คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
งบประมาณของสำนักงานประกันสังคมมีสถานะพิเศษที่คนทั่วไปมักมองข้าม
มันไม่ได้มาจากภาษีประชาชนผ่านรัฐสภา แต่มาจากการหักเงินสมทบของผู้ประกันตนและนายจ้างโดยตรง กฎหมายกำหนดเพดานไว้ที่ 10% ของรายรับ
ซึ่งหมายความว่ามีพื้นที่ถึงราว 20,000 ล้านบาทต่อปีที่จะเบิกใช้ได้โดยไม่ต้องผ่านสภา
ทว่าในทางปฏิบัติ ประกันสังคมใช้ไปเพียง 2-3% หรือประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนที่เหลือควรย้อนคืนสู่ระบบสิทธิประโยชน์
ภายใต้บอร์ดชุดที่มาจากการเลือกตั้ง ทีมประกันสังคมก้าวหน้าตัดสินใจลดรายจ่ายบางหมวดที่ยากจะอธิบายให้ผู้ประกันตนฟังได้
ปฏิทินที่เคยกินงบปีละ 70 ล้านบาท หรือเสื้อ หมวก และเงินกิจกรรมวันแรงงานรวมกันปีละ 7-8 ล้านบาท ถูกทบทวนใหม่
การตัดสินใจนี้ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์จากอดีตผู้นำแรงงานบางท่าน คำถามที่น่าสนใจกว่าการถกเถียงเรื่องงบประมาณตรงหน้า คือคำถามว่าเงินที่ประหยัดได้ไปอยู่ที่ไหน และมีค่าเพียงใดในเชิงสิทธิประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม
เงิน 400 ล้านบาทจากการสะสมห้าปี หรือมากกว่าพันล้านบาทตลอด 20 ปี มีน้ำหนักเท่ากับสิทธิผ่าฟันคุดสำหรับผู้ประกันตนทั้งประเทศในรอบหนึ่งปี
เท่ากับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 100,000 คน
เท่ากับเงินคลอดบุตรของแม่ 50,000 คน หรือเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนครึ่งแสนราย
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มีไว้โต้เถียงเชิงวาทกรรม แต่มีไว้ให้ผู้ประกันตนชั่งใจด้วยตัวเอง
แต่มูลค่าที่แท้จริงของเงินก้อนนี้ยังไม่จบแค่นั้น เพราะมีมิติที่มักถูกมองข้ามในการถกเถียงเรื่องงบประมาณ
นั่นคือ ค่าเสียโอกาส
กองทุนประกันสังคมบริหารสินทรัพย์กว่า 2.8 ล้านล้านบาท โดยผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังอยู่ที่ราว 2.59% และแผนการลงทุนระยะยาวที่บอร์ดชุดนี้ผลักดันตั้งเป้าไว้ที่ใกล้ 6% ต่อปี
หากใช้ตัวเลขอนุรักษนิยมที่ 3% เป็นฐานคำนวณ เงิน 400 ล้านบาทที่ประหยัดได้จากปฏิทินและกิจกรรมตลอด 5 ปี เมื่อนำไปลงทุนทบต้นต่อเนื่อง 20 ปี จะเติบโตเป็นกว่า 700 ล้านบาท
หากผลตอบแทนอยู่ที่ 5% จะกลายเป็นกว่า 1,000 ล้านบาท และหากบรรลุเป้าหมาย 6% จะทะลุ 1,280 ล้านบาท
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่กำลังถกเถียงกันอยู่ไม่ใช่แค่ตัวเลข 400 ล้านบาทในวันนี้
แต่คือการตัดสินใจว่าจะนำเงินพันล้านในอนาคตไปมอบให้กับกลุ่มคนเฉพาะที่ถือหมวกและปฏิทิน หรือจะรักษาไว้เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตน 24 ล้านคนทั่วประเทศ
ประเด็นเรื่องกลุ่มเฉพาะสำคัญไม่แพ้กัน เงินที่ใช้ไปกับเสื้อ หมวก ปฏิทิน และกิจกรรมวันแรงงานนั้น ไม่ได้กระจายถึงผู้ประกันตนทุกคน แต่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่มีเครือข่ายองค์กรแรงงาน มีช่องทางเข้าถึงกิจกรรม และมีความสัมพันธ์กับผู้บริหารกองทุน
ผู้ประกันตนในโรงงานที่ไม่มีสหภาพ แรงงานนอกระบบที่เพิ่งเข้าสู่มาตรา 40 หรือคนทำงานในกิจการขนาดเล็กที่ห่างไกลจากวงสัมมนา ไม่เคยได้สัมผัสกับสิ่งของเหล่านั้นเลย
สิ่งที่ดูเหมือนงบสวัสดิการขบวนการแรงงาน แท้จริงแล้วคืองบที่ไหลไปสู่เครือข่ายหนึ่ง โดยที่ผู้ประกันตนส่วนใหญ่ไม่ทันรู้ว่าเงินสมทบของตัวเองถูกนำไปใช้อย่างไร
มีมาตรฐานสากลที่ชัดเจนอยู่เกณฑ์หนึ่ง
ระบบประกันสังคมของสหรัฐอเมริกาใช้งบบริหารเพียง 0.5% ของผลประโยชน์ที่จ่ายออกไปในแต่ละปี
ความสำเร็จนั้นเกิดจากการที่ระบบยึดหลักว่าเงินทุกดอลลาร์ในกองทุนมีภาระผูกพันต่อผู้จ่ายสมทบ ไม่ใช่ต่อองค์กรที่บริหารมัน
ผู้ประกันตนควรมีสิทธิ์รู้ว่าเงินสมทบของตัวเองไปอยู่ที่ไหน
ข้อมูลสถิติที่บอร์ดชุดนี้เปิดเผยออกมาชี้ว่าโครงการที่มีความเสี่ยงทุจริตภายใต้บอร์ดที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2568 ลดลงต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ จากโครงการที่มีความเสี่ยงถึง 11% ในปี 2567 เหลือเพียง 1.59% ในปี 2568
ตัวเลขนี้พูดแทนคำอธิบายยืดยาวได้หลายย่อหน้า
ผู้ประกันตนในประเทศนี้มีหน้าตาหลายแบบ คนงานโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ลุกขึ้นตีห้าทุกวัน พนักงานร้านอาหารที่ยืนแปดชั่วโมงและกลับบ้านดึก พนักงานออฟฟิศที่จ่ายสมทบมาสิบปีโดยไม่เคยรู้ว่าเงินไปทำอะไร แม่บ้านที่เข้าระบบมาตรา 40 เพื่อหวังว่าวันแก่จะมีเงินรองรับ
การคืนกำไรให้ผู้ประกันตนจึงมีความหมายที่ชัดเจน
มันต้องอยู่ในรูปแบบของสิทธิประโยชน์ที่ถึงมือทุกคนเท่ากัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะรู้จักใคร
ระบบที่ยุติธรรมวัดกันที่การส่งมอบสิทธิ์ถึงคนทุกคนอย่างเสมอหน้า
ไม่ใช่การแจกของชำร่วยให้กลุ่มที่มีเส้นสายเข้าถึงกิจกรรม
ท่านอาจเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิตเด็กแสนคน เสียดายอนาคตของคนไร้งานหลายหมื่นคน และเสียดายเงินพันล้านในอนาคตที่ควรเป็นของผู้ประกันตนทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ระหว่างปฏิทินกับชีวิตคน
คนที่เลือกได้ไม่ใช่บอร์ด แต่คือผู้ประกันตนทุกคน
