เสียงคลื่น : ยูกิโอะ มิชิม่า
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
หนังสือของยูกิโอะ มิชิม่า ไม่แปลไทยมากนัก
หนังสือเรื่อง เสียงคลื่น หรือ The Sound of Waves เคยมีแปลไทยเมื่อนานมาแล้ว เป็นหนังสือปี 1954 สร้างเป็นหนังใหญ่มากถึงห้าครั้ง ครั้งแรกสุดสร้างในปีที่หนังสือวางจำหน่ายนำแสดงโดยโตชิโร มิฟูเน่ ซึ่งอายุเวลานั้นคือ 34 ปี อีกทั้งเคยฉายที่โรงหนังแคปปิตอลแถวเยาวราชตาม ใบปิดวาบหวามที่เอามาลงให้ดูนี้ (ขออนุญาตและขอบพระคุณ filmvirus)
เท่าที่เคยอ่าน มิชิม่าเขียนบทอีโรติกได้ดีมากคนหนึ่ง ครั้นทราบว่าหนังสือ เสียงคลื่น นี้เคยทำเป็นอะนิเมะสำหรับเด็กสองภาคจบฉายในรายการอะนิเมะวรรณกรรมคลาสสิค (Animated Classics of Japanese Literature) ซึ่งมี 30 กว่าเรื่อง ออกอากาศเมื่อปี 1986 ก็อดสั่งมาดูมิได้
ครั้นดูแล้วพบว่าไม่วาบหวามเหมือนใบปิดโรงหนังแคปปิตอลแม้แต่น้อย ก็สร้างให้เด็กดูนี่นา จึงต้องสั่งหนังสือมาอ่านเองอีกที เป็นฉบับแปลอังกฤษ ปี 1956 โดย Meredith Weatherby อ่านแล้วหวนรำลึกครั้งเป็นหนุ่มหมาดๆ ได้จริงๆ
เขาเป็นสุดยอดนักเขียนเช่นเคย

หนังการ์ตูนแบ่งเป็น 2 ภาค ความยาวภาคละ 20 กว่านาที ภาคแรกขึ้นต้นด้วยคำบรรยายว่าอุจิตามะเป็นเกาะที่มีความยาวสองไมล์ครึ่ง ประชากร 1,400 คน
จากนั้นเป็นภาพเรือประมงจับปลาหมึก ชาวประมงกำลังสาวไหใต้น้ำขึ้นมา คำบรรยายต่อไปว่าร้อยละ 80 ของชาวเมืองทำอาชีพจับปลาหมึกยักษ์ (octopus) เด็กหนุ่มคนหนึ่งดึงปลาหมึกยักษ์ออกมาจากไห
ทันใดนั้นเรือประมงขนาดใหญ่แล่นผ่านมาพา คลื่นใหญ่ซัดเรือเล็กโคลงเคลง ชาวประมงชราชี้ให้เด็กหนุ่มสองคนดู “นั่นไง เรือของเทรุกิชิ มิยาตะ ที่เสียลูกชายไปเมื่อปีที่แล้ว เขาพาลูกสาวคนเดียวที่ส่งไปอยู่ที่อื่นกลับมา ชื่อฮัตสึ ลือว่าสวยมาก หนุ่มไหนได้ไปได้เป็นทายาทตระกูลมิกาตะเชียวนะ”
เด็กหนุ่มหนึ่งในสองคนคือชินจิ ชินจิอายุ 18 ปี เรียนจบมัธยมแล้วก็มาทำงานจับปลาหมึก พ่อของเขาตายในสงคราม เมื่อเสร็จงานเป็นเวลาใกล้อาทิตย์ตกดินเขาถือปลาที่จะไปฝากแม่และน้องเดินกลับบ้าน
ที่ชายหาดนั้นเองเด็กสาวคนหนึ่งกำลังช่วยดึงเรือลำหนึ่งขึ้นฝั่ง ชินจิยืนดู เธอหันมามอง สองคนยืนมองหน้ากันนิ่งอยู่ฉะนั้น

หนังสือเขียนต่างออกไป ชินจิพินิจพิจารณาเธอจากระยะไกล เขารู้จักทุกคนบนเกาะแต่ไม่เคยเห็นเธอมาก่อน เธอคงเป็นคนจากที่อื่นแต่ดูการแต่งกายแล้วไม่ใช่ เธอใส่ชุดทำงานเหมือนคนอื่น เขาดูใบหน้า แก้ม เส้นผม หยาดเหงื่อ เวลานั้นเธอยืนพักเหนื่อยหันหน้าไปทางทะเลปล่อยลมพัดใบหน้า
เขาอยากเห็นเธอมากกว่านี้จึงเดินไปด้านหน้าเพื่อจะได้ดูเต็มๆ ตา เด็กสาวขมวดคิ้วแต่ไม่หันไป สักครู่หนึ่งชินจิจึงเดินจากไป
ชินจิกลับบ้านกินข้าวกับแม่และน้องชาย น้องชายชื่อฮิโรชิถามแม่เรื่องค่าไปทัศนศึกษากับโรงเรียน
แม่ว่าต้องแล้วแต่พี่ชินจิจะหาเงินได้มั้ย สมัยพี่ชินจิเรียนไม่มีโอกาสไปเลยนะ
ชินจิจึงว่าเขาหาได้แน่ไม่ต้องห่วง ฮิโรชิดีใจมากกอดพี่ชายแน่น เป็นบ้านที่อบอุ่น
ตามที่หนังสือเขียน หญิงสาวชาวเกาะนี้ทำงานงมไข่มุก แม่ของชินจิเคยเป็นสาวงมไข่มุกมาก่อนแต่การ์ตูนมิได้พูดถึง การ์ตูนมิได้พูดถึงฮัตสึว่าเธอก็ดำน้ำลึกงมไข่มุกได้เช่นกัน จึงว่าเธอมิใช่คนนอก
หลังอาหารแม่ให้ชินจิไปขนฟืนที่อาคารร้างใกล้ประภาคารที่อีกทิศหนึ่งของเกาะ ตามหนังสือเกาะอุจิตามะแบ่งเป็นสองส่วนง่ายๆ ส่วนที่เป็นบ้านเรือนผู้คนมีศาลเจ้าเก่าแก่บนยอดเขาทิศหนึ่ง กับส่วนที่เป็นประภาคารบนเนินเขาอีกทิศหนึ่ง มีบ้านของผู้ดูแลประภาคารและภรรยาตั้งอยู่ตรงนั้น
ตามที่หนังสือเขียน ศาลเจ้าและประภาคารแทบจะเป็นตัวละครสำคัญของเนื้อเรื่อง เป็นพลเมืองที่ทรงอิทธิพลมากกว่าเจ้าสัวคนใด เป็นผู้กำหนดทิศทาง การเดิน ไปจนถึงวิถีชีวิตของชาวเมือง จากตำแหน่งของศาลเจ้าและประภาคารดูเหมือนทุกคนจะถูกเฝ้ามอง

ที่อาคารร้างชินจิขนฟืนตามโควต้าของครอบครัวเสร็จแล้วพลันได้ยินเสียงเคาะจังหวะดังก้องในอาคาร เขาตามเสียงเคาะขึ้นไปที่ดาดฟ้าพบเด็กสาวคนหนึ่ง “เธอคือฮัตสึ?” เด็กสาวตอบรับ
ฮัตสึว่าเธอหลงทางไปประภาคารไม่ถูก เธอต้องไปเรียนการเรือนกับคุณนายผู้ดูแลประภาคาร ชินจิจึงชี้ให้ดูแล้วว่าอยู่นั่นไงจะพาไปให้ ฮัตสึปัดฝุ่นบนเสื้อก่อนจะออกเดิน ฝุ่นเกาะเป็นเส้นไปตามหน้าอกหน้าใจตอนที่เธอพิงราวดาดฟ้าเพื่อมองหาประภาคาร ชินจิเหม่อมองเธอปัดฝุ่นบนหน้าอกไม่วางตา
หนังสือให้รายละเอียดตอนนี้ชัดเจนขึ้น ฮัตสึกำลังร้องไห้เพราะหลงทางชินจิจึงอาสาไปส่ง ก่อนออกเดินเธอปัดฝุ่นจากราวที่ติดหน้าอกเธอ เด็กหนุ่มมองหน้าอกเธอกระเพื่อมขึ้นลงไม่วางตา เขาไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่เคยรู้ว่ามันน่ามองมากเพียงนี้
อ่านที่มิชิม่าเขียนแล้ววูบวาบตาม
ชินจิเล่าว่าอาคารนี้เป็นป้อมสังเกตการณ์ครั้งสงคราม จากนั้นพาฮัตสึลงจากอาคารเดินลัดเลาะป่าไปถึงทางแยกที่จะตรงไปประภาคาร “เราแยกกันตรงนี้นะ เมืองเล็ก คนน้อย ผู้คนชอบซุบซิบกัน” ฮัตสึขอบคุณชินจิที่ช่วยพามาและถามชื่อของเขา “ชินจิ โคโบ”
เมื่อได้คำตอบแล้วก็วิ่งตรงขึ้นไปประภาคาร

วันรุ่งขึ้นขณะชินจิเลิกงานจับปลาหมึกเดินมาตามชายหาดกับเพื่อน ชาวประมงคนหนึ่งกระหืดกระหอบมาแจ้งข่าว “รู้มั้ยๆ ยาสุโอะ คาวาโมโตะจะแต่งงานกับฮัตสึ” ชินจิไม่พอใจกับข่าวที่ได้ยิน เขาหน้านิ่วคิ้วขมวดเดินไปช่วยชาวประมงอีกกลุ่มเข็นเรือขึ้นจากน้ำก่อนจะเงยหน้าพบว่าฮัตสึก็ช่วยเข็นอยู่อีกฟากนั่นเอง ชินจิสะบัดหน้ากลับบ้าน
กลับเข้าบ้านแล้วล้มตัวลงนอนไม่พูดจากับแม่หรือน้องชายก่อนจะพบว่าซองค่าแรงที่จะให้น้องชายไปทัศนศึกษาหายไป เขาตกใจมากรีบวิ่งกลับไปที่ชายหาดหาจนทั่วไม่พบ ฮัตสึเดินตามมาบอกว่าเธอพบซองชื่อชินจิและได้นำไปส่งที่บ้านให้แล้ว พลางถามว่า “เธอไม่พอใจเรื่องอะไร” ครั้นรู้คำตอบเธอหัวเราะจนหายใจไม่ทันไอเป็นชุดๆ กว่าจะหยุดได้
“เธอเป็นไงบ้าง”
“สบายดีแล้ว จับหัวใจชั้นดูสิ”
ฮัตสึเอามือของหนุ่มไปวางบนหน้าอกด้านซ้าย จากนั้นเธอซบหน้าบนหัวใจของชายหนุ่ม แล้วสองหนุ่มสาวสัมผัสริมฝีปากกันเป็นครั้งแรก
หนังสือเขียนชัดเจนว่าสองคนมิได้จูบกัน เพียงสัมผัสริมฝีปากเท่านั้น เริ่มจากแก้มที่เข้าใกล้กัน ได้กลิ่นของกันและกัน เป็นกลิ่นของทะเล รับรู้ถึงความอบอุ่นที่ให้แก่กัน ก่อนที่จะสัมผัสริมฝีปากกันในที่สุด เท่านั้นก็พอแล้ว แล้วชินจิก็ลุกขึ้น บอกว่าเขาจะเอาปลาไปให้คุณนายที่ประภาคารเย็นวันพรุ่งนี้

ฮัตสึไปเรียนการเรือนกับคุณนายผู้ดูแลประภาคารในเย็นวันรุ่งขึ้น ชินจิเอาปลามาให้ คุณนายขอบใจเด็กหนุ่มแล้วว่าชิโยโกะเขียนจดหมายมาหาบอกว่าจะกลับมาบ้านช่วงปิดเทอม “ชิโยโกะถามถึงชินจิด้วยนะ” นั่นทำให้ฮัตสึไม่พอใจ ชินจิเองถึงกับไปไม่เป็นรีบลาคนเฝ้าประภาคารถอยออกมา
ตามที่หนังสือเขียน ชินจิและฮัตสึยิ้มให้กันเมื่อพบกันแต่ไม่อาจรอดพ้นสายตาคุณนายไปได้ “สองคนรู้จักกันแล้วหรือ เกาะมันเล็กอะนะ” จากนั้นจึงแจ้งข่าวลูกสาวชิโยโกะที่ไปเรียนหนังสือในเมือง อีกทั้งหยอกชินจิเรื่องชิโยโกะถามหา นำไปสู่การงอนง้อระหว่างหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง
คืนหนึ่งพายุฝนลงหนัก ชินจิหลบฝนเข้าไปในอาคารเก็บฟืน เขาก่อกองไฟแล้วถอดเสื้อชั้นนอกออกจากนั้นนั่งผิงไฟจนหลับไป เขารู้สึกตัวตื่นขึ้นหรี่ตาเห็นฮัตสึกำลังถอดเสื้อผ้าที่เปียกปอน
ตอนนั้นเธอยังถือเสื้อชั้นในสีขาวบังร่างกายที่เปลือยเปล่าอยู่…
