bg-single

รักไม่ต้องเห็นหน้า แค่แตะก็รู้ว่าใช่

13.07.2026

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

กระจองงอง กระจองงองเจ้าข้าเอ๋ยยยยย … วารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำ “Science” เอาภาพนู้ดการมีเพศสัมพันธ์มาขึ้นปก (ฉบับวันที่ 2 เมษายน 2026) เป็นภาพของนายแบบและนางแบบคู่หนึ่งกำลังดุ๊บดิ๊บกันอย่างเมามันส์

แต่อย่าเพิ่งตกใจไป แม้ในภาพจะดูโป๊เปลือยไปบ้าง ก็นายแบบนางแบบในภาพไม่ได้ใส่อะไรปกปิดส่วนเว้าส่วนโค้งแม้แต่นิด แต่ภาพก็ไม่ได้ดูลามกอนาจาร 18+ แต่ประการใด

เพราะนายแบบนางแบบคู่ชู้ชื่นที่ว่าคือหมึกสาย (Octopus) ไม่ใช่คน

แต่คำถามที่น่าสนใจ การมีเพศสัมพันธ์ของหมึกสายสำคัญยังไง ทำไมวารสารวิทยาศาสตร์ระดับโลกถึงได้สนใจกับเรื่องนี้ถึงขนาดเอามาขึ้นปก?

ก็งานวิจัยของนักชีววิทยา นิโคลาส เบลโลโน (Nicholas Bellono) และพาโบล วิลลาร์ (Pablo Villar) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ที่ตีพิมพ์ในเล่มนี้ ค้นพบอะไรที่ประหลาดมาก… อวัยวะเพศของหมึกสาย เป็นอวัยวะรับสัมผัสด้วย ทีมวิจัยใช้คำว่า “Taste by touch” หรือ “สัมผัสเพื่อชิม” นั่นหมายความว่าส่วนนั้นของหมึก จะชิมก่อน ว่าใช่ตัวเมียที่ควรคู่มั้ย ใช่สปีชีส์เดียวกันมั้ย ถ้าใช่ก็จัดเลย โดยไม่ต้องมองเห็นด้วยตาเลยด้วย ว่าหน้าตาจะแฉล่มแช่มช้อยแค่ไหน หุ่นดีเพียงใด

หรือดูแล้วจะเป็นแม่ของลูกที่ดีหรือไม่

เป็นที่รู้กันว่าในบรรดาสัตว์ หมึกสายเป็นหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่มีพฤติกรรมทางเพศโลดโผนพิลึกพิลั่นมากที่สุด

ทั้งนี้เป็นเพราะพวกมันเป็นสัตว์สันโดษที่ปกติแล้วจะไม่สุงสิงกัน การเข้าหากัน ถ้าไม่โชว์ให้ชัดว่าอยากจะมาผูกสัมพันธ์ฉันชู้สาว บางทีอาจจะถูกมองว่าเป็นอาหารจานเด็ดที่มาเสิร์ฟให้ถึงที่ และถ้าหลบไม่ดีก็อาจจะโดนตัวเมียสวาปามด้วยความเอร็ดอร่อย

แม้การสังเวยตัวเองของตัวผู้จะไม่ได้พบบ่อยเหมือนกับพวกแมงมุม ตั๊กแตนที่หลังมีเพศสัมพันธ์มักโดนสวบเป็นนิจศีล แต่ก็พบได้อยู่ ใช่ว่าจะไร้ความเสี่ยง

และนั่นคือสาเหตุที่หมึกสายหลายชนิดมีพฤติกรรมการเกี้ยวพาราสีที่ชัดเจน หมึกสายบางประเภทจะเปลี่ยนสี หรือแพตเทิร์นบนตัว บางชนิดอาจจะเป็นลวดลายสีสลับขาวดำ หรือบางชนิดก็เป็นลวดลายคลื่นวิ่ง (passing cloud display) เพื่อโชว์หญิงว่าตัวมันพร้อมแล้วที่จะสานสัมพันธ์

บางคู่ก็จับคู่กันสำเร็จ ตัวผู้ก็จะโดดขึ้นเกาะหลังตัวเมียเพื่อที่จะอยู่ในตำแหน่งหรือ position ที่เหมาะแก่การผสมพันธุ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ห่างจะงอยปากของเจ้างามงอนเนื้อคู่ให้มากที่สุด

เพื่อที่จะได้ไม่โดนจกกินไปก่อนที่จะเสร็จกิจ

ภาพปกวารสาร Science (ฉบับ 2 เมษายน 2026) ที่เอาเรื่องหนวดองคชาตรับรสของเบลโลโนและวิลลาร์มาขึ้นปก

ในระหว่างการผสมพันธุ์ ตัวผู้จะสอดใส่หนวดชนิดพิเศษที่เรียกว่า เฮกโตโคไทลัส (Hectocotylus) (โดยมากจะเป็นหนวดที่ 3 ทางด้านขวา) หรือที่บางคนเรียกว่า หนวดสืบพันธุ์ เข้าไปในร่องเปิดบนร่างของเพศเมียที่เรียกว่า ช่องเปิดของแมนเทิล เพื่อที่จะส่งถุงอสุจิ (sperm packet) ชนิดพิเศษที่เรียกว่า สเปิร์มาโตฟอร์ (spermatophore) เข้าไปในตัวเมีย อสุจิจะถูกเก็บเอาไว้ในตัวแม่หมึกเพื่อรอผสมกับไข่

ครั้นผสมพันธุ์สำเร็จ โดยส่วนใหญ่ตัวผู้จะรีบจรลีหนีไปอย่างไว และเริ่มมองหาหมึกสาวตัวใหม่ เพื่อมาเป็นคู่ตุนาหงันตัวต่อไป

ในขณะเดียวกัน หมึกสาวที่เพิ่งโดนปู้ยี่ปู้ยำไป ก็อาจจะมีหมึกหนุ่มตัวอื่นเข้ามาสนใจ และเริ่มที่จะเกี้ยวพาราสีเพื่อสืบพันธุ์ต่อไป

การจับคู่เช่นนี้เรียกว่า โพลิจินแอนดรี (polygynandry) หรือระบบผสมพันธุ์แบบหลายผู้หลายเมีย ที่ทั้งตัวผู้และตัวเมียต่างมีโอกาสผสมพันธุ์กับคู่หลายตัวในฤดูสืบพันธุ์เดียวกัน

ระบบแบบนี้ทำให้สงครามแห่งรักไม่ได้จบลงที่การผสมพันธุ์ แต่ยังดำเนินต่อไปในระดับที่มองไม่เห็น

นั่นคือ การแข่งขันระหว่างอสุจิของตัวผู้หลายตัวภายในร่างกายของตัวเมีย

ดังนั้น ลูกที่เกิดในครอกเดียวกันจึงอาจมีพ่อมากกว่าหนึ่งตัวได้

ที่พีกคือบางตัวเพื่อความอยู่รอดอาจจะทิ้งหนวดเฮกโตโคไทลัสเอาไว้ในตัวเมีย ให้หนวดชอนไชเข้าไปหาตำแหน่งของรังไข่เพื่อเอาอสุจิไปฝากไว้ตรงนั้นด้วยตัวหนวดเอง

ส่วนเจ้าของหนวดแว้บไปอยู่ที่อื่นแล้วเพื่อความอยู่รอด

นี่เองที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจขึ้น นั่นคือ ในปี 1829 ฌอร์ฌ คูวีเย (Georges Cuvier) นักกายวิภาคและสัตววิทยาผู้โด่งดัง ผู้เสนอแนวคิดการสูญพันธุ์จากหายนะที่เกิดเป็นช่วงๆ หรือ Catastrophism ได้ทดลองผ่าศึกษากายวิภาคของหมึกกระดาษ (Argonauta argo) เพศเมียและได้พบหนวดสืบพันธุ์ของตัวผู้ที่ยังดุ๊กดิ๊กได้ราวกับมีชีวิตอยู่ในแมนเทิลของตัวเมีย

แต่ในเวลานั้นยังไม่มีใครรู้จักหนวดสืบพันธุ์ และไม่มีใครรู้ว่าหมึกกระดาษตัวผู้จะอุตริปล่อยหนวดของตัวเองทิ้งไว้ในตัวเมีย เขาจึงเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็น “หนอนปรสิต” ชนิดใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครค้นพบ ก็เลยตั้งชื่อมันว่า Hectocotylus octopodis

ต่อมาในปี 1856 ยาปีตัส สตีนสตรุป (Japetus Steenstrup) นักธรรมชาติวิทยา จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ได้ศึกษากายวิภาคของหนวดหมึกอย่างละเอียดและพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่คูวีเยเข้าใจว่าเป็นหนอนปรสิตนั้น แท้จริงคือหนวดสืบพันธุ์ของหมึกกระดาษเพศผู้ที่หลุดเข้าไปอยู่ในตัวเมียระหว่างการผสมพันธุ์ ไม่ใช่ปรสิตแต่อย่างใด

แต่แม้จะมีการแก้ความเข้าใจผิดไปเรียบร้อยนานแล้วแต่ชื่อเฮกโตโคไทลัสจึงถูกใช้จนติดปากมาถึงยุคปัจจุบัน

เมื่อเริ่มรู้แน่ชัดแล้วว่า “หนอนปรสิต” แท้จริงคือหนวดสืบพันธุ์ของหมึกตัวผู้ ก็เริ่มมีการตีความหลักฐานเลยเถิด จนมีสมมุติฐานจากจินตนาการแบบเอ็กซ์ตรีมว่า บางทีหมึกกระดาษตัวผู้อาจจะดีดหนวดสืบพันธุ์นี้ออกจากร่าง แล้วปล่อยให้มันว่ายน้ำไปตามหาตัวเมียเองราวกับสิ่งมีชีวิตอิสระ

ความคิดนี้น่าตื่นเต้นไม่น้อย แต่หลักฐานปัจจุบันกลับขัดแย้ง ที่น่าจะเกิดขึ้นมากกว่าก็คือ หมึกกระดาษตัวผู้ (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียมาก จนในตอนแรกเลยตามหาเจ้าของหนวดไม่เจอ) จะเข้าไปผสมพันธุ์ ใช้หนวดสืบพันธุ์สอดเข้าไปในโพรงแมนเทิลของตัวเมียก่อน แล้วจึงปล่อยหนวดนั้นหลุดคาไว้ในตัวเมีย เพื่อให้การถ่ายโอนสเปิร์มาโตฟอร์นั้นทำได้เต็มที่

ส่วนตัวผู้ตัวจิ๋วก็รีบถอนตัว ถอยออกจากฉากรักอันแสนสุ่มเสี่ยง

เพื่อที่จะได้ไม่เป็นอาหารว่างของเจ้าสาวของมัน

ภาพปกวารสาร Science (ฉบับ 4 กันยายน 2025) ที่เอาเรื่องหนวดตรวจของเสียของเบลโลโนมาขึ้นปก

แต่แม้ว่าชีววิทยาของหนวดสืบพันธุ์จะมีความน่าสนใจมาก กลับไม่ค่อยมีใครสนใจทำวิจัยกับมันเท่าไร ตัวเบลโลโนเอง จริงๆ ก็ไม่ได้สนใจหนวดสืบพันธุ์ขนาดนั้น แล็บของเขาสนใจกลไกทางประสาทของระบบรับสัมผัสของหมึกสายมากกว่า

พวกเขาพบว่าหนวดส่วนใหญ่ของหมึกสายที่ทำหน้าที่เหมือนลิ้นที่กวาดลงไปบนพื้นทะเล ใต้หิน และในที่ต่างๆ แม้ในซอกในหลืบที่มองไม่เห็นเพื่อที่จะล่าเหยื่อและระแวดระวังภัย

ในปี 2025 เบลโลโนและทีมตีพิมพ์เปเปอร์ขึ้นปกวารสาร Cell พบว่าเซลล์ประสาทส่วนใหญ่ของมันราวห้าร้อยล้านเซลล์นั้นกระจายอยู่ในหนวดทั้งแปดที่ยวบยาบของมัน ซึ่งทำให้หนวดพวกนี้สามารถขยับได้ราวกับมีความคิดเป็นของตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ถ้วยดูดที่บนหนวดหมึกนั้นก็มีเซลล์รับสัมผัสอยู่มากมายเช่นกัน นับเป็นหมื่นเซลล์ ทำให้หนวดของหมึกสามารถรับสัมผัสได้ไม่ต่างจากลิ้นของคน

และในงานนั้น เบลโลโนและทีมค้นพบว่าหมึกสายสามารถรับรู้ได้ว่าเหยื่อไหนกินได้ เหยื่อไหนมีพิษ เหยื่อไหนเน่าเสียแล้วได้ แค่ใช้หนวดแตะๆ ดู

ที่สำคัญ หมึกเพศเมียสามารถตรวจสอบไข่ของตัวเองได้ด้วยว่าไข่ใบไหนของมันที่เสียแล้ว ไม่น่าจะฟัก มันจะทยอยลอกออกมาและเขวี้ยงทิ้งออกไปจากรัง (โพรง) ของมัน

ชัดเจนว่าหนวดหมึกน่าจะรู้รสและรับกลิ่นได้เป็นอย่างดี

และเพื่อให้เข้าใจกลไกการรับสัมผัสในหนวดหมึกมากขึ้น วิลลาร์จึงเริ่มศึกษาว่าเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสนั้นน่าจะกระจายตัวอยู่ที่หนวดไหนบ้าง และผลก็ทำให้เขาประหลาดใจ เพราะว่าเซลล์รับสัมผัสนั้นพบมากมายแม้ในหนวดที่ปกติแล้วจะไม่ยืดออกไปหาอาหารอย่างเฮกโตโคไทลัส แถมยังมีโครงสร้างถ้วยดูดอีกด้วย

“ปกติแล้ว หมึกจะเก็บหนวด (เฮกโตโคไทลัส) พวกนี้ใกล้กับลำตัว ม้วนไว้ ไม่ได้เอามาใช้สำรวจพื้นทะเล” วิลลาร์กล่าว และนั่นทำให้เขาแปลกใจ เพราะถ้ามองในมุมของบทบาทหน้าที่ หนวดเฮกโตโคไทลัสมีหน้าที่ไว้สอดใส่เข้าไปในตัวเมียเพื่อการสืบพันธุ์ ฟังก์ชั่นของมันมิต่าง “องคชาต”

คำถามก็คือ องคชาตจะดมกลิ่น หรือรับรสไปเพื่ออะไร? วิลลาร์ไม่อยากจะเชื่อ… แม้จะไม่ได้สนใจเรื่องการสืบพันธุ์ของหมึก แต่การค้นพบว่าองคชาตหมึกรับสัมผัสได้มันน่าสนใจเกินไป

เขาตัดสินใจเดินหน้าต่อ

และเพื่อทดลองให้รู้ดำรู้แดง วิลลาร์และเบลโลโนได้ติดต่อทีมวิจัยหมึกที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก (The University of California San Diego) เพื่อศึกษาดูว่าหนวดสืบพันธุ์ของหมึกสายสองจุดแคลิฟอร์เนีย (California two-spot octopus) จะเอามาใช้ในการสืบพันธุ์จริงมั้ย

ทีมวิจัยได้ออกแบบ… อ่างเพาะเลี้ยงให้มีสองฝั่ง กั้นด้วยผนังสีดำที่มีรูที่ใหญ่พอเพียงแค่ให้หมึกสามารถสอดหนวดผ่านเข้าไปได้ แต่ไม่สามารถเอาตัวลอดผ่านหรือมองทะลุผนังกั้นได้

นั่นหมายความว่าหมึกจะไม่รู้เลยว่าอีกฝั่งคืออะไร และทางเดียวที่จะรู้ได้คือเอาหนวดคลำ

…ซึ่งปกติแล้ว หนวดที่หมึกใช้สำรวจตรวจตราสิ่งแวดล้อม ก็จะเป็นหนวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่หนวดองคชาต เฮกโตโคไทลัส

พอใส่ตัวผู้เข้าไป ทั้งสองฝั่ง หมึกหนุ่มทั้งสองมีการยื่นหนวดของตัวเองไปสำรวจอีกฝั่งผ่านรูที่เจาะไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอเจอกับเพื่อนอีกฝั่งก็มีการกอดเกี่ยวหนวดกันบ้าง มีหลบมุมไม่ให้โดนหนวดของอีกฝ่ายบ้าง แต่เป็นหนวดปกติไม่ใช่หนวดสืบพันธุ์ พวกมันไม่ได้พยายามจะซั่มกันผ่านผนังแต่อย่างใด

แต่พอสองฝั่งเป็นคนละเพศเท่านั้นแหละ หนวดสืบพันธุ์เฮกโตโคไทลัสที่เคยม้วนเก็บไว้อย่างเรียบร้อย ก็เริ่มยื่นออกมาผ่านรูเปิดของผนัง ตัวผู้แตะๆ ตัวเมียและเริ่มควานหาช่องแมนเทิล ในขณะที่หมึกสาวก็ดูจะไม่รังเกียจรังงอนอะไรกับหนวดองคชาตของหมึกหนุ่ม เพราะแม้จะมีมุมให้หลบฉากได้ แต่ก็ดูไม่ได้พยายามหลบเลี่ยงหนวดองคชาตที่มาแต๊ะอั๋งแต่อย่างใด

ผลที่ได้นี้น่าสนใจเพราะตอนที่สองข้างเป็นเพศเดียวกัน พวกหมึกหนุ่มใช้หนวดปกติที่ใช้สำรวจโลกอยู่แล้ว ยื่นออกไปคลำสำรวจว่าอีกฝั่งคืออะไร

แต่พอเปลี่ยนเป็นคนละเพศเท่านั้น หนวดที่ยื่นไปของหมึกหนุ่มกลับกลายเป็นหนวดอวัยวะเพศ แถมยังพยายามลวนลามหมึกสาวอีก ส่อเจตนาชัดเจนว่าต้องการอะไร

ที่พีกสุดคือในการทดลอง หมึกสาวส่วนใหญ่จะอยู่นิ่งเฉยๆ ให้เขาสอดใส่ และส่งถ่ายถุงอสุจิได้ตามใจ

วิลลาร์เผยว่าบางคู่ตัวติดกันอยู่เป็นชั่วโมงก็มี

การทดลองของเบลโลโนและวิลลาร์

น้องงงงงงง …สืบพันธุ์ผ่านผนังกั้น แม้จะมองไม่เห็นกัน แต่กลับรู้ว่าอีกฝ่ายคือเนื้อคู่ที่ใฝ่หา เกิดอะไรขึ้น? วิลลาร์เชื่อว่าต้องมีสัญญาณอะไรสักอย่างที่บอกว่าอีกข้างของผนังเป็นคนละเพศแน่นอน ทำให้ตัวผู้ดี๊ด๊ารีบยื่นเฮกโตโคไทลัสไปสำรวจโลก แทนที่จะใช้หนวดหาอาหาร

วิลลาร์ลองวิเคราะห์ทรานสคริปโตมของเนื้อเยื่อสืบพันธุ์ของตัวเมีย เพื่อดูว่าในเนื้อเยื่อสืบพันธุ์ของเพศเมียนั้น มีการแสดงออกโปรตีนอะไรบ้างที่แตกต่างๆ ไปจากของหมึกหนุ่ม

และที่เขาค้นพบก็คือ เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างฮอร์โมนในกลุ่มสเตียรอยด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอนไซม์ 3?-HSD (3?-hydroxysteroid dehydrogenase) ซึ่งเร่งปฏิกิริยาเพื่อสร้างฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน (Progesterone)

และเพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดว่าหมึกสาวมีการสร้างฮอร์โมนจริง วิลลาร์เอาเนื้อเยื่อดังกล่าวไปวิเคราะห์ต่อและพบโพรเจสเตอโรนในเนื้อเยื่อของเพศเมียจริงทั้งในรังไข่ ท่อนำไข่ หรือแม้แต่บนผิวหนัง

และเพื่อทดสอบว่าโพรเจสเตอโรนกระตุ้นให้หมึกหนุ่มกระเหี้ยนกระหือรือที่จะส่งหนวดสืบพันธุ์เฮกโตโคไทลัสของมันไปสำรวจอีกฟากได้จริง เขาทำการทดลองอีกสองอย่าง

อย่างแรกคือลองตัดหนวดสืบพันธุ์ของหมึกออกมา แล้วใส่โพรเจสเตอโรน ผลปรากฏว่าหนวดเฮกโตโคไทลัสที่โดนตัดออกมา มีอาการดีดดิ้นชัดเจน หลังเจอโพรเจสเตอโรน แม้จะไม่ได้ต่ออยู่กับตัวหมึกแล้วก็ตาม ที่สำคัญ ยังพบการส่งสัญญาณประสาทจริงในหนวดที่ตัดออกมาแล้วด้วย

แสดงว่าหนวดสืบพันธุ์ตอบสนองต่อฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนของหมึกสาวจริงๆ

และเพื่อให้ชัดเจนว่า โพรเจสเตอโรนนี่แหละที่น่าจะเป็นกลิ่นหรือรสชาติที่ช่วยกระตุ้นให้ต่อมรับรสในหนวดองคชาตรับรู้ว่านี่คือหมึกสาวที่ปรารถนา พวกเขาเริ่มการทดลองใหม่แบบเดิม ก็คือใส่ตัวผู้และตัวเมียคนละฝั่งของผนังทึบ

เมื่อหมึกตัวผู้เริ่มรู้ว่าอีกฝั่งน่าจะเป็นน้องนางของมันและเริ่มค้นหาตัวเมีย พวกเขาก็เอาตัวเมียออกไป แล้วแทนที่ด้วยหลอดพลาสติกทรงกรวยที่เคลือบสารเคมีชนิดต่างๆ เพื่อทดสอบว่าสารใดจะสามารถกระตุ้นพฤติกรรมการค้นหาคู่ได้บ้าง

ผลปรากฏว่าหมึกหนุ่มให้ความสนใจกับกรวยเคลือบโพรเจสเตอโรนมาก และเมินเฉยต่อสารเคมีอื่นๆ ทั้งหมด

วิลลาร์และเบลโลโนสรุปว่าโพรเจสเตอโรนนี่แหละคือกลิ่นรสของนวลนางที่หมึกหนุ่มเฝ้าใฝ่หา

คงไม่มีใครบอกได้ว่ารสชาติหรือกลิ่นของโพรเจสเตอโรนสำหรับหมึกนั้นเป็นอย่างไร

แต่เพื่อไขปริศนาว่ามันรับรู้โมเลกุลนี้ได้อย่างไร ทีมของเบลโลโนจึงสกรีนตัวรับเคมี (chemotactile receptors) หลายชนิดกับไลบรารีของสารชีวโมเลกุลกว่า 800 ชนิด จนพบว่ามีโปรตีนตัวรับเพียงชนิดเดียวที่ตอบสนองต่อโพรเจสเตอโรนได้อย่างโดดเด่น

นั่นคือ Chemotactile Receptor 1 (CRT1)

จากนั้นพวกเขายังใช้เทคนิคจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่อุณหภูมิเย็นยิ่งยวด (cryo-EM) เพื่อหาโครงสร้างสามมิติของโปรตีน CRT1 และได้แสดงให้เห็นในระดับอะตอมว่าโมเลกุลของโพรเจสเตอโรนเข้าไปจับอยู่ในตำแหน่งใดของโปรตีน CRT1 และอธิบายได้ว่าทำไมตัวรับชนิดนี้จึงมีความจำเพาะต่อฮอร์โมนดังกล่าวได้อย่างน่าทึ่ง

ต้องบอกว่างานนี้โหดจริง เพราะทีมของเบลโลโนรับจบแบบครบวงจร พวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่การสังเกตว่าหมึกใช้หนวดสืบพันธุ์ค้นหาตัวเมีย แต่ไล่แกะปริศนานี้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากพฤติกรรมการผสมพันธุ์ การค้นหาตัวรับเคมี การแสดงออกของยีน และการค้นหาจนเจอว่า โปรตีน CRT1 คือโปรตีนตัวรับของโพรเจสเตอโรน ก่อนจะปิดท้ายด้วยการใช้ cryo-EM เพื่อแสดงให้เห็นในระดับอะตอมว่า โมเลกุลโพรเจสเตอโรนเข้าไปจับกับตัวรับนี้ได้อย่างไร

งานนี้จึงไม่ใช่แค่งานวิจัยที่แปลกเพียงเพราะมันเล่าเรื่อง “อวัยวะเพศที่ดมสาวได้” แต่มันเป็นงานที่เชื่อมโยงทุกระดับของชีววิทยาและนั่นคือเหตุผลที่งานสุดประหลาดชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Science

ไม่ใช่เพราะความพิลึกของคำถาม แต่เพราะความสมบูรณ์ของคำตอบ

ก็อย่างที่ว่ากันนั่นแหละ ถ้ามองในมุมวิวัฒนาการ สองกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้สปีชีส์คงอยู่ต่อไปได้ก็คือ กลยุทธ์เพื่อการอยู่รอด และกลยุทธ์เพื่อการสืบพันธุ์

แต่กลยุทธ์อวัยวะเพศที่ดมสาวได้ ชิมรสสาวได้ อันนี้ก็เกินคาดไปหน่อย

ใต้ภาพ

1. ภาพปกวารสาร Science (ฉบับ 2 เมษายน 2026) ที่เอาเรื่องหนวดองคชาตรับรสของเบลโลโนและวิลลาร์มาขึ้นปก

2. ภาพปกวารสาร Science (ฉบับ 4 กันยายน 2025) ที่เอาเรื่องหนวดตรวจของเสียของเบลโลโนมาขึ้นปก

3. การทดลองของเบลโลโนและวิลลาร์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หมาก = มะ (3)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (1) แนวคิดโบราณที่ถูกละทิ้ง
หากเธอให้อภัยได้ ทำไมคุณจะทำไม่ได้
เกมสงครามจุลินทรีย์ (2)
รักไม่ต้องเห็นหน้า แค่แตะก็รู้ว่าใช่
ฟุตบอลโลก กับเก้าอี้แฟนฟุตบอลร่างใหญ่ ไซซ์ XL
คุยกับทูต | แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน จากกรุงเทพฯ สู่ฮานอย ทูตดัตช์อำลาไทย พร้อมความทรงจำและมิตรภาพตลอด 5 ปี
พิธีกรรมของประชาชนเพื่อทำมาหากิน
เจอกัน?
เสียงคลื่น ยูกิโอะ มิชิม่า (2)
‘ครัวสาว’ ‘การล้างแค้น’ และ ‘ความย้อนแย้ง’
ความผิดปกติ