โปรเจ็กต์ใหม่ของ ‘เน็ตฟลิกซ์’ ใน ‘ชิลี’ ’11 เหตุการณ์’ ว่าด้วย ‘รัฐประหารโดยปิโนเชต์’
ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
เร็วๆ นี้ “ณฐพล บุญประกอบ” ผู้กำกับซีรีส์เรื่อง “ทนายปีศาจ” และ “สงครามส่งด่วน” เพิ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อเครือมติชนว่า แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง “เน็ตฟลิกซ์” นั้น ได้เปิดโอกาสให้คนทำหนัง-คนทำซีรีส์ท้องถิ่นในประเทศต่างๆ มีโอกาสเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสังคมการเมืองที่หลากหลายขึ้น (ณฐพลนิยามว่าเป็นการสร้างทางเลือกให้ผู้ชมได้ลองชิมอะไร “ขมๆ” ดูบ้าง)
โดยมิต้องถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขการหาทุนของการผลิตสื่อบันเทิงแบบเดิมๆ
ปรากฏการณ์เช่นนี้ดูจะไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ของโลกด้วย
ข้ามไปยังทวีปอเมริกาใต้ “ปาโบล ลาร์เรน” คนทำหนังที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของประเทศชิลี กำลังเตรียมเปิดกล้อง “ภาพยนตร์เน็ตฟลิกซ์” เรื่องใหม่ของตนเอง ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
หนังเรื่องใหม่ของลาร์เรนจะใช้ชื่อว่า “Once” ซึ่งนอกจากจะแปลว่า “กาลครั้งหนึ่ง” ในภาษาอังกฤษได้แล้ว ยังหมายถึง “ตัวเลข 11” ในภาษาสแปนิชอีกด้วย
โดยภาพยนตร์เน็ตฟลิกซ์เรื่องนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวย่อยๆ 11 เหตุการณ์ ณ ช่วงเวลาที่การรัฐประหารกำลังก่อตัวขึ้นในประเทศชิลี เมื่อวันที่ 11 กันยายน 1973
เหตุการณ์ย่อยๆ ทั้งหมดที่ถูกถักทอร้อยเรียงเข้าหากันเหล่านั้น จะเกิดขึ้นในห้วงเวลา 18 ชั่วโมงภายหลังการลงมือทำรัฐประหารของกองทัพ ที่นำโดย “นายพลออกุสโต ปิโนเชต์” ซึ่งจะลงเอยด้วยการระเบิดทำเนียบรัฐบาล และการตัดสินใจปลิดชีวิตตนเองของ “ซัลบาดอร์ อาเยนเด” ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งที่มีแนวคิดแบบมาร์กซิสต์

ก่อนหน้านี้ ลาร์เรนเคยทำภาพยนตร์ร่วมกับเน็ตฟลิกซ์มาแล้วหนึ่งเรื่อง คือ “The Count” (El Conde) ซึ่งเล่าเรื่องราวแนวตลกร้าย-แฟนตาซี ผ่านการเขียนบทให้ “ปิโนเชต์” มีสถานะเป็น “แวมไพร์” ตนหนึ่ง ที่เคยใช้ชีวิตในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศสและยังคงมีชีวิตยืนยาวเป็นอมตะมาถึงทศวรรษ 2020
ลาร์เรนต้องการสื่อให้เห็นว่า “ภาวะลอยนวลพ้นผิด” โดยไม่ถูกลงโทษของอดีตผู้นำเผด็จการคนนี้ (จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงเมื่อปี 2006) ก็คือ “ความเป็นแวมไพร์” ในอีกรูปแบบหนึ่ง
นอกจากนั้น การที่ปิโนเชต์ทิ้ง “มรดกบาป” ให้ชิลี กลายเป็นสังคมทุนนิยมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดแห่งหนึ่ง ก็อาจเปรียบเสมือน “แวมไพร์” ที่ยังคงคอยหลอกหลอนผู้คนในยุคปัจจุบันอยู่อย่างมิเสื่อมคลายเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม “The Count” และ “Once” มิใช่ผลงานสองเรื่องแรกสุด ที่นักทำหนังชาวชิลีรายนี้ตัดสินใจเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์บาดแผลยุคปิโนเชต์ผ่านภาพยนตร์
เพราะก่อนหน้านั้นในระหว่างปี 2008-2012 ลาร์เรนเคยทำภาพยนตร์อินดี้ “ไตรภาค” ที่มีท้องเรื่องเป็นประวัติศาสตร์สังคมการเมืองของประเทศชิลีในยุคสมัยดังกล่าวมาแล้ว ประกอบด้วย “Tony Manero”, “Post Mortem” และ “No”
ขณะเดียวกัน คนดูหนังจำนวนไม่น้อยก็อาจรู้จักลาร์เรนในฐานะผู้กำกับฯ ที่มักทำภาพยนตร์ชีวประวัติบุคคลสำคัญระดับโลก (โดยเฉพาะสุภาพสตรีชนชั้นนำ) ในแนวดราม่าจิตวิทยากึ่งประวัติศาสตร์
ไม่ว่าจะเป็น “Jackie” (เรื่องราวของ “แจ็กเกอลีน เคนเนดี โอนาสซิส”), Spencer (เรื่องราวของ “เจ้าหญิงไดอานา”) และ Maria (เรื่องราวของ “มาเรีย คัลลัส” นักร้องโอเปราชื่อดังผู้เสียชีวิตที่กรุงปารีสในปี 1977)
ข้อมูลจาก
https://variety.com/2026/film/global/pablo-larrain-netflix-once-cast-and-crew-1236794441
