เศรษฐกิจ
ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และความคาดหวังของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น การออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายขนาดใหญ่จึงไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจ หากยังเป็น ‘เครื่องมือทางการเมือง’ ที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความนิยมของรัฐบาลด้วย
โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดระบบการใช้จ่ายตั้งแต่เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น สะท้อนแนวคิดการบริหารประเทศที่เชื่อว่า การเติมเงินเข้าสู่ระบบและกระตุ้นการบริโภคจะช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่กำลังซื้อของประชาชนยังอ่อนแรง
ตัวเลขในช่วงเริ่มเปิดระบบใช้จ่ายดูเหมือนจะยืนยันความสำเร็จของรัฐบาลได้ไม่น้อย ภายในเวลาเพียง 6 วันแรก มียอดใช้จ่ายรวมกว่า 14,099 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิ์กว่า 21.85 ล้านคน และร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย ตัวเลขดังกล่าวทำให้หลายคนย้อนนึกถึงบรรยากาศของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ช่วงปี 2568 ซึ่งเคยกลายเป็นนโยบายยอดนิยมที่ช่วยสร้างคะแนนทางการเมืองให้รัฐบาลอนุทินในเวลานั้น
แต่หากมองให้ลึกกว่าตัวเลขการใช้จ่าย คำถามสำคัญกลับไม่ได้อยู่ที่ว่าโครงการนี้จะได้รับความนิยมจากประชาชนมากหรือไม่ หากอยู่ที่ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจริง หรือเพียงได้รับการอัดฉีดชั่วคราวจากภาครัฐ
เพราะในอีกด้านหนึ่ง ภาพของครัวเรือนไทยยังเต็มไปด้วยความเปราะบาง แม้ผู้คนจะออกมาจับจ่ายมากขึ้น แต่กำลังซื้อที่แท้จริงยังถูกกดทับด้วยปัญหาหนี้สินที่สะสมมานาน รายได้ที่ฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง
ข้อเท็จจริงที่น่ากังวลอย่างที่ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยไว้ล่าสุดกับสื่อมวลชนคือ คนไทยราว 25 ล้านคนยังมีภาระหนี้ ขณะที่คนวัย 20-35 ปี มากกว่าครึ่งเป็นลูกหนี้ และในกลุ่มนี้มีสัดส่วนหนี้เสียในระดับสูงอย่างน่าตกใจ
รวมถึงออกมาเตือนเกี่ยวกับบริการ Buy Now Pay Later หรือ “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเมื่อสินค้าราคาเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยบาทสามารถผ่อนชำระได้หลายงวด นั่นไม่ได้สะท้อนเพียงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการเงินเท่านั้น แต่ยังสะท้อนว่าคนจำนวนไม่น้อยเริ่มไม่มีสภาพคล่องเพียงพอแม้สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ในมุมนี้ ไทยช่วยไทยพลัสจึงเปรียบเสมือนการเติมออกซิเจนให้คนที่กำลังหายใจติดขัด มากกว่าจะเป็นการรักษาโรคที่ต้นเหตุแล้วหลังจากสิ้นสุดมาตรการนี้จะเกิดอะไรขึ้น และรัฐบาลจะวางแผนบริหารเศรษฐกิจอย่างไรต่อ
ตรงนี้คือโจทย์ที่รัฐหลีกเลี่ยงไม่ได้
เสียงวิพากษ์จากฝ่ายค้านชี้ไปยังประเด็นปัญหาต้นทุน โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ข้อเสนอแนะว่า หากรัฐบาลสามารถลดต้นทุนพลังงาน น้ำมัน และค่าใช้จ่ายพื้นฐานได้ อาจช่วยเศรษฐกิจได้ตรงจุดกว่าการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว
ซึ่งแม้ข้อเสนอนี้จะมีมิติทางการเมืองอยู่ไม่น้อย แต่ก็สะท้อนคำถามที่สำคัญว่า รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือไม่ เพราะหากค่าครองชีพยังสูง หากค่าไฟยังแพง หากต้นทุนการทำธุรกิจยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ต่อให้มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอีกกี่รอบ กำลังซื้อของประชาชนก็อาจกลับไปอ่อนแรงอีกครั้งหลังมาตรการสิ้นสุด
ขณะที่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ สุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มองว่า แม้ไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายได้ในระยะสั้น แต่ก็อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อกลไกตลาด โดยการให้สิทธิประโยชน์กับร้านค้าบางประเภทอาจทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจากเงื่อนไขของโครงการมากกว่าคุณภาพสินค้าและบริการ ขณะที่การกำหนดสิทธิประโยชน์ตามระดับรายได้ อาจจูงใจให้ผู้ประกอบการบางส่วนหลีกเลี่ยงการขยายธุรกิจหรือไม่เปิดเผยรายได้ที่แท้จริงเพื่อรักษาสิทธิ์ที่ได้รับ
สุชาติระบุว่า มาตรการดังกล่าวอาจช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่ยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การยกระดับเทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรม
ดังนั้น รัฐบาลควรเดินหน้ามาตรการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ ทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การใช้ AI การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเข้าถึงแหล่งทุน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการบริโภค เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ ในความเป็นจริง ภาคเอกชนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธมาตรการไทยช่วยไทยพลัส แถมยอมรับว่าโครงการดังกล่าวช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงิน และสร้างบรรยากาศเชิงบวกในระบบเศรษฐกิจ
แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจเรียกร้องคือ รัฐบาลต้องมองไกลกว่าการกระตุ้นการบริโภค
โดย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย มองว่า แม้ไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจระยะสั้นได้ดี แต่รัฐบาลควรเร่งวางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กันไป โดยเฉพาะการยกระดับทักษะแรงงาน การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ด้วยศักยภาพของตนเอง ไม่ต้องพึ่งมาตรการอัดฉีดเป็นระยะ
ส่วนผู้ประกอบการร้านอาหาร สรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ก็สะท้อนตรงกันว่า ไทยช่วยไทยพลัสช่วยประคองกำลังซื้อที่หดตัวลง แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยได้ เพราะภาระค่าครองชีพและต้นทุนการทำธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานที่ยังเป็นภาระของทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งหากรัฐบาลต้องการเห็นการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มากกว่าพึ่งพามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อเพียงชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ไทยช่วยไทยพลัสอาจประสบความสำเร็จในการกระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างบรรยากาศเชิงบวก แต่บททดสอบแท้จริง ที่รอรัฐบาลคือการสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนอยู่ได้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องรอการอัดฉีดจากรัฐอยู่เสมอ
เพราะความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างรายได้ โอกาส และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
