สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
คุณสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกุล” ที่สร้างสีสันได้จี๊ดจ๊าดที่สุดคนหนึ่ง มีทั้งบทบู๊บทบุ๋น
บางครั้งเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวให้คนทั้งประเทศได้เห็น เมื่อนักข่าวถามถึงปมกรมควบคุมมลพิษที่คุณสุชาติดูแลรับสินบนมากที่สุด คุณสุชาติโชว์บทบู๊เดินชนนักข่าวคนนั้นก่อนสบถว่า “มึงรู้จักกูน้อยไป” สักพักคงนึกขึ้นได้ เดินกลับมายกมือไหว้ขอโทษผ่านกล้องสื่อ
บางโอกาส คุณสุชาติโชว์บทมือปราบ ยกทีมบินไปเกาะภูเก็ตประกาศลุยกลุ่มนายทุนบุกรุกอุทยานแห่งชาติสิรินาถ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต บอกกับสื่อว่าจะทวงผืนป่าควบคู่ไปกับแผนยกระดับอุทยานแห่งชาติสีเขียวและดิจิทัล
ล่าสุด คุณสุชาติกระโดดเข้ามาแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จังหวัดปราจีนบุรี นครราชสีมา ตามมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เพื่อแยกที่ทำกินออกจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และไม่ให้เกิดผลกระทบกับความเป็นมรดกโลกของกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่
การเดินเกมแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติทับลานของคุณสุชาติครั้งนี้กลายเป็นเป้าใหญ่ที่ทุกฝ่ายจับตาว่า คุณสุชาติทำเพื่ออนุรักษ์ปกป้องผืนป่าซึ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ หรือเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องและกลุ่มทุน
พื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติทับลานเกิดปัญหาทับซ้อนและขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนมานาน ตั้งแต่ออกประกาศพระราชกฤษฏีกากำหนดที่ดินป่าวังน้ำเขียว ป่าครบุรี อำเภอปักธงชัย อำเภอครบุรี อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสะโตน อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเขตอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 2524 หรือ 43 ปีที่แล้ว ในยุครัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง
รัฐบาลชุดต่อๆ มามีความพยายามแก้ปัญหาด้วยการแยกพื้นที่ชุมชนออกจากเขตอุทยานฯ ให้สิทธิ์ผู้ทำกินที่อาศัยมาดั้งเดิม แต่ปัญหาเรื้อรังไม่จบ มิหนำซ้ำยังเกิดปัญหาตามมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการบุกรุกของกลุ่มทุนเข้ามาซื้อสิทธิ์สวมสิทธิ์สร้างรีสอร์ต โรงแรม คอนโดมิเนียม หมู่บ้านหรู
ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติทับลานจึงยืดเยื้อจนกระทั่้งมาถึงรัฐบาล “อนุทิน 2” คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติจัดประชุมเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีคุณสุชาติเป็นประธาน เห็นชอบให้เพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จำนวน 265,286 ไร่ โดยอ้างตามมติคณะ ครม.เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566
ที่ประชุมมีแนวทางจัดระเบียบจำแนกพื้นที่ให้ชัดเจนใน 2 แนวทางด้วยกัน
แนวทางแรก ให้เพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ส่วนแนวทางที่ 2 พื้นที่เตรียมการขยายเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน
กลุ่มที่เสนอให้เพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน มีอยู่ 5 กลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มสี (ดูในแผนที่ประกอบ)
กลุ่มที่ 1 (สีเหลือง) พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื้อที่ประมาณ 53,416.47 ไร่ แนวทาง เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ ส่งมอบให้ สปก.เข้าไปจัดการ เนื่องจากประชาชนได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นการครอบครองที่ดินตามสิทธิกฎหมาย
กลุ่มที่ 2 (สีขาวคาดเหลือง) เป็นพื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2520 เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่ แนวทาง เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ เพื่อส่งมอบให้ สปก. ในพื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี
กลุ่มที่ 3 (สีส้ม) พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง ตามมติ ครม.วันที่ 28 กรกฎาคม 2535 เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่ เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ ส่งมอบให้ สปก.ดำเนินการ
กลุ่มที่ 4 (สีชมพู) พื้นที่ราษฎรที่อยู่นอกเขต สปก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง เนื้อที่ 109,420.99 ไร่ แนวทาง เห็นควรให้กำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติทับลาน บางส่วนเป็นประชาชนอยู่อาศัยหรือทำกินที่มีการสำรวจพิสูจน์สิทธิ์การครอบครองไว้แล้วประมาณ 5,200 ราย
กลุ่มที่ 5 (สีขาวคาดแดง) ที่ราชพัสดุ สนามฝึกซ้อมรบ ก่อนการกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติ เนื้อที่ 6,621 ไร่ แนวทาง เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ ตามการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุในราชการทหารเนื้อที่ประมาณ 6,621 ไร่
ในส่วนพื้นที่เตรียมการขยายเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เนื้อที่ประมาณ 86,966.29 ไร่

แนวทางที่ 2 เห็นควรให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้ ร่วมสำรวจบริเวณที่จะขยายเขตตามสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมจะกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติทับลานต่อไป ที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีข้อเสนอใน 5 ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ 1 พื้นที่ที่มีสภาพป่าหรือพื้นที่ที่ไม่มีบุคคลใดครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายสมควรรักษาไว้เป็นพื้นที่ป่า หรือพื้นที่สาธารณประโยชน์ของชุมชนเพื่อให้เป็นป่าชุมชนในการใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ประเด็นที่ 2 ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) พิจารณานำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566
ประเด็นที่ 3 พื้นที่ภายหลังการเพิกถอนเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน บริเวณที่ติดแนวเขตป่าอนุรักษ์หรือแนวกันชน (Buffer Zone) ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ส่งเสริมให้ประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
ประเด็นที่ 4 บรรดาคดีที่เกิดขึ้นก่อนการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ให้ สปก.ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย สปก.และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
ประเด็นที่ 5 พื้นที่กลุ่มที่ 1, 2, 3 ที่เตรียมเพิกถอนไม่รับรองสิทธิ์รายที่ถูกดำเนินคดี ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย
กล่าวโดยสรุป ประเด็นการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติ มีอยู่ 3 ส่วนหลักๆ
ส่วนที่ 1 เป็นส่วนที่ต้องเพิกถอนสิทธิ์เพื่อนำไปจัดสรรสิทธิ์เป็นพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม เช่น หมู่บ้านไทยสามัคคี หมู่บ้านความมั่นคง ซึ่งในอดีตที่อุทยานแห่งชาติทับลานขีดเส้นทับไว้ กับที่ดินที่ สปก.เตรียมส่งมอบให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนำไปจัดสรรสิทธิ์ทำกินให้เกษตรกรตัวจริง พื้นที่ตรงส่วนนี้มีอยู่ราวๆ 155,000 ไร่
ส่วนที่ 2 ส่วนที่ต้องพิสูจน์สิทธิ์ มีประมาณ 109,000 ไร่ เป็นพื้นที่อยู่นอกโครงการรัฐ และยังเป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติทับลาน ประชาชน 5,200 ครัวเรือนอาศัยครอบครอง
จะต้องพิสูจน์สิทธิ์ให้เสร็จภายใน 6 เดือน
ส่วนที่ 3 คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีมติเห็นด้วยว่าต้องดึงกลับมาเป็นเขตอุทยานแห่งชาติทับลานมีทั้งสิ้นประมาณ 89,000 ไร่
ประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป นั่นคือคดีบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ค้างคาราว 450 คดี ส่วนใหญ่เป็นคดีบุกรุกอุทยานฯ เพื่อสร้างรีสอร์ต บ้านพักอาศัย ในอำเภอวังน้ำเขียว อำเภอครบุรี อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี
แม้ฝ่ายรัฐยืนยันแข็งขันว่า คดีทั้งหมดต้องเดินหน้าไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำความผิด แต่ยังมีหลายฝ่ายเกิดข้อข้องใจสงสัยว่าการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเท่าเทียมเป็นธรรมหรือไม่ ส่วนประเด็นการบริหารจัดการพื้นที่ภายหลังการเพิกถอนเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน บริเวณที่ติดแนวเขตป่าอนุรักษ์หรือแนวกันชน (Buffer Zone) ที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานฯ มีมติให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ ส่งเสริมประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
ประเด็นนี้ กรมอุทยานฯ ต้องมีแผนงานมาตรการชัดเจนในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศกับชุมชน และทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้กลุ่มนายทุนเข้ามาสวมสิทธิ์
สําหรับประเด็นการเร่งพิสูจน์สิทธิ์ประชาชน 5,200 รายให้จบภายใน 6 เดือนนั้น ยังเป็นที่น่าสงสัยว่าทำได้จริงตามระยะเวลาที่กำหนดไว้หรือเปล่า ถ้าทำได้จริง ทำไมถึงปล่อยให้เรื่องราวยืดเยื้อมาเกือบครึ่งศตวรรษ?
หรือในอีกมุมหนึ่ง การกำหนดเวลาแค่ 6 เดือนเพื่อให้รวบรัดตัดตอนให้ปัญหาฟอกขาวจบในรัฐบาลนี้?
คุณสุชาติในฐานะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่ดูแลกำกับเรื่องนี้โดยตรง
จะโชว์บทมือปราบนายทุนรุกป่าทับลาน และเปลี่ยนภาพลักษณ์เป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้โลกชื่นชมได้หรือไม่ อีกไม่นานก็รู้!
