บันทึกจากคุก (Prison Notebooks) ของกรัมชี่ : ผลงานแห่งชีวิตที่ยิ่งใหญ่
โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง
- อ่าน กรัมชี่มองรัฐและสังคมไทย (1)
- อ่าน อันโตนิโอ กรัมชี่ (ค.ศ.1891-1937) : ชีวิต, ผลงาน กับบทเรียน (1)
- สาระสำคัญของลัทธิกรัมชี่ (Gramscianism)
- แนวคิดลัทธิกรัมชี่ ว่าด้วย ‘ประชาสังคม’
- แนวคิดลัทธิกรัมชี่ ว่าด้วยอำนาจนำ (Hegemony)
- ไปเยือนตูริน (Turin) : จุดเปลี่ยนของหนุ่มจากชนบท ‘กรัมชี่’
"คนที่อยากเสนอให้กรัมชี่เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่นักลัทธิมาร์กซ์ที่ปฏิวัติก็ต้องไปอ่านบันทึกที่เขาเขียนในคุก กรัมชี่เขียนบันทึกภายใต้การตรวจตราของเจ้าหน้าที่คุก บ่อยครั้งก็ต้องใช้คำอื่นเพื่อบิดเบือนความหมายที่แท้จริง เช่น ลัทธิมาร์กซ์ก็ถูกเรียกว่า "ปรัชญาว่าด้วยการปฏิบัติ" เลนินก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "อิลลีอิช" ส่วนพรรคปฏิวัติก็ถูกเปลี่ยนไปเป็น "เจ้าชายสมัยใหม่" แต่ก็บ่อยครั้งมากที่เขียนคำอื่นออกมา หวังให้พวกเดียวกันตีความออก ที่ไหนได้ หลายคำก็ชัดเจนมาก ผลก็เลยหลอกใครไม่ได้"
Chris Harman, Gramsci, the Prison Notebooks and Philosophy, April 9, 2007
ผลงานของกรัมชี่ ภาษาอิตาเลียนคือ Quaderni del carcere หรือ the Prison Notebooks เป็นบันทึกบนกระดาษที่กรัมชี่เขียนทุกๆ วันในคุก ระหว่างปี ค.ศ.1929-1935 ความยาวทั้งหมดเขียนด้วยลายมือ 2,848 หน้า
คำถามเล็กๆ สำหรับคนอ่านหนังสือเล่มนี้ก็คือ เราควรจะแปลว่า “บันทึกในคุก” หรือ “บันทึกจากคุก”
ผมอ่านชีวิต ความคิด การต่อสู้ และผลงานของกรัมชี่ โดยเฉพาะรวมบันทึกที่เขาเขียนในคุก ได้อ่านตอนที่ฝ่ายพนักงานฟ้องบอกฝั่งผู้พิพากษาว่า “เราต้องหยุดสมองนี้ไม่ให้ทำงานสัก 20 ปี”
และหลังจากถูกพิพากษาจำคุกในเวลาที่บอกไป ฝ่ายดูแลคุกบอกให้คนในห้องได้ยินหลังจากที่กรัมชี่ขอกระดาษและอุปกรณ์การเขียนว่า “จะคอยดูว่ามันจะเขียนได้เกิน 20 หน้าไหม?”
ไม่มีใครทราบว่าคนท้าทายว่านักโทษจะเขียนได้กี่หน้ารู้ไหม คิดว่าคงไม่รู้เพราะเสียชีวิตหรือถูกย้ายไปที่คุกอื่น แต่ที่แน่ๆ คือ ในช่วงปี 1929-1935 กรัมชี่เขียนไปทั้งหมดรวม 2,848 แผ่น จัดหมวดหมู่ได้ 32 เล่ม กรัมชี่รวบรวมเรื่องที่เขียนเป็นหมวดหมู่ ภายหลังมีผู้ช่วยคือ Tatiana Schucht ซึ่งเป็นน้องสาวของ Julia ภรรยาชาวรัสเซียของกรัมชี่ เอกสารทั้งหมดถูกลักลอบออกไปจากคุกเป็นช่วงๆ ต่อจากนั้นก็ถูกส่งต่อไปที่กรุงมอสโกเพื่อความปลอดภัย
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง (ค.ศ.1945/2488) เอกสารทั้งหมดก็ถูกส่งกลับคืน และเก็บรักษาไว้ที่สถาบันกรัมชี่ กรุงโรม
Prison Notebooks ของกรัมชี่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่ริเริ่มและสร้างสรรค์อย่างสูง ถือได้ว่าเป็นคุณูปการที่สำคัญยิ่งต่อทฤษฎีการเมืองในศตวรรษที่ 20
งานเกือบ 3 พันหน้านี้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆ มากมาย เช่น ประวัติศาสตร์อิตาลี, ลัทธิชาตินิยม, การปฏิวัติฝรั่งเศส, ลัทธิฟาสซิสต์, ลัทธิเทย์เลอร์ (Taylorism แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการในช่วงยุคต้นศตวรรษที่ 20 คิดค้นขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตภาคอุตสาหกรรมด้วยการแยกกระบวนการผลิตเป็นขั้นตอนเล็กๆ ที่เน้นลักษณะเฉพาะของแต่ละขึ้นตอนเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการผลิต) และลัทธิฟอร์ด (Fordism หมายถึงแนวคิดในยุคเดียวกับลัทธิเทย์เลอร์ที่มุ่งส่งเสริมการผลิตและการบริโภค ด้วยการทำสายสะพานส่งต่อผลิตภัณฑ์ไปเป็นทอดๆ เพื่อให้แต่ละหน่วยผลิตมุ่งทำส่วนหนึ่งส่วนใดให้ดี เป็นการประกันคุณภาพ ให้คนงานได้เก่งเฉพาะทาง)
กรัมชี่นำเสนอทฤษฎีมาร์กซ์ทั้งหัวข้อเก่าและใหม่ เช่น รัฐแบบองค์รวม, จิตกับวัตถุ, โครงสร้างส่วนบนกับส่วนล่าง, วัตถุนิยม, ทฤษฎีกับการปฏิบัติ, ลัทธิเศรษฐกิจกำหนดนิยม, ลัทธิประวัติศาสตร์กำหนด, กลุ่มพลังทางสังคม, สภาโรงงาน, ปัญญาชนแบบธรรมชาติ, แนวคิดการครองอำนาจนำ, ปฏิรูปการศึกษา, แนวคิดกรัมชี่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, ตำนานพื้นบ้าน, ศาสนา, วัฒนธรรม ฯลฯ
เอกสารที่ทยอยลักลอบนำออกมาจากคุกในช่วงทศวรรษ 1930 ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอิตาเลียนในปี 1947 และได้รับรางวัล Viareggio ไม่กี่เดือนต่อจากนั้น และได้รับอีกหลายรางวัลในเวลาต่อมา
Prison Notebooks ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Louis Marks ในปี 1957 ซึ่งเป็นเพียงบางส่วน ต่อจากนั้นก็มีงานแปลเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะงานแปลของ Quintin Hoare และ Geoffrey Nowell-Smith ตีพิมพ์ในปี 1971
พร้อมกันนั้นก็มีงานสำคัญ กรัมชี่-ชีวิตของนักปฏิวัติ ฉบับภาษาอังกฤษ ในปี 1970 (2513) เขียนโดย Giuseppe Fiori แปลโดย Tom Nairn
กล่าวโดยสรุป โลกตะวันตกเริ่มรู้จักกรัมชี่อย่างเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่ปี 1970-1971 เป็นต้นมา
น่าสนใจไม่น้อยที่สังคมไทยรู้จักกรัมชี่เป็นครั้งแรกในปี 1981 (2524) หรือ 10 ปีต่อจากนั้น ด้วยฝีมือของสุรพงษ์ ชัยนาม ที่ได้เสนอบทความ “กรัมชี่ กับทฤษฎีการครองความเป็น
ใหญ่” ลงในวารสารปาจารยสาร ในปีนั้น
และงานที่สำคัญก็ตามมาในปี 2526 คืองานแปลเป็นภาษาไทย : กรัมชี่-ชีวิตของนักปฏิวัติ ของ Fiori (ฟิโอริ) แปลโดย นฤมล-ประทีป นครชัย เสนอข้อมูลดีๆ มากมาย เพราะผู้เขียนลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อยเลย
ย้อนพินิจหนังสือ “บันทึกจากคุก”
กรัมชี่ใช้รวม 6 ปีติดต่อกันเขียนบันทึกเกือบ 3 พันหน้า (ค.ศ.1929-1935) ก่อนที่สุขภาพของเขาที่ย่ำแย่เป็นระยะๆ จะเสื่อมทรุดลงเป็นลำดับในช่วง 2 ปีต่อจากนั้น และต้องจบชีวิตลง
ช่วงเวลาดังกล่าว (1929-1935) กรัมชี่อายุได้ 38-44 ปี สำหรับคนที่มีมันสมองเป็นเลิศ ได้อ่านหนังสือและทำกิจกรรมมากมาย แม้เขาจะมิได้จบปริญญาใดๆ ในชีวิต แต่กรัมชี่ก็คือความภูมิใจสูงสุดของพ่อและแม่ของเขาที่ลูกคนนี้จากทั้งหมด 7 คน เป็นลูกคนเดียวของครอบครัว (หลังจากที่พ่อออกจากคุกได้ไม่นาน) และเป็นนักเรียนเพียงไม่กี่คนจากเกาะที่ล้าหลังอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่ที่สอบได้ทุนไปเรียนต่อในสถาบันระดับชั้นนำบนแผ่นดินใหญ่ของประเทศ เพราะครอบครัวอัตคัดเงินทอง เป็นครอบครัวใหญ่ที่เด็กๆ กำลังเติบโต ส่วนพ่อต้องติดคุกขาดรายได้ที่เคยดูแลครอบครัวตลอดมา เมื่อพ่อออกจากคุก งานเดิมด้านกฎหมายก็ไม่ได้ทำต่อ ภายหลังได้งานทำก็มีรายได้ที่ลดลงมาก เรียกว่าสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวก็ต้องดิ้นรนต่อไป
ครั้นกรัมชี่ได้ทุนเรียนต่อก็กลับเป็นทุนเรียนดีสำหรับเด็กยากจนที่มีเงินไม่มากนัก ผลก็คือ กรัมชี่ก็ต้องอดออมสุดๆ เพื่อเจียดเงินไปซื้อหนังสือประกอบการเรียน ส่งผลให้บ่อยครั้งต้องกินอาหารที่ไม่ครบหมู่ ก็ยิ่งส่งผลให้เขาที่มีสุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว มีสภาพร่างกายที่อ่อนแอลงไปอีก และเกิดอาการไม่สบายหลายครั้ง
กล่าวได้ว่า ชีวิตของนีโน่ กรัมชี่ กับบันทึกในคุกเกือบ 3 พันหน้าพัวพันกันอย่างแยกไม่ออก แต่ผมคิดว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยฉายภาพความยิ่งใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ก็คือชีวิตของกรัมชี่ และหนังสือที่ดีให้ข้อมูลสำคัญๆ ก็คือ งานของจิวเซปเป้ ฟิโอริ (Giuseppe Fiori) ชื่อ อันโตนิโอ กรัมชี่ : ชีวิตของนักปฏิวัติ ตีพิมพ์เป็นภาษาอิตาเลียนในปี 1965 และแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 1970
จากประวัติชีวิตกรัมชี่ในเล่มนั้น เรื่องแรก เขาเป็นเด็กที่ฉลาด เรียนหนังสือเก่งมาก มีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม ที่สำคัญที่สุดคือเขาใส่ใจอ่านตัวหนังสือและสิ่งพิมพ์ทุกอย่างที่ขวางหน้า ซึ่งส่งเสริมให้เขาเป็นเด็กที่ฉลาดยิ่งขึ้น มีความรู้ในเรื่องต่างๆ มากมายตั้งแต่เล็ก แต่อีกด้านหนึ่ง สุขภาพที่ทรวงอกของเขาที่โตผิดปกติ ทำให้เขาไม่สบายตั้งแต่เล็กก็ทำให้เขามีร่างกายเล็ก ไม่สมบูรณ์ และป่วยบ่อยครั้ง
เรื่องที่ 2 การมุ่งมั่นต่องานปฏิวัติของเขาและคำตัดสินที่รุนแรงน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่จูเลีย ภรรยาชาวรัสเซียของเขาและลูกชายตัวน้อยทั้ง 2 เดินทางไปรอคอยการออกจากคุกของพ่อที่กรุงมอสโก
แต่จากประวัติ เราพบว่า จูเลียมิได้เขียนจดหมายตอบกลับหรือเขียนถึงสามีเป็นเวลานานหลายๆ ครั้ง จนทำให้กรัมชี่เกิดอาการโศกเศร้าและไม่สบายใจ และบอกทาเทียน่า น้องสาวของจูเลีย ที่ยังอยู่ที่อิตาลี และไปเยี่ยมพี่เขยอย่างสม่ำเสมอว่า ถ้าเขาเขียนจดหมายถึงเธอ 2 ฉบับ และเธอไม่ตอบกลับ หรือเขียนจดหมายมาสวนทางกัน เขาก็จะไม่เขียนอีก
เหตุการณ์เป็นเช่นนี้หลายปี ก็ยิ่งทำให้สุขภาพของกรัมชี่ย่ำแย่ลง ถึงขั้นที่ว่าเมื่อเวลาผ่านไป กรัมชี่จึงนึกขึ้นได้ว่าสำหรับสตรีที่มีอายุ 30 กว่าปีต้องอยู่กับลูกชายเล็กๆ เพียง 2 คน รอคอยการติดคุกอันยาวนานเช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น
จากนั้นกรัมชี่ก็เริ่มเสนอไปถึงภรรยาและน้องสาวของภรรยาหลายครั้งว่า ได้เวลาที่ต้องคิดว่าไม่ควรสร้างภาระให้แก่ฝ่ายหญิงอีกต่อไป ได้เวลาที่จูเลียควรจะสร้างครอบครัวใหม่ มิใช่อยู่อย่างรอคอยและประสบปัญหาต่างๆ เป็นเวลานาน
น่าสังเกตว่าในช่วงท้ายๆ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีกเลยในช่วงหลายปีก่อนที่กรัมชี่จะจากโลกนี้ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะขัดสนข้อมูลต่อจากนั้น หรือความโศกเศร้าของชีวิตคู่นี้หนักหนาลงเป็นลำดับ เกินกว่าที่ผู้เขียนจะนำมาเล่าต่อได้
เรื่องที่ 3 หนังสือประวัติชีวิตเล่มนี้ไม่พูดถึงการติดต่อสื่อสารกันระหว่างรัฐบาลอิตาลีกับรัฐบาลสหภาพโซเวียตเลย ที่ฝ่ายรัฐบาลรวมทั้งภรรยาชาวรัสเซียสามารถริเริ่มการติดต่อและเจรจาเรื่องการเมือง เช่น การขอตัวนักโทษออกนอกประเทศ และยุติบทบาททางการเมืองในอิตาลี ฯลฯ ทั้งๆ ที่บอร์ดีก้า เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์คนแรกของอิตาลี ก็ได้รับการปล่อยตัวออกแล้วในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
เรื่องราวเหล่านี้ กรัมชี่ไม่สนใจเลย หรือว่ามีปัจจัยอื่นใดที่ไม่ปรากฏให้เป็นที่รับรู้กัน
ชื่อของหนังสือ
สุดท้าย เมื่อเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์คนที่ 2 ของพรรคถูกจับกุมเป็นเวลานาน และใช้เวลาเขียนนานถึง 6 ปี (1929-1935) เป็นหนังสือที่มีความยาวถึง 30 กว่าเล่ม และมีจำนวนเกือบ 3 พันหน้า มีหัวข้อและเนื้อหาสำคัญมากมาย กลายเป็นงานทฤษฎีทางการเมืองที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่งในศตวรรษที่ 20
สำหรับผมแล้ว แน่นอนนี่คือ บันทึกในคุกที่ควรจะได้รับการยกย่องให้เป็นงานบันทึกในคุกที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่ามากที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์ แน่นอน นี่คือผลงานแห่งชีวิตที่ล้ำค่ายิ่งแล้วที่อันโตนิโอ กรัมชี่ ได้ฝากไว้ให้แก่สังคมอิตาลีและประชาคมโลก
ด้วยสุขภาพที่นับวันแย่ลงที่เจ้าตัวก็ตระหนักดี และตัดสินใจที่จะยุติการเรียนในชั้นปีที่ 4 เพื่อสำเร็จการศึกษาและรับปริญญาอย่างที่นักศึกษาและครอบครัวใฝ่ฝัน และด้วยการมองว่าในสภาพที่พรรคสังคมนิยมไม่สามารถนำงานปฏิวัติของกรรมกรให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างที่พลังปฏิวัติอิตาลีคาดหวัง บวกกับการปฏิวัติรัสเซียก็ประสบชัยชนะไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.1917 จำเป็นอย่างยิ่งที่อิตาลีจะต้องมีพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่งขึ้นมาเพื่อทำงานปฏิวัติที่จริงจังกว่าที่ผ่านมา และผลักดันงานปฏิวัติของอิตาลีให้ก้าวรุดไปข้างหน้า
กรัมชี่เข้าร่วมงานของพรรคสังคมนิยมตั้งแต่ปี 1911 รับรู้งานต่างๆ ของพรรคโดยเฉพาะงานด้านการศึกษาของพรรค มีบทบาทสำคัญใน “สภาโรงงาน” และการลุกขึ้นสู้ของกรรมกรในอิตาลีตอนเหนือในช่วงปี 1919-1921 และได้ออกไปร่วมก่อตั้งพรรคใหม่ในปี 1921 เพื่อเสริมงานของพรรคสังคมนิยมอิตาลีที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1892
เมื่อกรัมชี่ทุ่มเทอย่างหนักตลอดมา จนกระทั่งได้ก้าวขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคอมฯ ในปี 1924 และถูกตัดสินจำคุกถึง 20 ปี เกือบ 3 พันหน้าที่กรัมชี่เขียนหัวข้อต่างๆ ซึ่งเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่นักปฏิวัติคนหนึ่งได้ทุ่มเททำงานตลอด 6 ปีในคุก เขาได้ทำงานอย่างถึงที่สุด ที่ได้เขียน Theory of Praxis หรือ “ทฤษฎีประสานการปฏิบัติ” ตามหลักการที่มาร์กซ์ได้วางไว้
บันทึกในคุกของกรัมชี่จึงมิใช่งานบันทึกในคุกธรรมดา แต่เป็นงานบันทึกจากคุกที่กรัมชี่เขียนขึ้นมาด้วยประสบการณ์ของชีวิตและการทำงาน การพัฒนาความรู้และความคิดทั้งหมดของเขา เพื่อมอบไว้แด่ประชาชนผู้ทุกข์ยากทั้งหมดทั่วโลก
แน่นอน งานที่เขียนทั้งหมดคือกรอบแนวความคิดต่างๆ ที่เขาเสนอขึ้นมาและได้พัฒนาหลายส่วนจากลัทธิมาร์กซ์ที่มีอยู่แล้วไปตามความเป็นจริงที่เขาได้ประสบ
และหวังว่านักสู้รุ่นต่อๆ ไปจะพัฒนาการทำงานและองค์ความรู้ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกต่อจากนั้น
