Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
กอดคอมพิวเตอร์
ฝ่าวิกฤตแรมแพง
ข่าวการปรับขึ้นราคาครั้งใหญ่ของสินค้า Apple เป็นข่าวที่สะเทือนวงการในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
แม้ว่าจะพอมีการคาดการณ์กันอยู่แล้วว่าสินค้าของ Apple จะต้องแพงขึ้นแน่ๆ ในช่วงสภาวะที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ แต่ไทมิ่งของการปิดร้านค้าออนไลน์เพื่อปรับขึ้นราคาเกิดไปตรงกับช่วงเวลาที่ผู้บริโภครอคอยแคมเปญ Back to School ที่ปกติแล้ว Apple จะออกโปรโมชั่นสำหรับนักเรียนนักศึกษา
พอเปิดร้านกลับมาอีกครั้งทุกคนก็ต้องช็อกตาตั้ง เพราะนอกจากจะไม่มีแคมเปญที่รอคอยแล้ว สินค้าที่ตัวเองหมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะซื้อก็ปรับราคาขึ้นเกือบทั้งหมด
แถมไม่ใช่ขึ้นแค่นิดๆ หน่อยๆ เพราะปรับขึ้นไปเป็นก้าวกระโดด แพงขึ้นหลายพันบาทไปจนถึงหลักหมื่นเลยทีเดียว
พอเห็นราคาใหม่ทุกคนก็ถึงกับขนลุกซู่ หลายคนรีบแต่งตัว ขับรถออกจากบ้าน เพื่อรีบไปซื้อ MacBook หรือ iPad ที่เล็งเอาไว้ ก่อนที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายจะเริ่มขายสินค้าในราคาใหม่ที่แพงขึ้นลิบลิ่วในวันถัดไป
การปรับราคาขึ้นครั้งนี้ไม่ได้มาจากเงินเฟ้อตามปกติ แต่มาจากโครงสร้างของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันและใหญ่โตถึงขนาดที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ที่มีห่วงโซ่ซัพพลายแข็งแกร่งยังต้านทานไม่ไหว
หากลองย้อนกลับไปดูต้นตอของปัญหาก็จะพบว่ามันมาจาก AI ที่เราใช้กันนี่แหละ
Apple ออกแถลงข่าวว่าอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในตอนนี้ อันเนื่องมาจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI หรือ AI data centers ที่ทำให้เกิดความต้องการกว้านซื้อชิพหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในปริมาณมหาศาลภายในระยะเวลาอันรวดเร็วจนผลิตไม่ทัน
แม้แต่ Apple เองก็ยังบอกว่าบริษัทไม่เคยเห็นราคาชิ้นส่วนพุ่งสูงและเร็วขนาดนี้มาก่อน และแม้จะพยายามทุกวิถีทางที่จะป้องกันไม่ให้ลูกค้าต้องจ่ายเพิ่มแค่ไหนแต่ตอนนี้ก็มาถึงจุดที่แบกไม่ไหวอีกต่อไป
Tim Cook ที่เหลือช่วงเวลาบริหารบริษัทในฐานะซีอีโออีกไม่กี่เดือนเท่านั้นก็ยังออกมาพูดว่าการปรับราคารอบนี้ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” อีกแล้วจริงๆ
ผลิตภัณฑ์ที่ถูกปรับราคาก็คือสินค้ากลุ่มที่ต้องใช้หน่วยความจำสูง อย่างเช่นกลุ่มคอมพิวเตอร์ Mac และ iPad รวมไปถึงกลุ่ม Smart Home และอุปกรณ์สวมใส่อย่าง Vision Pro ด้วย
แต่ที่ยังรอดในการปรับราคาระลอกนี้ก็คือ iPhone เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่สร้างรายได้หลักให้กับ Apple ในตอนนี้ Apple จึงยังยอมเฉือนกำไรบางส่วนไปก่อนเพื่อไม่ให้ยอดขายสะดุด
ดูจากการแถลงข่าวแล้วก็เชื่อว่าการปรับราคารอบนี้น่าจะไม่ใช่รอบสุดท้าย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีอะไรการันตีว่าราคาจะสูงแบบนี้ตลอดไป เพราะ Apple ระบุไว้ในแถลงข่าวว่ากำลังพยายามหาทางแก้ไขปัญหาเรื่องนี้
Micron ผู้ผลิตชิพหน่วยความจำคาดการณ์ว่าการขาดตลาดรอบนี้น่าจะยาวนานไปจนถึงสิ้นปี 2027 ดังนั้น ก็คงคาดเดาได้ไม่ยากว่า Apple จะไม่ใช่แบรนด์เดียวที่ขึ้นราคาสินค้าจากเหตุชิพขาดตลาดครั้งนี้แน่นอน เราน่าจะได้ฟังข่าวสินค้าไอทีของอีกหลายๆ แบรนด์ทยอยขึ้นราคากันเป็นทอดๆ
การขึ้นราคาสุดโหดครั้งนี้น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวิธีคิดของผู้บริโภคไปไม่น้อย จากเดิมที่ผู้บริโภครู้สึกว่าการซื้อสินค้าไอทีตามเทรนด์ เปลี่ยนบ่อยๆ เป็นเรื่องธรรมดา แต่นับตั้งแต่นี้ไปเทรนด์น่าจะเปลี่ยนไปในทางที่เรามองหาความคุ้มค่า และใส่ใจกับอายุการใช้งานที่แท้จริงของสินค้ามากยิ่งขึ้น
เดิมผู้บริโภครู้สึกว่าหากจะซื้อคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน ก็ให้ซื้อแบบสเป๊กสูงๆ ไว้ก่อนตามแนวคิดเหลือดีกว่าขาด หลังจากนี้ก็อาจจะต้องประเมินตามการใช้งานจริงกันมากขึ้น เช่น หากไม่ได้ใช้งานตัดต่อ โปรดักชั่นหนักๆ ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อสเป๊กที่แรมสูง
ผู้บริโภคจะต้องศึกษาหาความรู้เรื่องการยืดการใช้งานอุปกรณ์เดิมให้มากกว่าเก่า จากที่เราเน้นใช้งานอย่างเดียว ตอนนี้อาจจะต้องมาหาข้อมูลว่าใช้งานแบบไหนถึงจะถนอมชิ้นส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้นหรือยืดอายุแบตเตอรี่ออกไปได้อีก
หากเครื่องเดิมเสีย แทนที่จะรีบพิจารณาซื้อใหม่เลย ก็ต้องลองดูทางเลือกของการซ่อม การเปลี่ยนอะไหล่ให้มากขึ้น
หากจำเป็นจะต้องซื้อเครื่องใหม่จริงๆ ก็ลองหาข้อมูลดูว่าเครื่องปัจจุบันที่มีอยู่ไปจนถึงเครื่องเก่าๆ ก่อนหน้านั้นที่อาจจะวางทิ้งขว้างเอาไว้หากเอาไปเข้าโปรแกรม Trade-in หรือเอาไป “เทิร์น” จะได้มูลค่าแค่ไหน อย่างน้อยๆ ก็จะได้ช่วยซับแรงกระแทกจากราคาที่เพิ่มขึ้นสูงลิ่วได้บ้าง
และรอจังหวะโปรโมชั่นดีๆ หากมีเวลา ไม่ได้รีบใช้จนเกินไป ก็เฝ้ารอแคมเปญหรือโปรโมชั่นลดราคาที่จะมีมาเรื่อยๆ
หรือถ้าซื้อไหวแค่สเป๊กเริ่มต้นก็อาจจะลองเปลี่ยนเวิร์กโฟลว์ใหม่ให้ตอบโจทย์ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด หรือจัดเก็บไฟล์บนคลาวด์แทนพื้นที่เก็บข้อมูลในตัวเครื่อง
ในเมื่อ iPhone ยังรอดจากการขึ้นราคาในครั้งนี้ อาจจะลองดูความเป็นไปได้ว่างานของเราสามารถถ่ายเทมาทำบน iPhone สเป๊กดีที่เราถืออยู่ในมืออยู่แล้วได้หรือเปล่า เผื่อจะสามารถตอบโจทย์ได้จบในเครื่องเดียว จะได้ไม่ต้องซื้อ Mac หรือ iPad เพิ่ม
และในยุคที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจเป็นเจ้าของสินทรัพย์อย่างบ้านหรือรถอีกต่อไปแล้ว บางทีการเช่าคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีใช้งานเป็นรายปีก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
หรือลองหาสินค้ามือสองหรือ refurbished ที่ตรวจสอบดูแล้วว่าคุณภาพดีก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกให้เราใช้งานไปก่อนจนกว่าวิกฤตสินค้าไอทีขึ้นราคาคราวนี้จะจบลง
กอดอุปกรณ์ไอทีที่มีอยู่ไว้ให้แน่นๆ แล้วผ่านพ้นมันไปด้วยกันค่ะ
