จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

“ศิลาจารึกหลักที่ 1” ช่วยยืนยันว่า ‘หมากพร้าว’ หรือ ‘มะพร้าว’ เป็นผลไม้ที่อยู่คู่ไทยมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัย เรามีสวนมะพร้าว สวนขนุน สวนมะม่วง และสวนมะขามมากมายในอาณาจักรสุโขทัย ผู้ใดปลูกไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้นั้น

“ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน”

‘ป่าพร้าว’ ‘ป่าหมากพร้าว’ หรือ ‘สวนมะพร้าว’ ยังมีทางทิศเหนือของกรุงสุโขทัย ดังคำจารึกว่า

“เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอจนะ มีปราสาท มีป่าหมากพร้าว

ป่าหมากลาง มีไร่มีนา มีถิ่นถาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก”

สมัยอยุธยา “คำให้การขุนหลวง วัดประดู่ทรงธรรม” (เอกสารจากหอหลวง) บันทึกว่าทั้งมะพร้าวและสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากส่วนต่างๆ ของมะพร้าวล้วนเป็นสินค้าในแหล่งค้าขายนอกกรุงศรีอยุธยาทั้งสิ้น

“เรือมอญใหญ่ปากกว้าง ๖-๗ ศอก พวกมอญบันทุกมะพร้าวห้าว แลไม้แสมทเลแลเกลือขาวมาจอดฃาย ๑” (มะพร้าวห้าว = ผลมะพร้าวที่แก่จัด) (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

“ย่านบ้านท่ากายีนอกกำแพงกรุง เปนบ้านแขกเก่า พวกแขกนั้นฟั่นเชือกเปลือกมะพร้าวตีเปนสายสมอ ยาวเส้นหนึ่งบ้างยาวสามสิบวาบ้าง บางทีทำยาวถึงห้าสิบวา ฃายแก่นายกำปั่นสลุปสำเภา แลฟั่นชุดจุดบุหรี่ด้วยเปลือกมะพร้าวฃายขุนนางแลราษฎร ที่ต้องการใช้แลทำบุญ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

สำหรับ ‘เชือกเปลือกมะพร้าว’ หนังสือ “ประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยาม” ที่นายฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง ชาวฝรั่งเศส รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยสมัยอยุธยาไว้โดยละเอียด (นายปอล ซาเวียร์ แปล กรมศิลปากรจัดพิมพ์ พ.ศ.2530) บันทึกว่าชาวสยามทำเชือกจากเปลือกมะพร้าว ดังนี้

“ชาวสยามไม่มีต้นป่าน เขาใช้เปลือกมะพร้าวทำเชือก เปลือกมะพร้าว คือ เปลือกเขียวๆ ที่อยู่นอกผลมะพร้าว เหมือนกับที่มีเปลือกนอกลูกนัตของเรา ต่างกันแต่เพียงว่าเปลือกมะพร้าวหนาถึง ๓ นิ้ว และเส้นใยของมันทำเชือกได้ ไม่มีต้นไม้ใดที่ใช้ทำประโยชน์ได้มากยิ่งกว่าต้นมะพร้าวและต้นไผ่”

หนังสือเล่มเดียวกันนี้นอกจากกล่าวถึงประโยชน์ของมะพร้าวด้านอุปโภคแล้ว ยังมีด้านบริโภคด้วย

“มะพร้าวเป็นผลไม้ ที่ชาวสยามใช้ในอาหารการกินมากที่สุด เขาใช้กะทิมะพร้าวสำหรับชูรสหลายอย่าง และใช้มะพร้าวที่ขูดและบางทีเนื้อมะพร้าวเองสำหรับปรุงเนื้อต้มให้มีรสดีขึ้น”

ของหวานหลายชนิดขาด ‘กะทิ’ มิได้ ดังที่ “กาพย์เห่ชมเครื่องหวาน” รัชกาลที่ 2 ทรงบรรยายว่า

“๏ ซาหริ่มลิ้มหวานล้ำ แทรกใส่น้ำกะทิเจือ

วิตกอกแห้งเครือ ได้เสพย์หริ่มพิมเสนโรย”

‘ซาหริ่ม’ หรือ ‘ซ่าหริ่ม’ คือ ขนมทำด้วยแป้งถั่วเขียว ลักษณะเป็นเส้นเล็กยาวเหนียวนุ่ม มีหลายสีโดยมากเป็นสีอ่อนๆ เช่น ขาว ชมพู เขียว กินกับน้ำกะทิผสมน้ำเชื่อมใส่น้ำแข็ง สมัยรัชกาลที่ 2 เมืองไทยยังไม่มีน้ำแข็ง จึงโรย ‘พิมเสน’ นิดหน่อยลงใน ‘ซ่าหริ่ม’ หรือ ‘ซาหริ่ม’ เพื่อให้มีรสเย็นซ่าชื่นใจและได้กลิ่นหอมเย็นๆ จากเกล็ดพิมเสนไปพร้อมๆ กัน ดังข้อความว่า ‘ได้เสพย์หริ่มพิมเสนโรย’

(ขนมนี้คนไทยมักเรียกกันติดปากว่า ‘สลิ่ม’ ที่ถูกต้องคือ ‘ซาหริ่ม’ หรือ ‘ซ่าหริ่ม’)

นอกจาก ‘ซาหริ่ม’ ยังมีขนมบางชนิดที่ขาดมะพร้าวไม่ได้ การกวนขนมชนิดนี้มีบรรยากาศครึกครื้นอย่าบอกใคร

“น้ำอ้อยน้ำตาลงบครบครันไป บ้างก็วิ่งขวักไขว่อยู่ไปมา

กวนขนมกะละแมแซ่เซ็งไป มะพร้าวปอกไว้ต่อยแตกฉ่า

กระต่ายขูดครูดแคะแกะกะลา คั้นกะทิกระทะฉ่าเทลงไป

เอาแป้งมาขยำแล้วซ้ำกรอง น้ำตาลใส่ลงในท้องกระทะใหญ่

เหลวเหลวกวนง่ายสบายใจ เร่งไฟคนเคี่ยวเหนียวเข้าทุกที

ผลัดกันบ้างเป็นไรหัวไหล่เหนื่อย เมื่อยแขนเป็นจะตายแล้วอ้ายผี

ติดกระทะเลอะละอยู่เช่นนี้ ควักพายป้ายที่ใบตองรอง

มึงชิมกูชิมริมกระทะ หวานละดีครันเป็นมันย่อง

หมดริมควักชิมที่กลางลอง พร่องไปครึ่งกระทะชะหวานจริง”

ตัวอย่างข้างต้นมาจากเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” หลังจากพลายแก้วแต่งงานกับนางพิมพิลาไลยได้ไม่นาน ต้องเป็นแม่ทัพไปรบเชียงใหม่ตามคำสั่งของสมเด็จพระพันวษา นางศรีประจัน แม่ยายพลายแก้วจึงให้บ่าวรับใช้จัดเตรียมเสบียงระหว่างเดินทางให้ลูกเขย

หนึ่งในเสบียงที่เก็บไว้กินได้นานๆ คือ ‘กะละแม’ – ขนมกวนเหนียวหนึบสีดำๆ รสชาติหอมหวานมันที่ใช้น้ำตาลจากพืชธรรมชาติ เช่น น้ำอ้อย และน้ำตาลงบ (= น้ำตาลที่ทำจากน้ำอ้อยเคี่ยวจนข้นแล้วหยอดใส่พิมพ์ให้เป็นแผ่นกลมๆ) เคี่ยวผสมกับแป้งข้าวเหนียวและกะทิในกระทะตั้งไฟ กวนจนเหนียวเป็นเนื้อเดียวกัน

ความที่อร่อยจนอดใจไม่ไหว คนกวนกะละแมจึงร่วมด้วยช่วยกันชิมเสียจน ‘พร่องไปครึ่งกระทะ’ ดีที่ยังเหลือพอเป็นเสบียงให้พลายแก้ว

ความมันและความหอมหวานของกะละแมโบราณมาจาก ‘กะทิสดๆ’ ที่คั้นจาก ‘มะพร้าว’ หรือ ‘หมากพร้าว’ รวมกับ ‘น้ำอ้อย’ – ‘น้ำตาลงบ’ มีความร้อนจากกระทะเป็นตัวช่วยกระจายความหอมหวานมันอย่างทั่วถึง อาศัยแรงคนในการกวน ที่สำคัญคือทำแค่พอกิน ไม่ได้ทำขาย ปริมาณจึงไม่มากเท่าใดนัก

กะละแมปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรแทนแรงคนเนื่องจากทำเป็นการค้า จำเป็นต้องเพิ่มกำลังผลิต เครื่องจักรสามารถกวนได้จำนวนมากๆ หลายสิบกิโลกรัม ขืนใช้แรงคนกวนกะละแมติดๆ กันหลายชั่วโมงกว่าจะเหนียวข้น กำลังคนสู้ไม่ไหว เหนื่อยเกิน ดีไม่ดีกวนไปนานๆ เหงื่อหยดรดกะละแมมีรสเค็มปะแล่มๆ โดยไม่ต้องผสมเกลือ

ที่ต้องคำนึงถึงคือ สุขอนามัยของผู้บริโภค ถ้าใช้เครื่องจักรก็ลดการสัมผัสจากคน ควบคุมได้ทั้งความสะอาด ความเร็วในการกวน และอุณหภูมิคงที่ ผลคือเนื้อขนมเนียนสม่ำเสมอ ได้รสชาติตามต้องการ กะละแมแม้ยังทำจากแป้งข้าวเหนียวและกะทิเหมือนในอดีต แต่สำหรับความหวานมาจากน้ำตาลหลากหลาย อาทิ น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าว หรือน้ำตาลอ้อย กะละแมสมัยนี้โรยหน้าสารพัดแบบตั้งแต่ถั่วลิสง งาขาวงาดำ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์สไลซ์ แต่งสีกลิ่นรส ใส่ผงใบเตย โกโก้ มัตฉะ

ใส่เนื้อผลไม้แห้งมีตั้งแต่อบ กวน เชื่อม เช่น เสาวรส ทุเรียน มะยงชิด ลูกเกด แครนเบอร์รี่ ฯลฯ

นอกจากใช้บริโภค ‘หมากพร้าว’ หรือ ‘มะพร้าว’ ยังเป็นส่วนหนึ่งของโศกนาฏกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อเรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเกิดอุบัติเหตุล่มลงระหว่างเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยังพระราชวังบางปะอิน ใครๆ ก็มิอาจช่วยเหลือได้เนื่องจากกฎมณเฑียรบาลสมัยโบราณกำหนดว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าใกล้หรือแตะต้องเรือพระประเทียบ (ยานพาหนะที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้านายฝ่ายใน อาทิ พระมเหสี เจ้าจอม และพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหญิง) ผู้ฝ่าฝืนมีโทษสถานหนัก ทั้งยังระบุชัดเจนว่า ห้ามผู้ใดสัมผัสพระวรกายของพระมเหสี มิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งตระกูล”

ดังที่ “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 2 บันทึกว่า

“อนึ่งถ้าเรือประเทียบล่ม ให้ชาวเรือว่ายน้ำหนี ถ้าอยู่กับเรือโทษถึงตาย ถ้าเรือประเทียบล่มก็ดี ประเทียบตกน้ำก็ดี แลว่ายน้ำอยู่บันดาตาย ให้ภูดาษแลชาวเรือยื่นเสร้าแลซัดหมากพร้าวให้เกาะตามแต่จะเกาะได้ ถ้ามิได้อย่ายึด ถ้ายึดขึ้นให้รอดโทษถึงตาย ถ้าซัดหมากพร้าวให้รอดรางวันเงินสิบตำลึงขันทองหนึ่ง ถ้าเรือประเทียบล่มมีผู้อื่นเหน แลซัดหมากพร้าวเอาขึ้นให้รอดโทษทวีคูณตายทังโคตร” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ความหมายคือ ทันทีที่เรือพระประเทียบล่ม เจ้าพนักงานในเรือต้องรีบว่ายน้ำออกจากบริเวณนั้น ถ้ายังอยู่ มีโทษประหารชีวิต หากเรือพระประเทียบล่ม หรือเจ้านายฝ่ายในตกน้ำกำลังพยายามเอาชีวิตรอด ให้เจ้าพนักงานในเรือที่ว่ายขึ้นฝั่งแล้ว เอาไม้เส้า (ที่สำหรับกระทุ้งลงที่เรือดั้งนำแห่เสด็จขุนหลวงนั้น – จาก “อักขราภิธานศรับท์”) หรือโยนลูกมะพร้าวให้เจ้านายฯ เกาะ

ถ้าไม่มีไม้เส้าหรือลูกมะพร้าว ห้ามเจ้าพนักงานว่ายลงไปช่วยเจ้านายฯ เป็นอันขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษประหาร หากเจ้าพนักงานผู้ใดโยนลูกมะพร้าวให้เจ้านายฯ เกาะแล้วรอดชีวิต ได้รับรางวัลขั้นต่ำคือเงินสิบตำลึง รางวัลขั้นสูงสุดคือขันทอง ๑ ใบ ตรงกันข้ามหากผู้ที่โยนลูกมะพร้าวช่วยเจ้านายฝ่ายในให้เกาะเอาชีวิตรอด มิใช่เจ้าพนักงาน ผู้นั้นต้องโทษประหารทั้งตระกูล

จะเห็นได้ว่าการช่วยเหลือเจ้านายฝ่ายในอยู่ภายในกรอบกำหนดแห่ง ‘กฎมณเฑียรบาล’ ซึ่งเป็นข้อบัญญัติพิเศษเกี่ยวกับพระราชฐาน และพระราชวงศ์ มีผลต่อเหตุการณ์เรือพระประเทียบล่มเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2423 ในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นเหตุให้สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ พระราชธิดาจมน้ำสิ้นพระชนม์

ยังความทุกข์โถมทับพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนมิอาจหักหาย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หมาก = มะ (3)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (1) แนวคิดโบราณที่ถูกละทิ้ง
หากเธอให้อภัยได้ ทำไมคุณจะทำไม่ได้
เกมสงครามจุลินทรีย์ (2)
รักไม่ต้องเห็นหน้า แค่แตะก็รู้ว่าใช่
ฟุตบอลโลก กับเก้าอี้แฟนฟุตบอลร่างใหญ่ ไซซ์ XL
คุยกับทูต | แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน จากกรุงเทพฯ สู่ฮานอย ทูตดัตช์อำลาไทย พร้อมความทรงจำและมิตรภาพตลอด 5 ปี
พิธีกรรมของประชาชนเพื่อทำมาหากิน
เจอกัน?
เสียงคลื่น ยูกิโอะ มิชิม่า (2)
‘ครัวสาว’ ‘การล้างแค้น’ และ ‘ความย้อนแย้ง’
ความผิดปกติ