bg-single

2519 เขาถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ (ไม่ใช่ประเทศไทย)

27.06.2026

โดย ธงชัย วินิจจะกูล

5 โมงเย็นตรงเป๊ะ รถของเขาเข้ามาเทียบชิดตรงที่ผมยืนรออยู่ ช่างเป็นสังคมที่ผู้คนทำทุกอย่างเป๊ะๆ จริงๆ

ที่จริงผมมีธุระต้องให้คำปรึกษาแก่นักวิชาการรุ่นใหม่ 3 คนจนถึง 6 โมงครึ่งเกี่ยวกับร่างบทความที่เขาเขียนเพื่อเสนอในรายการสัมมนาในสัปดาห์หน้า แต่สหายที่ผมรอคอยเขาบอกว่าจะมารับ 5 โมงเย็น

ผมรู้สึกผิดตลอดทางที่เดินลงจากออฟฟิศมายังจุดนัดพบ เพราะผมกำลังขโมยเวลาที่ผมควรให้แก่ทั้ง 3 คนเอาไปให้อีกนัดหมายหนึ่ง

แต่ผมรู้สึกว่าอยากคุยกับสหายผู้นี้เหลือเกิน ทั้งๆ ที่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าเขาอยากคุยหรือไม่

เขาอายุมากกว่าผม 7-8 ปี ดูชราลงมากนับจากที่ผมพบเขาครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อนในงานรำลึก 40 ปี 6 ตุลา

ครั้งนั้นเขายืนดูเงียบๆ ตรงหน้าหอประชุมใหญ่ เฝ้าดูการทำบุญและพิธีกรรมต่างๆ ในตอนเช้า เขาพูดคุยกับผมเพียงสั้นๆ แล้วก็ปลีกตัวออกไปโดยอ้างว่าผมคงมีธุระยุ่ง เขาไม่รบกวนดีกว่า แต่ผมยังเห็นเขาแวะเวียนอยู่แถวนั้นครึ่งค่อนวัน

นับจากนั้น เขามางานรำลึก 6 ตุลาแทบทุกปี ผมเองเสียอีกที่ไม่ได้มาทุกปี ผมจึงพบเขาทุกครั้งที่ผมมาร่วมงานที่กรุงเทพฯ แต่เราแทบไม่ได้สนทนากันจริงจังอยู่ดี เพิ่งได้คุยกันยาวหน่อยหลังงาน 6 ตุลาเมื่อสองปีก่อน

ครั้งนั้น ตลอดชั่วโมงกว่าระหว่างกาแฟและอาหารว่าง เขาซักถามผมแทบไม่หยุดถึงขบวนนักศึกษาไทยยุคเดือนตุลาคม ผมไม่ได้เป็นฝ่ายถามถึงเรื่องราวของเขาสักเท่าไร
ผมจึงยังไม่ได้คำตอบว่าทำไมเขาถึงสนใจขบวนนักศึกษายุคเดือนตุลาคมของไทยนัก ถึงขนาดเดินทางมาร่วมงานรำลึกแทบทุกปี ทั้งๆ ที่เขาไม่รู้ภาษาไทยและฟังรายการก็ไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ

วานนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้สนทนากันหลายชั่วโมง เราสลับกันถามตอบไปมา สลับกับความเงียบ ประสาคนมีอายุ เริ่มจากกาแฟคนละถ้วย แล้วย้ายไปคุยกันต่อที่ภัตตาคารอาหารแต้จิ๋วซึ่งเขาเป็นลูกค้าประจำ?

ยิ่งสนทนากันไป ความรู้สึกผิดที่ขโมยเวลาของนักวิชาการรุ่นใหม่มาก็ลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ ผมคงโกรธตัวเองมากกว่าถ้าหากไม่ได้ให้เวลากับเขามากขนาดนี้

แถมหลายชั่วโมงภายหลังแยกจากเขา จนผ่านไปครึ่งค่อนคืน สมองผมก็ยังไม่สามารถหยุดคิดถึงเรื่องราวของเขาได้เลย

ครอบครัวของเขาอพยพมาจากจีนตั้งแต่เขายังเป็นเด็กน้อย มาเติบโตในประเทศใหม่ตั้งแต่ยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งอยู่ ในระดับมัธยมเขาได้เข้าเรียนในโรงเรียนจีนชั้นนำของประเทศนี้ ซึ่งในช่วงที่เขาเรียนนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนที่สนับสนุนให้นักเรียนทำกิจกรรมทางสังคมและการเมืองด้วย จนกระทั่งถูกหมายหัวจากรัฐบาล ถูกขู่จะปิดก็หลายครั้ง
เขาเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศนี้ เรียนจบปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ ขณะที่เขาประสบภัยการเมืองนั้น เขาเพิ่งจบมาได้ไม่กี่ปีและเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

ภัยการเมืองเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ กลางดึกของคืนหนึ่งในเดือนเมษายน พ.ศ.2519 ไม่กี่เดือนก่อนหน้า 6 ตุลาที่ประเทศไทย

เขาถูกจับเพราะทางการหาว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์

รัฐบาลของประเทศนั้นจัดว่าฉลาดและเก่งทีเดียว สามารถทำให้การกวาดล้างคอมมิวนิสต์ร้อยกว่าคนในคืนนั้นไม่เป็นข่าวดังข้ามหลายวันแต่อย่างใด
เป็นเพียงข่าวคนไม่กี่คนถูกจับโดยไม่มีรายละเอียด ซึ่งไม่ประหลาดหรือน่าสนใจนักสำหรับยุคสงครามเย็น

จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นประวัติศาสตร์ที่ประเทศนี้ไม่รับรู้ ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น แม้ว่าหลายสิบปีต่อมาจะมีข้อเขียนและบันทึกความทรงจำออกมาบ้างแล้วก็ตาม

เขาและเพื่อนถูกแยกคุมขังเดี่ยวในที่ต่างๆ กัน ซึ่งเขาไม่รู้แม้กระทั่งทุกวันนี้ว่าเขาถูกนำตัวไปที่ไหน มีการทำร้ายร่างกายเพียงเล็กน้อย

แต่ถูกจองจำในห้องขังเดี่ยวที่เย็นยะเยือกสุดสุด น่าจะเพียงไม่กี่องศา ในขณะที่ยอมให้เขามีเพียงเสื้อผ้าบางๆ เท่านั้น

ที่สำคัญก็คือตำรวจของประเทศนั้นฉลาด มีความสามารถทั้งทางปัญญาและเทคนิควิธีการสอบสวนด้วยการบังคับให้อดนอน และการทรมานทางจิตใจ

เขาถูกขู่เข็ญ ทำให้กลัว ถูกล่อหลอกสารพัดเพื่อให้สารภาพว่าเขาเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และให้เขาเผยถึงเครือข่ายของคอมมิวนิสต์ที่เขาสังกัดอยู่

เขาบอกผมว่าความจริงก็คือเขาเป็นผู้นิยมมาร์กซิสม์และสังคมนิยม แต่เขาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์เลย แต่ในหมู่เพื่อนของเขาซึ่งถูกจับไปในวันเดียวกันนั้น บางคนอยู่ในเครือข่ายของพรรคฯ เขาจึงไม่ประหลาดใจที่เขาถูกรวบไปด้วย และถูกตำรวจทึกทักว่าเขาต้องเป็นส่วนหนึ่งของพรรคฯ เช่นกัน

การสอบสวนข่มขู่ทางจิตใจดำเนินไปอย่างยาวนาน ทุกวัน วันละหลายชั่วโมง ไม่รู้กลางวันหรือกลางคืน สลับกับการปล่อยเข้าไปอยู่ในคุกขังเดี่ยวที่หนาวราวอยู่ในตู้เย็น

ความหนาว อดนอน กลัว และข่มขู่คุกคามเช่นนั้น ดำเนินไปนานเท่าไรเขาไม่รู้

รู้แต่ว่าหลายเดือนต่อมา จู่ๆ เขาก็ถูกปล่อยตัว อาจจะเพราะว่าเขาไม่มีข้อมูลที่ทางการต้องการ

แต่มันเป็นอิสรภาพเพียงเศษเสี้ยวของชีวิต เพราะเขาถูกทางการจับจ้องติดตามตลอดหลายปีต่อมา ต้องอยู่กับความกลัวตลอดเวลา

ชีวิตที่ไม่ปกติเช่นนั้นกลายเป็นปกติของชีวิตเขา

ในระหว่างนั้น เขาพยายามกลับไปเป็นครูที่โรงเรียนเดิม ที่อื่น หรือทำงานอื่นตามระดับความรู้ความสามารถของเขา แต่เขาถูกปฏิเสธจากทุกแห่ง

คนของทางการเข้าแทรกแซง ไม่ให้เขาได้รับงานประกอบอาชีพตามคุณสมบัติความสามารถที่เขามี ไม่ว่าของรัฐหรือเอกชน และไม่ยอมให้เขาได้งานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างเด็ดขาด

สุดท้ายเขาได้งานที่พอเลี้ยงตัวได้ ไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถของปัญญาชนอย่างเขาแม้แต่น้อย

เขาใช้ชีวิตอย่างสงบและปลอดการเมืองอยู่หลายปี จนกระทั่งยุคสงครามเย็นผ่านพ้นไป ทางการไม่ถือว่าคอมมิวนิสต์เป็นศัตรูที่น่ากลัวอีกต่อไป จึงเลิกสนใจเขาไปด้วย เขาจึงมีโอกาสได้ทำงานที่ดีขึ้นหน่อย แต่ไม่มีโอกาสกลับไปเป็นครูวิทยาศาสตร์อีกเลย

เพื่อนเขาที่ถูกจับในครั้งนั้น จำนวนมากถูกขับออกจากประเทศที่ถือเป็นบ้านของตน จนทุกวันนี้แม้จะผ่านไปครึ่งศตวรรษแล้ว แต่เพื่อนของเขาก็ยังไม่สามารถกลับมาบ้านได้
พวกเขาพบกันนานๆ ครั้ง ณ บ้านเมืองอื่นที่ปลอดภัยกว่าบ้านของตนเอง

คนที่อยู่นอกประเทศเขียนบันทึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและประวัติการต่อสู้ของเยาวชนอย่างพวกเขาเมื่อ 50 ปีก่อน แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นหลังไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไร

ส่วนคนที่ยังอยู่ในประเทศต่อมาอย่างสหายเพื่อนของผมนั้น คงต้องยอมปิดปากตลอดไป

เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบเงียบ เพราะคำเตือนสำคัญในวันปล่อยตัวก็คือต้องหยุดปฏิบัติการหรือทำอะไรทางการเมืองโดยสิ้นเชิง เขาต้องยอมทำตามโดยดี

ชีวิตของเขาถูกพรากจิตวิญญาณไปแล้วครึ่งค่อน ยาวนานเกินกว่าครึ่งชีวิต

เขาบอกผมว่าในประเทศที่ได้ชื่อว่าดีเยี่ยมในหลายด้านอย่างบ้านเมืองของเขานั้น ไม่มีทางที่เขาและเพื่อนของเขาจะมีโอกาสเป็นนักการเมืองหรือมีอำนาจอย่างคนเดือนตุลาคมบางคน หลายคนไม่มีโอกาสได้ทำงานอาชีพที่ตนรักอย่างเป็นปกติด้วยซ้ำไป ไม่มีพื้นที่ในสังคมที่จะจดจำหรือเพียงรู้จักคนอย่างพวกเขา

ความเงียบงันอย่างน่ากลัวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศของเขาประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ หรือเราจะกล่าวกลับกันก็คงได้กระมังว่า แสงสีของความเจริญสามารถกวาดเก็บเรื่องเล่าของพวกเขาจนสะอาดหมดจด

ในระหว่างที่เขาเล่าเรื่องเหล่านี้ ผมรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เขาเผชิญในช่วงไม่กี่เดือนที่ถูกทรมาน และความเงียบงันยาวนานเกินครึ่งชีวิตของเขา ท่ามกลางความอึกทึกของสังคมรอบตัว

ผมรับรู้ได้ถึงชีวิตที่สูญเสียตัวตนไปแล้วครึ่งหนึ่ง และเข้าใจดีถึงความรู้สึกรักบ้านเมืองที่เรานับว่าเป็นบ้าน แต่กลับถูกบ้านของเราเองทำร้ายกัดกินวิญญาณของตัวเรา

ผมย้อนนึกไปถึงหลายครั้งก่อนที่เราได้พบกันสั้นๆ และการสนทนากันยาวหน่อยเมื่อสองปีก่อน ความสนใจถึงคนเดือนตุลาคมของไทยนั้น ดูเหมือนจะชวนให้เขาย้อนคิดไปถึงประสบการณ์ของเขาและเพื่อนในบ้านของเขาเอง

เป็นเรื่องเล่าคู่ขนานที่ดำเนินไปอย่างเงียบๆ ในใจของเขาตลอดการสนทนาเกี่ยวกับคนเดือนตุลาคม

ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้เขาสนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและอยากมาร่วมงานรำลึกทุกปี ในขณะที่ไม่สามารถมีการรำลึกถึงความโหดร้ายที่เกิดกับเขาและเพื่อนๆ เมื่อเดือนเมษายนของปีเดียวกันได้เลย

น้ำเสียงเบาๆ เรียบๆ ที่ผมเคยนึกว่าเพราะเขาอายุมากนั้น เอาเข้าจริง อาจจะเป็นน้ำเสียงของคนที่มีหลายสิ่งหลายอย่างในความทรงจำที่อยากพรั่งพรูออกมา แต่มันคงอัดอั้นเต็มอกจนพูดไม่ออก

บ่อยครั้งดูเหมือนเขาพยายามเลี่ยงที่จะพูดถึงอดีตของเขาด้วยซ้ำ? ไม่ต่างจากคนเดือนตุลาคมบางคนที่ยังเก็บงำความทรงจำและความรู้สึกอีกสารพัดไว้เงียบๆ ไม่ค่อยอยากเปิดเผยกับคนอื่น

คนแบบนี้คงคล้ายกันกับ “วินสตัน” ในนิยาย 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ ที่ถูกพรากวิญญาณไปครึ่งหนึ่งเช่นกัน แต่ “วินสตัน” คนที่ผมพบมีเลือดเนื้อ มีลมหายใจ ถึงแม้จะมีชีวิตแค่ครึ่งเดียวก็เถอะ

ผมเชื่อว่าคนเดือนตุลาคมจำนวนมากก็มีความเป็นวินสตันแบบนี้อยู่ในตัวเช่นกัน มากหรือน้อยก็ตาม

ทุกวันนี้ สหายของผมผู้นี้ใช้ชีวิตวัยชราอยู่กับหนังสือและกู่เจิ้ง โดยเฉพาะหลังจากภรรยาของเขาจากไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ปีที่แล้วนี้เองเขาเพิ่งตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเมืองไทยที่เขาแปลเอง

ก่อนจับมือลากัน เขายืนยันกับผมอีกครั้งว่าเขาจะมาร่วมงาน 50 ปี 6 ตุลาแน่นอน

ผมคิดว่าพอเข้าใจแล้วว่าทำไมการรำลึก 6 ตุลาในประเทศไทยจึงมีความหมายสำหรับเขา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คิดต่อจาก 6 ตุลา (7) : แพ้แต่ไม่ยอมสยบ
ศิลป์ พีระศรีกับการประกอบสร้างคุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (1)
การเมืองกลางสายน้ำเชี่ยว ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | “สถานะ” ของ “รัฐบาล”   เงาสะท้อน จากผลโพล
รมช.เกษตรฯ นั่งเรือกรมประมง-ระดมอาหาร-นมกล่อง ช่วยชาวเคหะร่มเกล้า คาดต้องเผชิญน้ำท่วมสูงอีกหลายวัน เหตุพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ
50 ปี 6 ตุลา (4) การเมืองเรื่องนิรโทษกรรม
ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (2)
ไทยใหม่ กับ สุริยา ‘ศรีบูรพา’ กับ ‘ยาขอบ’ นักเขียน ‘อาชีพ’
Default Mode Network ปล่อยให้สมองได้พักบ้าง
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (195)
อ่าน สังคม ‘สยาม’ ผ่าน ราคา ‘เบียร์’ นอก สู่สถานะ ‘นักเขียน’
พระสารสาสน์พลขันธ์ : ความคิดทางการเมือง (33)