bg-single

โมเดลความสำเร็จ ‘ซามูไรบลู’ ต้นแบบการลงมือทำแบบจริงจัง

27.06.2026

เขย่าสนาม | เงาปีศาจ

ฟุตบอลโลก 2026 กำลังโม่แข้งกันอย่างเข้มข้นในเวลานี้ เวิลด์คัพ 2026 เปรียบเสมือนกระจกบานใหญ่ที่ส่องสะท้อนระดับการพัฒนา โครงสร้าง และทัศนคติของแต่ละชาติได้อย่างชัดเจน

สำหรับแฟนบอลชาวไทย การได้ดูฟุตบอลโลก 2026 ได้เห็นหลายๆ มิติของการพัฒนาของทีมจากทวีปเอเชียสะท้อนให้ทุกคนเหลียวมาดูทีมชาติไทยที่กำลังจะมีภารกิจใหญ่ในการไล่ล่าแชมป์ฟุตบอลอาเซียนคัพ 2026 ปลายปีนี้

การเห็นทีมอย่าง ญี่ปุ่น เปลี่ยนสไตล์การเล่น ดุดันขึ้น และได้ผลการแข่งขันที่ดีในศึกฟุตบอลโลก 2026 เสมอ เนเธอร์แลนด์ 2-2 และถล่ม ตูนิเซีย 4-0 บ่งบอกว่า สรีระร่างกายนักเตะญี่ปุ่นไม่ได้แตกต่างจากนักเตะไทยนัก แต่ที่แตกต่างคือ ระบบทีม มาตรฐานทีม การเล่นเป็นทีม ความเป็นมืออาชีพของนักเตะ

หลักการง่ายมาก นักเตะญี่ปุ่นชุดนี้แทบทั้งหมดเล่นในลีกใหญ่ๆ ยุโรป ทั้งพรีเมียร์ลีก, บุนเดสลีก้า, ลาลีก้า รวมถึงลีกเอิง

วิถีแห่ง “ซามูไรบลู” ญี่ปุ่นสไตล์ กลายเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งเอเชีย เป็นโมเดลให้หลายทีมจากเอเชียนำมาพัฒนา ทุกวันนี้ญี่ปุ่นต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่ยุโรปแบบสบายๆ

ทัพซามูไรบลู มีเป้าหมายที่ชัดเจนและกล้าประกาศต่อสายตาโลกว่า “ทีมชาติญี่ปุ่นจะต้องคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้ภายในปี 2050” ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่ สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (JFA) กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2005 ภายใต้แผนพัฒนาระยะยาวของประเทศญี่ปุ่น

จากความฝันสู่แผนงานระดับชาติ โดยหากย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 ประเทศญี่ปุ่นยังเป็นชาติฟุตบอลที่กำลังเรียนรู้และพัฒนา ซึ่งพวกเขาเพิ่งก่อตั้งลีกอาชีพอย่าง J.League ในปี 1993 และยังไม่เคยผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกได้เลย

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารฟุตบอลญี่ปุ่นมองไกลกว่านั้น เชื่อว่าหากสร้างระบบที่แข็งแรงตั้งแต่รากฐาน ฟุตบอลญี่ปุ่นสามารถก้าวขึ้นไปแข่งขันกับชาติมหาอำนาจของโลกได้

จึงเกิด “JFA Pledge 2050” ที่วางเป้าหมายให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกอีกครั้ง และคว้าแชมป์โลกภายในปี 2050

สิ่งสำคัญคือเป้าหมายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงคำพูดสวยหรู แต่ถูกแปลงเป็นนโยบายที่ชัดเจน ตั้งแต่การพัฒนาระบบเยาวชน การสร้างโค้ชที่มีคุณภาพ การเพิ่มจำนวนผู้เล่น และการขยายฐานแฟนฟุตบอลออกไปทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีแรงบันดาลอันยิ่งใหญ่จากการ์ตูนมังงะชื่อดังอย่าง “กัปตันซึบาสะ”

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งหากมองย้อนกลับไป จะเห็นว่า ประเทศญี่ปุ่นเดินหน้าอย่างต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้หลังจากประเดิมฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1998 ญี่ปุ่นกลายเป็นทีมขาประจำของเวทีโลก โดยผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกต่อเนื่องหลายสมัย และสามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้หลายครั้ง แม้ว่ายังไม่เคยทะลุถึงรอบก่อนรองชนะเลิศก็ตาม

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการส่งนักเตะไปค้าแข้งในยุโรปจำนวนมาก ปัจจุบันแกนหลักของทีมชาติญี่ปุ่นล้วนเล่นอยู่ในลีกชั้นนำของยุโรป ทำให้ผู้เล่นได้รับประสบการณ์และมาตรฐานการแข่งขันระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ระบบเยาวชนของญี่ปุ่นยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในระบบที่ดีที่สุดของเอเชีย โดยมีการลงทุนในลีกเยาวชน การพัฒนาโค้ช และโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแผนสู่ปี 2050

สิ่งที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่นไม่ได้มุ่งสร้างนักฟุตบอลอาชีพเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งเสริมแนวคิด “Football for Everybody” หรือ “ฟุตบอลสำหรับทุกคน”

สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นเชื่อว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จระดับโลกจะต้องมีวัฒนธรรมฟุตบอลที่แข็งแรง ผู้คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงกีฬาได้ เมื่อฐานผู้เล่นและผู้ชมมีขนาดใหญ่ โอกาสค้นพบผู้มีพรสวรรค์ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นี่คือเหตุผลที่ญี่ปุ่นลงทุนกับฟุตบอลในทุกระดับ ตั้งแต่โรงเรียน ชุมชน ไปจนถึงฟุตบอลสมัครเล่น ไม่ใช่เพียงการสร้างทีมชาติชุดใหญ่เท่านั้น

แล้วญี่ปุ่นใกล้ความฝันแค่ไหน?

แม้เส้นทางสู่แชมป์โลกยังอีกยาวไกล แต่หลายฝ่ายมองว่าญี่ปุ่นเข้าใกล้เป้าหมายมากกว่าที่เคยเป็น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

“ทัพซามูไรบลู” สามารถเอาชนะทีมระดับโลกอย่าง เยอรมนี สเปน อังกฤษ และบราซิล ได้ในหลายโอกาส แสดงให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างญี่ปุ่นกับชาติมหาอำนาจฟุตบอลลดลงอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งในศึกฟุตบอลโลก 2 ครั้งหลังสุด ญี่ปุ่นทะลุผ่านเข้าถึงรอบน็อกเอาต์ 16 ทีมสุดท้าย แต่ยังไม่ทำลายกำแพงนี้ผ่านไปได้

ปัจจุบันญี่ปุ่นไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงตัวแทนจากเอเชียอีกต่อไป แต่เป็นทีมที่หลายชาติในยุโรป และอเมริกาใต้ต้องหวั่นเกรงเมื่อต้องเผชิญหน้า

อย่างไรก็ตาม การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกยังต้องอาศัยองค์ประกอบอีกมาก รวมทั้งจะต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในรอบน็อกเอาต์ ผนึกกับความแข็งแกร่งทางจิตใจ และนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ที่สามารถเปลี่ยนเกมในช่วงเวลาสำคัญได้

เป้าหมายแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2050 ของญี่ปุ่นอาจเคยถูกมองว่าเป็นความฝันที่เกินจริง แต่เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าทุกก้าวของฟุตบอลญี่ปุ่นถูกวางแผนอย่างเป็นระบบ และเดินหน้าอย่างเป็นแบบแผน

จากประเทศที่ไม่เคยไปฟุตบอลโลก สู่การเป็นขาประจำของเวทีระดับโลก จากลีกอาชีพที่เพิ่งเริ่มต้น สู่การผลิตนักเตะสู่ยุโรปจำนวนมาก ญี่ปุ่นได้พิสูจน์แล้วว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจากวิสัยทัศน์และการลงมือทำอย่างจริงจัง

เมื่อหันมามองทีมฟุตบอลทีมชาติไทย เรายังห่างกับญี่ปุ่นอยู่อีกหลายก้าว เราเพียงมานั่งมโนกันว่า “ช้างศึก” ของเราจะไปฟุตบอลโลก แต่ไม่ได้ลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมให้เห็น

เรายังไม่เริ่มการส่งนักเตะไปค้าแข้งในยุโรป เรายังไม่เห็นการส่งออกนักเตะไทยที่ชัดเจน ระบบลีก กับทีมชาติของเรา ก็ยังไปกันคนละทิศคนละทาง

ในรอบปีปฏิทินการแข่งขันเรายังมานั่งเถียงกันอยู่เลยว่า จะใช้นักเตะชุดไหน แข่งทัวร์นาเมนต์ไหนเพื่อไม่ให้กระทบกับสโมสรต่างๆ ที่ต้องฟาดแข้งฟุตบอลลีก แสดงให้เห็นถึงระบบการบริหารจัดการแบบไม่มืออาชีพ “ไทยแลนด์สไตล์” กันอยู่เลย

แล้วเมื่อไหร่ฟุตบอลไทยจะได้ไปอวดฝีเท้าในเวทีโลกอย่างศึกฟุตบอลโลก หากผู้เกี่ยวข้องทุกองคาพยพยังไม่ลงมือทำอย่างจริงๆ จังๆ เหมือนญี่ปุ่น

ที่เขาเริ่มมาก่อนหน้านี้ไม่น้อยกว่า 50 ปี เขาจึงมีทุกวันนี้

ถ้าเราไม่เริ่ม แล้วเมื่อไหร่จะได้เห็นผล…



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”