋อ-ตง”
(Marx fuer Mao)
26.สำรวจการทำให้ลัทธิมาร์กซ์เป็นแบบจีน เหมา เจ๋อ-ตง ปรับความคิดมาร์กซ์ที่เดิมใช้สำหรับกรรมกรโรงงาน ให้เหมาะกับสังคมชาวนาของจีน เพราะขณะนั้นจีนแทบไม่มีชนชั้นกรรมกรในเขตเมือง
บทความนี้ได้วิเคราะห์การที่เหมาให้ความสำคัญต่อลัทธิอาสาสมัคร (voluntarism) ซึ่งเชื่อมั่นว่าเจตจำนงแรงกล้าของมนุษย์และความบริสุทธิ์ของอุดมการณ์จะเอาชนะเงื่อนไขเศรษฐกิจที่วัตถุขาดแคลน โดยที่สังคมนิยมยังไม่พร้อมที่จะเกิดขึ้น นำไปสู่นโยบายก้าวกระโดดใหญ่ (Great Leap Forward) ซึ่งหันเหออกจากแนวคิดวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของมาร์กซ์
ส่งผลให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อสังคมจีน
บทความชี้ให้เห็นว่าชื่อของมาร์กซ์ใช้เพื่อให้เกิดความชอบธรรม แต่ในหลายๆ ครั้งก็ขัดแย้งกับตรรกะทางเศรษฐกิจ
บทความ : “มาร์กซ์ไม่ได้ไปถึงแอดดิส อะบาบา”
(Marx didn’t reach Addis Ababa เมืองสำคัญในแอฟริกา)
27.บทความวิพากษ์ลัทธิมาร์กซ์-ลัทธิเลนินในโลกที่ 3 โดยเฉพาะทวีปแอฟริกา หลังประกาศยึดมั่นการต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคม แต่แล้วกลับจบลงที่ระบอบเผด็จการทหาร หรือรัฐล้มเหลว (failed states)
บทนี้เห็นว่า การปลดปล่อยสู่เสรีภาพอันเป็นสาระสำคัญที่แท้ของความคิดมาร์กซ์ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในทั้งสองระบอบนั้นเป็นอันขาด
28.บทความวิเคราะห์ “ซ้ายใหม่” (the New Left) และขบวนการนักศึกษาในปี 1968 ขบวนการดังกล่าวปฏิเสธทั้งทุนนิยมตะวันตกแบบบริโภค และสังคมนิยมแบบราชการของโซเวียต
นักศึกษาและปัญญาชนจึงได้หันไปหาแนวคิดของมาร์กซ์ในวัยหนุ่ม (Young Marx) และงานของเขา 4 ปีก่อน แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์) เรื่อง “Economic and Philosophic Manuscripts of 1844”
บทวิเคราะห์เห็นว่า คนรุ่นดังกล่าวสนใจในประเด็นเศรษฐกิจน้อยกว่าและสนใจแนวคิด “การแปลกแยก – Alienation” มากกว่า (นั่นคือ ความว่างเปล่าด้านจิตวิทยาและจิตวิญญาณในชีวิตสมัยใหม่)
พวกเขาใช้แนวคิดมาร์กซ์วิพากษ์อำนาจบัญชา (Authority), ระบบขั้นบังคับบัญชา (Hierarchy), และการกดขี่ทางวัฒนธรรม
ยุคดังกล่าวนับเป็นการเปลี่ยนอิทธิพลด้านวัฒนธรรมของมาร์กซ์อีกครั้ง เพราะเน้นบทบาทด้านประวัติศาสตร์ศิลปะจากสังคมวิทยา และออกหากจากทฤษฎีเกี่ยวกับการเมืองและพรรคการเมือง
บทความ : “คาร์ล มาร์กซ์
ในพรรคสังคมประชาธิปไตย
ของเยอรมนีตะวันตก”
(Karl Marx in West German Social Democracy)
29.บทความนี้สำรวจประวัติของพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี (SPD) ที่แยกตัวออกหากจากความคิดมาร์กซ์
เพราะพรรคต้องการพิสูจน์ว่าพวกเขายึดมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยและยืนอยู่กับยุโรปตะวันตกในโลกยุคสงครามเย็นและกำแพงเบอร์ลิน
หลังจากพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งในปี 1953 และ 1957 SPD ก็ตระหนักว่า พรรคจำเป็นต้องกอบกู้สถานการณ์ด้วยการปฏิรูปครั้งใหญ่
นั่นคือ พรรคเสนอโครงการ Godesberg ในเดือนพฤศจิกายน 1959
สาระสำคัญก็คือ เปลี่ยนสถานะของ “พรรคของผู้ใช้แรงงาน” เป็น “พรรคของประชาชน”
ไม่เน้นหลักของสังคมนิยมตามแนวคิดมาร์กซ์ต่อไป
แต่จะเน้นหลักการ “ทรัพย์สินส่วนบุคคลและตลาดเสรี” และ “จำกัดบทบาทของรัฐไว้เฉพาะที่งานวางแผนและชี้นำ” (Planning & Guidance)
นั่นคือ พยายามที่จะปฏิรูประบบทุนนิยม
ยกฐานะมาร์กซ์ขึ้นเป็น “คุณปู่ในประวัติศาสตร์” ยกย่องเฉพาะงานเขียน แต่ไม่มีปรากฏในโครงการต่างๆ ของพรรคอีกต่อไป
บทความ : “คาร์ล มาร์กซ์ ในเยอรมนีตะวันออก”
(Karl Marx in the GDR)
30. ขณะเดียวกัน ที่ฝั่งเยอรมนีตะวันออก มาร์กซ์ถูกยกฐานะเป็นดั่งเทพ (a secular deity) รัฐสร้างอนุสาวรีย์จำนวนมากและเปิดการเรียนลัทธิมาร์กซ์-ลัทธิเลนินเป็นวิชาบังคับในทุกๆ โรงเรียน บทความนี้เห็นว่าการบีบบังคับของรัฐส่งผลเสียหายมาก การลดวิธีการวิเคราะห์ต่างๆ ลงเหลือเพียงหลักคิดเป็นข้อๆ ที่ห้ามถาม แนวคิดมาร์กซ์จึงกลายเป็นถ้อยคำที่น่าเบื่อและประชาชนชิงชัง รัฐอ้างตัวเป็นผู้แทนของมาร์กซ์ แต่สุดท้ายก็กีดกันผู้ใช้แรงงานและคนรายได้น้อยออกไปจนหมด
บทความ : “เส้นทางสู่การเสวนาโต๊ะกลม”
(The Way to the Round Table)
31.บทนี้สำรวจบทบาทของแนวคิดมาร์กซ์หลังเกิดการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในปี 1989 (เริ่มด้วยการโค่นกำแพงเบอร์ลิน ติดตามด้วยการต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์ที่โปแลนด์และฮังการี, กรณีเทียน อันเหมิน ที่ปักกิ่ง การยกเลิกสหภาพโซเวียตในปี 1991 ฯลฯ)
อย่างไรก็ตาม ผู้คัดค้านลัทธิสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกมิได้คัดค้านสังคมนิยมทั้งระบอบ
แต่ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างหลักการเท่าเทียมกันกับการควบคุมโรงงานโดยคนงาน แต่ในทางปฏิบัติ รัฐเผด็จการใช้อำนาจมีสิทธิพิเศษและกดขี่คนส่วนใหญ่ กลไกรัฐแบบเผด็จการดำรงอยู่ยาวนาน เกิดการแข็งตัว
จะแก้ปัญหานี้อย่างไรหลังการล่มสลายของยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียต
การประชุมโต๊ะกลมคือการกลับไปเสวนากันของกลุ่มต่างๆ มิใช่การพูดแต่ฝ่ายเดียวของรัฐบาลเผด็จการ
บทความ : “มาร์กซ์ตายแล้ว, มาร์กซ์ จงเจริญ”
(Marx ist tot, es lebe Marx/Marx is Dead, Long Live Marx)
32.นี่เป็นบทสรุปว่าด้วยผลกระทบของความคิดมาร์กซ์ต่อยุคหลัง 1990 โดยเสนอว่า การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นสำหรับมาร์กซ์
เพราะนั่นทำให้เขาหลุดจากการกักขังด้านอุดมการณ์ (ideological captivity) ของยุคสงครามเย็น
ต่อจากนี้ มาร์กซ์ก็จะมิใช่อาวุธที่พวกมหาอำนาจนำไปใช้เพื่ออ้างเป็นสาเหตุของความขัดแย้งกันอีกต่อไป
บทสรุปเห็นว่า ต่อจากนี้เราอ่านมาร์กซ์ในฐานะนักปรัชญาชาวตะวันตกได้เช่นเดียวกับนักปรัชญาคนอื่นๆ เช่น เพลโต้ (Plato, 427-347 B.C.) หรือค้านท์ (Immanuel Kant, 1724-1804) เราสามารถพินิจพิเคราะห์แง่มุมต่างๆ ต่อการวิเคราะห์ทุนนิยมของเขาได้อย่างเป็นภววิสัยมากขึ้นได้ด้วย
บทความ : “คาร์ล มาร์กซ์,
วิกฤตการเงินกับการรื้อฟื้นของมาร์กซ์”
(Karl Mark, Financial Crisis and the Marx Renaissance)
33.บทสุดท้ายกล่าวถึงการกลับมาของมาร์กซ์หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกในปี 2008 เป็นบทที่พรรณนาวิกฤตเริ่มตั้งแต่การพยากรณ์, เศรษฐกิจฟองสบู่ และความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งก็เป็นดังที่มาร์กซ์ได้วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ “ทุน” เมื่อ 150 ปีก่อน
บทสรุปยังเห็นว่า ในสภาพการจ้างงานที่ไม่แน่นอนและเป็นเศรษฐกิจแบบชั่วคราว คนรุ่นใหม่หันไปอ่านงานเรื่องทุนของมาร์กซ์ มิใช่เพื่อค้นหาเศรษฐกิจในอุดมคติ แต่มองหาสาเหตุของระบบปัจจุบัน และย้ำว่าความคิดของมาร์กซ์ยังคงเชื่อมโยงกับยุคสมัยเพราะตรรกะพื้นฐานของทุนนิยม
นั่นคือ การแสวงหากำไร โดยมองข้ามความจำเป็นของผู้คนในการดำรงชีวิตยังมิได้เปลี่ยนแปลง
ข้อเขียนเรื่องบ้านเกิดของมาร์กซ์
: “ประวัติของบ้าน”
(House History)
34. 300 ปีแล้ว บ้านเลขที่ 10 บนถนนบรึ๊กเค่น เดินทางมาไกลนัก จากบ้านของชนชั้นกลางในปี 1818 และก็จมหายไปสู่ความมืดมน พรรค SPD ได้ค้นพบในช่วงทศวรรษ 1920 และวางแผนที่จะทำเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่แล้วนาซีก็เข้ายึดครอง
จุดที่น่าสนใจคือ ฝ่ายนาซียึดบ้านเกิดของมาร์กซ์ไปเป็นสำนักพิมพ์เอกสารโฆษณาชวนเชื่อของรัฐเหมือนมีเป้าหมายบางอย่าง
สุดท้ายหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง พรรคต้องการเห็นพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่
วันนี้ พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของมาร์กซ์ตั้งอยู่ในฐานะการเสาะแสวงหาระดับโลก (global pilgrimage)
ยังคงเปิดกว้างเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนตั้งแต่จีนถึงสหรัฐ และรับใช้ผู้ใฝ่รู้และแสวงหา
โดยการเปิดพื้นที่สำหรับการศึกษาและเสวนาแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับมรดกอันสลับซับซ้อนของมาร์กซ์ต่อไป….
