bg-single

ศึกโลกยังไม่จบ ไทยต้องสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ

04.07.2026

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ‘สหรัฐอเมริกา-อิหร่าน’ ที่คาดว่าจะกลับมาส่อแววยืดเยื้ออีกครั้ง และข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวอาจไม่เป็นผล หลังต่างฝ่ายที่กำลังสู้รบต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยล่าสุดกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐในคูเวตและบาห์เรน

ส่วนฝ่ายสหรัฐอเมริกา ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย ว่า “อาจถึงจุดที่เราไม่สามารถใช้เหตุผลได้อีกต่อไป และถูกบังคับให้ใช้กำลังทหารเพื่อดำเนินการให้เสร็จสิ้นในสิ่งที่เราเริ่มต้นไว้อย่างประสบความสำเร็จ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะไม่มีอยู่อีกต่อไป”

สะท้อนถึงความไม่แน่นอนและความผันผวนของเหตุการณ์ความขัดแย้งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด และพร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ

สำหรับประเทศไทย นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องขบคิดต่อเนื่อง เพราะในขณะที่โครงการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่าง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ กำลังขับเคลื่อนไปได้สวย แต่ความเสี่ยงจากภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ยังคงเป็น ‘ตัวแปร’ สำคัญที่อาจบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ก่อนหน้านี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาแสดงท่าทีเชิงบวกต่อข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว

แต่ก็ไม่ลืมส่งสัญญาณเตือนเหมือนรู้ล่วงหน้าว่า ‘อย่าประมาท’ เพราะผลกระทบจากสงครามที่ยืดเยื้อที่ผ่านมาได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางอย่างหนัก

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ‘โลกของน้ำมันแพง’ ที่กำลังจะกลายเป็นความปกติใหม่ไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างการผลิตที่เสียหายต้องใช้เวลาฟื้นฟูเกินกว่าจะหวังให้ราคาดิ่งลงมาสู่จุดเดิม ซึ่งหมายความว่า ต่อให้สงครามไม่ปะทุ ราคาพลังงานก็อาจไม่กลับไปอยู่ในระดับเดิมอีกนานหลายปี

แม้ความไม่แน่นอนของสงครามจะยังไม่หมดไป สิ่งสำคัญที่ต้องจับตาจึงอยู่ที่รัฐบาลไทยจะใช้จังหวะนี้เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว หรือยังคงพึ่งพามาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพื่อประคองเศรษฐกิจและรักษาแรงสนับสนุนทางการเมือง

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ภาครัฐเดินหน้าโครงการกระตุ้นกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และมาตรการใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

มาตรการเหล่านี้อาจช่วยประคองการบริโภคได้ในระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่คำตอบของปัญหาใหญ่ นั่นคือเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่จุดเติบโตต่ำ ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง และผลิตภาพแรงงานแทบไม่ขยับ

หากรัฐบาลใช้ทุกวิกฤตเพียงเพื่ออัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ โดยไม่เร่งปรับโครงสร้างประเทศ วงจรเศรษฐกิจไทยก็อาจกลับมาชะลอตัวอีกครั้งทันทีที่มาตรการสิ้นสุด

นักวิชาการบางท่านมองตรงกันว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่การลุ้นให้สงครามสงบ แต่คือการเร่งยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

เริ่มที่สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มองทะลุไปถึงเกมการเมืองระดับโลก โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้คือการวัดใจและต่อรองอำนาจมากกว่าการทำสงครามเต็มรูปแบบ แต่ไทยก็อยู่ในจุดที่เสี่ยงเช่นกัน เนื่องจากปริมาณน้ำมันสำรองที่น้อยกว่ายักษ์ใหญ่อย่างจีนหรือญี่ปุ่น

ทั้งนี้ สมภพเตือนว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หากรัฐบาลเน้นแต่มาตรการระยะสั้นจนเกินขอบเขตทางการคลัง อาจกลายเป็นบทเรียนราคาแพงเหมือนหลายประเทศ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ยกตัวอย่างกรณีของอินโดนีเซียเป็นตัวอย่างของประเทศที่เคยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง แต่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายประชานิยมเกินขีดความสามารถทางการคลัง

สมภพย้ำว่า จึงเป็นจังหวะที่รัฐบาลต้องเลิกคิดพึ่งพานโยบายระยะสั้นเพียงอย่างเดียวในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วหันมาเร่งเครื่อง การยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ด้วยเทคโนโลยี AI และนวัตกรรม ซึ่งเป็นทางรอดเดียวที่จะทำให้ไทยยืนหยัดได้ในเวทีโลกที่มีมหาอำนาจจ้องหักเหลี่ยมกันตลอดเวลา ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพราะต่อให้ราคาน้ำมันลดลงในระยะสั้น ไทยก็ยังเผชิญความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเช่นเดิม

การลงทุนด้านโซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงาน และพลังงานสะอาดจึงไม่ใช่เพียงนโยบายสิ่งแวดล้อม แต่มองว่าสิ่งเหล่านี้คือยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

สอดรับกับสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ที่เสนอให้รัฐบาลใช้จังหวะนี้เดินเครื่อง ‘Fast Track’ อำนวยความสะดวกการลงทุนจาก BOI อย่างเต็มสูบ

เพื่อสร้างเม็ดเงินและงานรองรับในช่วงครึ่งปีหลัง ก่อนที่พายุลูกใหม่ของเศรษฐกิจโลกจะพัดมาถึง เพราะหากเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นจริง ย่อมสร้างการจ้างงาน เพิ่มรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ยั่งยืนกว่าการใช้มาตรการระยะสั้น

เช่นเดียวกับภาคการส่งออก ที่ควรใช้จังหวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ขยายตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง หากข้อตกลงสันติภาพลงตัวอย่างจริงจัง ภาคขนส่งพร้อมเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนว่า เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับลดลง ต้นทุนที่ลดลงควรถูกส่งผ่านมายังประชาชนเช่นกัน

ด้านทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ออกมากระตุกภาครัฐว่า เมื่อราคาพลังงานโลกเริ่มปรับตัวลง การลดราคาค่าขนส่งและสินค้าต้องตามมาอย่างเป็นธรรม หากต้นทุนลด แต่ราคาสินค้าไม่ลด ประชาชนก็จะไม่ได้รับประโยชน์ ขณะที่กำลังซื้อก็ยังอ่อนแอ

แต่ปัญหาที่ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยมองว่าแก้ยากกว่าคือ ‘ต้นทุนแฝง’ เช่น ค่าอะไหล่ ค่าซ่อมบำรุง และค่าบริหารจัดการที่พุ่งสูงขึ้นไปแล้วแต่ไม่ยอมปรับลดลงตามน้ำมัน ซึ่งเป็นภาระหนักของภาคผู้ประกอบการที่ต้องได้รับการดูแลจากภาครัฐ เพื่อไม่ให้กลายเป็นแรงกดดันที่ส่งผ่านไปถึงค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนี้ สหพันธ์การขนส่งฯ มองว่า ภาคการขนส่งระหว่างประเทศ ทั้งสมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ (BSAA) การขนส่งทางเรือ คลังสินค้า และการขนส่งทางอากาศ ก็ต้องพร้อมใจกันปรับลดอัตราค่าบริการลงให้สอดคล้องกับความเป็นจริงเช่นเดียวกัน เพราะหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะทำให้เกิดเอฟเฟ็กต์เชิงบวกที่ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน และเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐต้องพร้อมรับมืออย่างจริงจัง!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ศึกโลกยังไม่จบ ไทยต้องสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ
ส่องลึกอิหร่าน : 9) ปัญหาความชอบธรรมของระบอบและชาวอิหร่านพลัดถิ่น
เมื่อสูตรแคร์เตรียมเข้า ครม.
ผลสะเทือนของลัทธิกรัมชี่ต่อโลก
ถอดรหัส HONGQI E-HS9 เอสยูวีไฟฟ้า Rolls-Royce แดนมังกร-ที่สุดความหรู
ฉู่ฉี่ปลาสายยู
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 3 – 9 กรกฎาคม 2569
ยาปฏิชีวนะสูตรโบราณ (Ancientbiotics) (มองโลก มองไทย)
จิตวิทยาอธิบายเอาไว้ ทำไม ‘เมสซี่-โรนัลโด้’ ยังไม่เลิกเล่น
เมื่อเอเชียก้าวไกลกว่าเดิม… แต่ยังไม่ถึงมหาอำนาจลูกหนัง
อสังหาฯ-เศรษฐกิจ ในมุมมอง ‘เศรษฐา’
E-DUANG | บาทก้าว ไปสู่ สภาโปร่งใส พลานุภาพ ทาง “ความคิด”