ฟุตบอล 4 ควอเตอร์ ‘คูลลิ่งเบรก’ ที่ไม่ตอบโจทย์คนลูกหนัง
Technical Time-Out | SearchSri
ก่อนหน้าการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 จะเปิดฉาก สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ประกาศว่าจะนำกฎใหม่ๆ มาใช้ในการแข่งขันครั้งนี้หลายอย่าง ในจำนวนนั้นคือการนำ “คูลลิ่งเบรก” หรือ “ไฮเดรชั่นเบรก” การหยุดการแข่งขันกลางครึ่งแรกและครึ่งหลัง โดยกรรมการจะเป่าหยุดเกมในนาทีที่ 22 และ 67 ของทุกนัด เพื่อให้นักเตะทั้ง 2 ทีมได้พักดื่มน้ำเป็นเวลา 3 นาที
เหตุผลของการหยุดเกมดังกล่าวสืบเนื่องจากอากาศร้อนจัดในหลายพื้นที่โดยเฉพาะสนามที่อยู่ในเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกาตอนล่าง บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ต่างแสดงความเป็นกังวลก่อนแข่งว่าการปล่อยให้เล่นในสภาพอากาศร้อนจัดขนาดนี้อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักฟุตบอลได้
ย้อนไปในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ประเด็นเรื่องอากาศร้อนจัดในแถบทะเลทรายกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลัก ถึงขั้นต้องเลื่อนเวลาแข่งขันจากช่วงฤดูร้อนไปเป็นช่วงฤดูหนาวปลายปีแทน
ครั้งนั้นฟีฟ่าได้นำไอเดียเรื่องคูลลิ่งเบรกมาใช้ แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องหยุดเตะทุกนัดทุกรอบ แต่ให้ใช้เกณฑ์พิจารณาจากค่า WBGT (Wet Bulb Globe Temperature) หรือดัชนีชี้วัดความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ที่มีผลต่อร่างกายมนุษย์ เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด (Heatstroke)

ก่อนบอลโลกหนนี้ ก็มีการถกประเด็นเรื่องการประเมินค่า WBGT ในแต่ละนัด แต่สุดท้ายฟีฟ่าตัดสินใจกำหนดเป็นกฎให้หยุดเกมเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย
แม้ในทางทฤษฎี นี่เป็นกฎที่มีขึ้นเพื่อความปลอดภัยในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักกีฬาเป็นสำคัญ แต่เมื่อถึงคราวปฏิบัติจริง เสียงตอบรับกลับเป็นเชิงลบมากกว่าบวกมาก ทั้งจากนักฟุตบอล โค้ช และแฟนๆ
เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือทีมชาติสหรัฐ บอกว่าช่วงเบรกทำให้จังหวะเกมสะดุด ยกตัวอย่างเกมถล่มปารากวัย 4-1 ส่วนตัวมองว่าการเบรกเกมไม่มีความจำเป็น เพราะสภาพอากาศไม่ได้เลวร้ายขนาดทนไม่ไหว
ส่วน โธมัส ทูเคิล เฮดโค้ชทีมชาติอังกฤษสำทับว่า การหยุดเกมแบบนี้ทำให้อัตลักษณ์ของกีฬาลูกหนังเสียไป ตัวเขาเองก็เคยเจอกับสถานการณ์ที่ต้องใช้คูลลิ่งเบรก แต่ก็ไม่ได้นานขนาดนี้ รวมถึงไม่ได้ใช้บ่อยขนาดนี้ด้วย
ด้าน เวอร์จิล ฟาน ไดค์ กองหลังกัปตันทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ยอมรับว่า การเบรกเกมเป็นเรื่องน่าหงุดหงิด และแฟนบอลที่ชมการถ่ายทอดสดอยู่ทางบ้านก็คงไม่ค่อยแฮปปี้นักที่เกมมาหยุดไปดื้อๆ
เกมบางนัด แฟนบอลในสนามถึงกับพร้อมใจกันโห่ในช่วงพักเบรกดื่มน้ำเลยทีเดียว
สื่อและแฟนบอลจำนวนมากกึ่งแซวกึ่งวิจารณ์ว่า การเพิ่มช่วงคูลลิ่งเบรกเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ขึ้นมา ทำให้ฟุตบอลจากกีฬาที่มีแค่ 2 ครึ่งเวลา กลับกลายเป็นกีฬาที่มี 4 ควอเตอร์กลายๆ

การแบ่งการแข่งขันกีฬาออกเป็น 4 ควอเตอร์ คือคุณลักษณะของวงการกีฬาอาชีพสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบาสเกตบอลเอ็นบีเอและอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอลซึ่งช่วงรอยต่อระหว่างควอเตอร์แรกกับควอเตอร์สอง และควอเตอร์สามกับควอเตอร์สี่ก็ประมาณ 2-3 นาทีเช่นกัน
บางคนวิจารณ์แรงว่า นี่เหมือนเป็นการเอาอัตลักษณ์ของอเมริกันเกมมาสวมทับกีฬาฟุตบอล หรือ “ซอคเกอร์” ชื่อที่ภูมิภาคอเมริกาเหนือคุ้นชิน
ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ เฮดโค้ชทีมชาติฝรั่งเศส วิจารณ์ว่า การแบ่งครึ่งเวลาออกเป็นอีกครึ่งหนึ่งอีก ทำให้โมเมนตัมสะดุด มันเกือบจะกลายเป็นฟุตบอล 4 ควอเตอร์ไปแล้ว ทั้งที่ปกติเราเล่นกัน 2 ครึ่งเวลา
ทุกวันนี้กฎต่างๆ ในวงการฟุตบอลอาชีพที่ปรับเปลี่ยนกันเป็นระยะๆ ถ้าไม่นับระบบ VAR แล้ว การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การพยายามให้เกมในสนามลื่นไหลต่อเนื่องไม่หยุดชะงักให้ได้มากที่สุด
การนำระบบไฮเดรชั่นเบรกหรือคูลลิ่งเบรกมาใช้ จึงเป็นการคิดสวนทางกับหลักการดังกล่าว

สื่อบางสำนักวิจารณ์ตรงๆ ว่า สิ่งที่เหนือกว่าการลบเลือนอัตลักษณ์ของกีฬาฟุตบอล อาจจะไม่พ้นเรื่อง “ผลประโยชน์” เพราะการพักเบรกถึงครึ่งเวลาละ 3 นาที หมายถึงช่วงเวลากอบโกยในการหารายได้จากการโฆษณา
คำนวณง่ายๆ ว่า บอลโลกหนนี้เพิ่มทีมเตะเป็น 48 ทีม เพิ่มจำนวนแมตช์เป็น 104 แมตช์ ทุกนัดจะมีช่วงเบรกรวมกัน 6 นาที หมายความว่ารวมแล้วจะมีเวลาเพิ่มขึ้นมาระหว่างการถ่ายทอดสดถึง 624 นาที หรือกว่า 10 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาทองของทั้งฟีฟ่าและสถานีโทรทัศน์ผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดทั้งหลาย
ยกตัวอย่างสล็อตเวลาของช่อง ฟ็อกซ์ สปอร์ตส์ ที่ถ่ายทอดฟุตบอลโลก สปอตโฆษณา 30 วินาที จะมีมูลค่าระหว่าง 200,000-300,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.6-9.9 ล้านบาท)
แต่ถ้าเป็นช่วงแมตช์เตะของสหรัฐอเมริกา หรือในรอบลึก ราคาซื้อเวลาโฆษณาอาจจะพุ่งสูงถึง 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ (24.75 ล้านบาท) ต่อสปอต 30 วินาที (จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า ยืนยันว่าฟีฟ่าไม่ได้มีรายได้เพิ่มจากส่วนนี้แต่อย่างใด)

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทีมจะไม่ได้ประโยชน์จากการเบรกเกมดังกล่าวเสียทีเดียว
โดยนอกเหนือจากการได้พักในบรรยากาศร้อนจัดจริงๆ ในบางนัดแล้ว การเบรกเกมยังเป็นช่วงเวลาชั้นดีที่เปิดโอกาสให้โค้ชแต่ละทีมปรับเปลี่ยนแท็กติกรับมือคู่แข่ง หรือกระตุ้นลูกทีมให้ฮึดสู้ ไม่ต่างอะไรกับตอนพักครึ่ง
แม้จะเป็นช่วงเวลาที่สั้นกว่า จากเดิมที่ต้องรอถึงหมดครึ่งเวลาแล้วจึงจะมาปรับแผนกันได้
การที่ฟุตบอลโลกหนนี้มีการทำประตูกันถล่มทลายตั้งแต่รอบแรก ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะการเปิดโอกาสให้แก้เกมกันกลางทางในแต่ละครึ่งเวลา
พอยิงกันได้เยอะ ก็อาจจะดึงดูดพวกอเมริกันชนที่ชอบดูสกอร์สูงๆ และไม่ชอบผลเสมอ ให้สนใจเวิลด์คัพมากยิ่งขึ้น แฟนบอลทั่วไปเองก็อาจจะสนุกกับการติดตามมากขึ้น
ไม่ว่าจะ “เหตุ” หรือ “ผล” ไหน ฟีฟ่าก็ดูจะมีแต่ได้กับได้อยู่ฝ่ายเดียว
