bg-single

ความรู้การเมืองกับงานทางปัญญาที่สร้างสรรค์

20.06.2026


โดย ธงชัย วินิจจะกูล

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กลุ่ม “โดมรวมใจ” และ “บันทึก 6 ตุลา” ได้ประกาศให้ทุนสนับสนุนผู้ที่สนใจทำภาพยนตร์เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ โดยจะเป็นภาพยนตร์ประเภทใดก็ได้ ทั้งสารคดี กึ่งสารคดี หรือเรื่องแต่ง โดยภาพยนตร์จะต้องเสร็จทันฉายในเดือนตุลาคมปีหน้า (2570)

มีผู้เสนอโครงการเข้ามามากพอสมควร ผมยินดีที่มีโอกาสร่วมพิจารณาคัดเลือกด้วย เพราะผมอยากรู้ว่าคนรุ่นหลังๆ มีความคิดจะทำหนังเกี่ยวกับ 6 ตุลาคม 2519 ออกมาอย่างไร

เราไม่ต้องการสารคดีลำดับเหตุการณ์ที่พูดถึงแค่ความรุนแรงของเช้าวันนั้น เพราะแม้จะยังเป็นประเด็นสำคัญ แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน มีผู้ผลิตสารคดีทำนองนั้นออกมาแล้ว

(กระจายอยู่ในช่องทางสาธารณะ รวมทั้ง YouTube ด้วย) ทั้งยังมีข้อเขียนและสื่ออื่นๆ ที่มีสาระแบบนั้นพอสมควรแล้วในหลายปีที่ผ่านมา

ถ้าเช่นนั้น ผมต้องขบคิดว่าจะพิจารณาด้วยเกณฑ์อย่างไร หรือเรามีความคาดหวังจะเห็นภาพยนตร์แบบไหน

ผมปรารถนาจะให้มีภาพยนตร์ที่ทำต่อยอดออกไปจากข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับความรุนแรงและการเมืองในขณะนั้น โดยต้องเสนอประเด็นสำคัญน่าคิดที่เกี่ยวเนื่องกับ 6 ตุลาฯ แต่อะไรเล่าคือประเด็นสำคัญที่น่าคิด?

ผมไม่มีคำตอบสำเร็จรูป เพราะเห็นว่ามีประเด็นมากมายเกินกว่าที่ผมจะคิดเองได้ แต่เชื่อว่ามีคนที่สามารถสร้างสรรค์ “งานทางปัญญา” ที่ดีได้

งานทางปัญญาที่ดีในความคาดหวังของผมหมายถึงอะไร

ผมคุ้นเคยรู้ว่างานวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์ที่จัดว่าดีเป็นอย่างไร ซึ่งน่าจะพอถือเป็นแนวทางได้เพราะเป็นงานทางปัญญาที่อาศัยการคิดและจินตนาการเช่นกัน (แต่คนละประเภท)

ผมเห็นว่างานทางปัญญาที่ดีหมายถึงงานที่มีดี 3 ประการ ได้แก่ ความรู้ดี การเมืองดี และปัญญาสร้างสรรค์

ความรู้ดี


เวลาทำงานวิชาการ เราต้องลงแรงทบทวนความรู้ที่มีอยู่พอสมควรว่าสถานะความรู้ในเรื่องที่เราต้องการศึกษานั้นเป็นอย่างไร เพื่อเราจะได้พยายามต่อยอด หรือทำในสิ่งน่าท้าทายที่ต่างออกไป หรือถึงขนาดสร้างสรรค์ความรู้ใหม่

สำหรับภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์นั้น ในความคาดหวังของผมไม่ควรเป็นเพียงแค่หนังที่เล่าเรื่องซ้ำกับที่นักประวัติศาสตร์เล่าไปแล้ว

นั่นเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ คือควรเป็นงานที่ศึกษาความรู้ประวัติศาสตร์มาพอสมควร จนไม่นำเสนอข้อมูลพื้นฐานอย่างผิดๆ

แต่สิ่งที่ปรารถนาจะเห็นอย่างมากคือ ภาพยนตร์ที่สามารถนำเสนอประเด็นให้ขบคิดเลยออกไปอีก

นักวิชาการหรือนักประวัติศาสตร์ถูกจำกัดด้วยหลักฐาน ไม่สามารถเสนอการตีความมากไปกว่าที่หลักฐานอนุญาตได้เท่าไรนัก แต่งานสร้างสรรค์ทางศิลปะและภาพยนตร์นั้นสามารถคิดเลยออกไปถึงความน่าจะเป็น ความเป็นไปได้ที่สมเหตุสมผล โดยไม่ถูกจำกัดด้วยหลักฐาน

งานที่ดีต้องอยู่บนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจในประเด็นที่ต้องการจะทำพอสมควร ในกรณีนี้หมายความว่าต้องศึกษาหาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ว่ามีคนพูดเขียนถึง 6 ตุลาฯ มาแล้วอย่างไรบ้าง อาจไม่ต้องเข้มข้นซับซ้อนแบบที่นักวิชาการถกเถียงกัน

แต่อย่างน้อยไม่ควรจะเป็นความรู้ผิวเผินแบบที่ผู้คนที่ไม่ได้ค้นคว้าก็พอรู้กันทั่วไป แล้วลงแรงเพียงหาทางใช้กลเม็ดเด็ดพราย เพื่อทำเรื่องที่พอรู้กันอยู่แล้วให้มีแง่มุมที่น่าสนใจขึ้นมาอีกนิดหน่อย ซึ่งอาจจะดูเท่ แต่มิได้สร้างประเด็นหรือคำถามที่น่าขบคิดแต่อย่างใด

ความรู้เป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ต่อการตั้งคำถามหรือเสนอประเด็นที่ต่อยอดออกไปได้อย่างน่าสนใจอย่างเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

6 ตุลาฯ ยังมีคำถามอีกมากมายที่ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงแค่ความเศร้าน่าสะเทือนใจ แต่เป็นแง่มุม ประเด็น หรือคำถามที่ต้องการความครุ่นคิด การไต่สวนอย่างจริงจัง ทั้งในแง่ของบุคคลและของสังคม

ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์ “ดาวคะนอง” ซึ่งสามารถสร้างประเด็นชวนขบคิดอย่างจริงจัง ดังที่อาจารย์ชุติมา ประกาศวุฒิสาร เคยทำวิจัยไว้

(และให้สัมภาษณ์ไว้ใน 101.world อย่างน่าสนใจว่า “6 ตุลาในหนัง ‘ดาวคะนอง’ คือการเล่าเรื่องของผี” ที่ชวนให้เราคิดไปถึงอีกหลายประเด็นสำคัญ ดู www.the101.world/chutima-pragatwutisarn-interview)

การเมืองดี


เรามักจะคิดง่ายๆ ว่าการเมืองของงานทางปัญญา หมายถึง เอียงซ้ายหรือขวา เชียร์พรรคโน้นต่อต้านพรรคนี้ เป็นต้น แถมแทบทุกคนจะบอกว่าตนไม่ซ้ายไม่ขวา และพยายามแสดงตัวว่าอยู่ตรงกลางระหว่างความแตกต่างในแทบทุกเรื่อง

เพราะเราถูกสั่งสอนว่าอย่ามีอคติ เพราะเราเข้าใจว่าการเลือกฝักฝ่าย = มีอคติ ดังนั้น หากไม่อคติ = ต้องไม่เลือกข้างไหนทั้งนั้น ต้องอยู่ตรงกลาง

ในกรณีที่มีการโต้แย้งกัน ผู้คนมักจะเลือกเอาง่ายไว้ก่อนว่าตนขออยู่ตรงกลาง จนสาระสำคัญของประเด็นนั้นมักถูกลดทอนหรือถูกมองข้ามไป (อุบายอย่างหนึ่งในการถกเถียงกับคู่ต่อสู้ที่น่าจะมีคนเห็นด้วยมากกว่า คือทำให้กลายเป็นการเถียงกันของคนสองคน ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังเลือกอยู่ตรงกลางไว้ก่อน แทนที่จะเลือกเข้าข้างสาระที่ตนเห็นด้วย)

เหล่านี้เป็นหลุมพราง แถมเป็นความไร้เดียงสาที่มักเกิดขึ้นโดยเราไม่รู้ตัวอีกด้วย

แต่คำว่า “การเมือง” ในที่นี้มิได้มีความหมายแค่นั้น

ขอเริ่มต้นจากว่าเราหลีกเลี่ยงทำงานศิลปะหรือภาพยนตร์โดยไม่มีการเมืองได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้

เพราะว่าผลงานทางปัญญาซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้น (ไม่ว่าจะเป็นงานวิชาการหรือภาพยนตร์) ต้องนำเสนอประเด็น คำถาม หรือต้องผลิตความรู้ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไปเกี่ยวข้อง กระทบ เพิ่มพูน ต่อยอด ขัดแย้ง ปะทะ ขัดขวาง ก่อผลดีผลเสียกับความรู้ที่มีมาก่อน และกับผู้เกี่ยวข้องกับความรู้เหล่านั้น

ความรู้เดิมย่อมเกี่ยวพันกับธรรมเนียม การปฏิบัติ ความเคยชิน ความเชื่อ สถาบันทางสังคม และการเมือง หรือกระทั่งผลประโยชน์ที่เป็นวัตถุเงินทองของผู้เกี่ยวข้อง ฯลฯ
ยิ่งไปกว่านั้น ความเกี่ยวข้องกับผู้อื่นนั้นมักมีหลายระดับ หลายแง่หลายมุม และกับคนหลายฝ่ายพร้อมๆ กัน

สมมุติว่า ผมต้องท้าทายความรู้กระแสหลักในวงวิชาการว่าด้วยคนไทยมาจากไหน ผมต้องต่อสู้กับงานของสุจิตต์ วงษ์เทศ ศรีศักร วัลลิโภดม ฯลฯ ซึ่งเป็นความรู้หลักของวงวิชาการมาตั้งแต่สมัยผมเรียนปริญญาตรี (50 ปีก่อน)

แต่ผมจะต้องระวังไม่ให้การต่อสู้ของผมกลายเป็นการสนับสนุนความรู้ที่เก่าดักดานกว่านั้น ที่เชื่อว่าคนไทยมาจากภูเขาอัลไต ซึ่งเป็นความ (ไม่) รู้หลักในสังคม โดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นอำนาจหนุนหลัง

เราจะเลือกอยู่ตรงกลางระหว่างสองกระแสนี้หรือ? ตรงกลางในกรณีนี้หมายความว่าอะไร?

เมื่อย้อนกลับมาคิดถึงกรณี 6 ตุลาฯ มีฝ่ายกระทำกับผู้ถูกกระทำ ตรงกลางหมายถึงอะไร? แถมยังมีมิติที่ซ้อนและซ่อนอยู่ทั้งในความเป็นผู้กระทำและความเป็นผู้ถูกกระทำ และมีมิติที่นอกเหนือไปจากนั้น แต่เกี่ยวข้องอย่างสำคัญด้วย เช่น รัฐ สถาบันกษัตริย์ พรรคคอมมิวนิสต์ ฯลฯ ล้วนทำให้การอยู่ตรงกลางไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

สมมุติว่ามีภาพยนตร์ที่เน้นความขัดแย้งในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เพื่อสื่อว่าอย่าใช้ความรุนแรงต่อกันเลย มาสามัคคีกันเถอะ

สาระสำคัญประเด็นนี้ก็มีการเมืองอยู่ในตัวของมัน เพราะความสามัคคีและสมานฉันท์ “ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ” เป็นสาเหตุหนึ่งของความเงียบในช่วง 20 ปีแรกหลัง 6 ตุลาฯ จนนำไปสู่การลอยนวลพ้นผิด

ไม่ว่าประเด็นหรือคำถามอย่างไรก็หนีการเมืองไม่พ้น การสร้างสรรค์ทางปัญญาหลีกเลี่ยงการเมืองไม่ได้ ไม่ว่าเราปรารถนาหรือไม่ปรารถนา ไม่ว่าเราตั้งใจหรือไม่

การกล่าวเพียงว่าเราขอไม่เลือกข้าง ทุกฝ่ายผิดหมด กล่าวเช่นนั้นก็มีการเมืองของมันเช่นกัน แถมอาจจะเป็นการเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอีกด้วย

แน่นอนว่าผมก็มีการเมืองของผม แต่คนที่รับรู้ 6 ตุลาฯ ทั้งหลาย ต่อให้อยู่ในฝ่ายที่เห็นอกเห็นใจนักศึกษา ก็อาจจะมีการเมืองต่างจากผมได้สารพัด

ผู้สร้างสรรค์งานทางปัญญาจะต้องขบคิดเอาเองและเลือกการเมืองตามที่ตนปรารถนา

ที่สำคัญมากก็คือ การเมืองของผู้สร้างสรรค์งานเป็นปัจจัยชี้นำและกำหนดว่าบนพื้นฐานความรู้หนึ่งๆ นั้นจะตั้งคำถามอะไร เสนอประเด็นสำคัญอะไรอย่างไร และต่อยอดความรู้เดิมไปทางไหน เพื่อสนองหรือต่อต้านอะไร

การเมืองดีจะเป็นเข็มทิศช่วยชี้ทางว่าผลงานของเราจะรับใช้ประโยชน์สาธารณะอย่างไร

ปัญญาสร้างสรรค์


สําหรับงานวิชาการ ผมพอรู้ว่าปัญญาสร้างสรรค์หมายถึงการวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามอย่างท้าทายแหลมคม หรือสร้างประเด็นใหม่ๆ ที่อย่างน้อยต้องต่อยอด และอย่างมากคือสามารถสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ ออกนอกกรอบแหวกความรู้เดิม

สำหรับงานศิลปะและภาพยนตร์นั้น อย่างน้อยๆ ควรจะมีเทคนิคการเล่าเรื่องให้น่าสนใจ แต่นั่นเป็นแค่ระดับเบื้องต้น

ผมคาดหวังว่าภาพยนตร์ที่ดีน่าจะใช้จินตนาการสร้างสรรค์งานที่ทำให้ “เอ๊ะ” สงสัย และต้องคิด ผมปรารถนาจะเห็นผลงานที่สร้างขึ้นด้วยจินตนาการ สามารถชวนให้ผู้คนขบคิด ซึ่งจะช่วยต่ออายุความทรงจำ 6 ตุลาฯ ในสังคมต่อไปได้

แต่หมายถึงรูปธรรมอย่างไร ผมขอสารภาพว่า ไม่ทราบครับ (ผมพอมีคำตอบสำหรับตัวเองว่าถ้าผมสร้างหนังเป็น ผมจะทำเรื่องแบบไหน ประเด็นอะไร แต่ขออนุญาตเก็บไว้คิดต่อ ยังไม่บอกในที่นี้)

การใช้จินตนาการและปัญญาสร้างสรรค์ต้องอยู่บนพื้นฐานของความรู้ มิใช่เพียงคิด “ลูกเล่น” เพื่อทำให้ประเด็นเก่าๆ เรื่องเดิมๆ ดูน่าสนใจขึ้นแค่นั้น
และควรตระหนักถึงการเมืองของความรู้ที่เราผลิต แล้วเลือกการเมืองแบบที่เราปรารถนา

ถ้าหากมีความรู้และเลือกทางการเมืองที่ดี แต่พลังของการสร้างสรรค์ไม่มาก ก็ย่อมเป็นไปได้ มีงานวิชาการ งานศิลปะ และภาพยนตร์มากมายที่ผลิตออกมาในระดับนี้

กล่าวโดยสรุป ความรู้ดีเป็นพื้นฐานที่จำเป็น การเมืองดีช่วยชี้ทางที่มีคุณค่าต่อสาธารณะ และปัญญาสร้างสรรค์อย่างมีจินตนาการจะทำให้ผลงานดีเด่นมากหรือน้อย
ผมคาดหวังว่าจะมีผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์ดีๆ เกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ และหวังว่าจะมีหลายรายด้วย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คิดต่อจาก 6 ตุลา (7) : แพ้แต่ไม่ยอมสยบ
ศิลป์ พีระศรีกับการประกอบสร้างคุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (1)
การเมืองกลางสายน้ำเชี่ยว ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | “สถานะ” ของ “รัฐบาล”   เงาสะท้อน จากผลโพล
รมช.เกษตรฯ นั่งเรือกรมประมง-ระดมอาหาร-นมกล่อง ช่วยชาวเคหะร่มเกล้า คาดต้องเผชิญน้ำท่วมสูงอีกหลายวัน เหตุพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ
50 ปี 6 ตุลา (4) การเมืองเรื่องนิรโทษกรรม
ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (2)
ไทยใหม่ กับ สุริยา ‘ศรีบูรพา’ กับ ‘ยาขอบ’ นักเขียน ‘อาชีพ’
Default Mode Network ปล่อยให้สมองได้พักบ้าง
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (195)
อ่าน สังคม ‘สยาม’ ผ่าน ราคา ‘เบียร์’ นอก สู่สถานะ ‘นักเขียน’
พระสารสาสน์พลขันธ์ : ความคิดทางการเมือง (33)