แนวรบและแนวรักที่ปลายด้ามขวาน เหตุการณ์ต้องเปลี่ยนแปลง | เรื่องสั้น : มานพ แก้วสนิท
1
รถไฟสายใต้ที่โขยกเขยกไปบนรางเหล็กอย่างเรื่อยเฉื่อย และเวลาที่ผ่านไปข้ามวันข้ามคืน อาจทำให้ใครต่อใครรู้สึกเบื่อหน่ายและอิดหนาระอาใจว่าเมื่อใดจะถึงเสียที แต่สำหรับผู้หมวดหนุ่มผู้เพิ่งเดินทางลงใต้เป็นครั้งแรก กลับรู้สึกเฉยๆ ที่เขาดูจะตื่นเต้นไม่น้อย กลายเป็นเรื่องราวในหนังสือที่เพื่อนคนหนึ่งยื่นให้
“จะไปอยู่เมืองใต้ก็ต้องรู้เรื่องคนใต้สิ” เพื่อนคนนั้นบอกยิ้มๆ
“มันจะเป็นเหมือนหนังสือเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานของเอ็งไง อ่านฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ กว่าจะถึงปลายทาง คงได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกอักโข” คือคำที่เพื่อนคนนั้นบอก
ทีแรก เขาก็ไม่ได้สนใจหนังสือเล่มนั้นมากนัก คิดว่าอ่านไปเล่นๆ ดีกว่าอยู่เฉยๆ แต่ครั้นเปิดอ่านไปๆ ก็ยิ่งสนุก โดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวในหนังสือเล่มนั้นกล่าวถึงตัวตลกหนังตะลุงหลากหลายตัวที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะตัวตลกเลือดมุสลิมที่ชื่อ “อ้ายสะหม้อ” แห่งหมู่บ้านสะกอม ผู้มีพฤติกรรมแปลกประหลาด โดดเด่นเกินความคาดหมายกว่าตัวตลกอื่นๆ
ยิ่งตอนที่รถไฟออกจากสถานีหาดใหญ่ ผ่านสถานีจะนะ และกำลังเข้ารอยต่อระหว่างอำเภอ ไปสู่สถานีเทพา ซึ่งต้องผ่านตำบลสะกอม อันเป็นนิวาสสถานบ้านเกิดของ “บังสะหม้อ” ด้วยแล้ว ชายหนุ่มถึงกับลุกยืนเพ่งตาผ่านกระจกหน้าต่าง เพื่อจะได้ชมหย่อมบ้านสองข้างทางแห่งนั้น ซึ่งเขาคิดว่า ไม่หลังใดก็หลังหนึ่งต้องเป็นบ้านเกิดของ “บังสะหม้อ” แห่งบ้านสะกอมอย่างแน่นอน
ผู้หมวดหนุ่มเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ชายทะเล หย่อมบ้าน “สะกอม” ที่มีผู้คนนับถือศาสนาอิสลามอยู่เกือบทั้งหมู่บ้าน เขากลับมานั่ง แล้วสายตาของเขาก็เริ่มไล่เรียงไปตามตัวอักษรบนหน้ากระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจอีกครั้งหนึ่ง
2
เล่ากันมาว่า
หนังกั้น ทองหล่อ ยอดหนังตะลุงแห่งบ้านน้ำกระจาย จังหวัดสงขลา ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (หนังตะลุง) ประจำปี 2529 (ถึงแก่กรรมแล้วเมื่อปี 2531) มีตัวตลกเอกประจำคณะที่คอหนังตะลุงรู้จักกันดี คือ “อ้ายสะหม้อ” เล่ากันต่อๆ มาว่า ก่อนจะตัดตัวตลกหนังตะลุงตัวนี้ขึ้นโลดแล่นบนหน้าจอนั้น หนังกั้นได้เดินทางมาขออนุญาตต่อลูกหลานของบังสะหม้อที่บ้านสะกอมว่า หนังกั้นจะขอเล่นรูปหนังตัว “สะหม้อ” เป็นตัวตลกเอกของคณะ ซึ่งทำให้ญาติพี่น้องของบังสะหม้อพอใจมาก และเป็นเหตุให้หนังกั้นได้รู้จักบังสะหม้อตัวจริงในแง่มุมต่างๆ ได้เก็บเกี่ยวเอาเรื่องราวมากมายจากคนรู้จักบังสะหม้อและลูกหลานของบัง ทำให้หนังกั้นเอารูปสะหม้อออกแสดงได้อย่างสนุกสนานเกินกว่าหนังตะลุงคณะใดๆ จะลอกเลียนหรือทำได้ดีเท่า เพราะในตอนหลัง “สะหม้อ” ได้กลายเป็นตัวตลกยอดนิยมของคณะหนังตะลุงอื่นๆ ไปเกือบทุกคณะในภาคใต้
หลายคนอาจไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของตัวตลกหนังตะลุงนาม “สะหม้อ”
สะหม้อ หน้าตาก็เป็นแบบชาวบ้านๆ แบบไทยมุสลิมคนหนึ่ง รูปร่างเตี้ย หลังโกง ลงพุง คางย้อยแบบคนชรา มีโหนกคอ การแต่งกายโดยทั่วไปคือสวมหมวกแขก ไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าโสร่งพับชายบน ปล่อยกลับลงไปตามแบบที่ชาวไทยมุสลิมนิยมแต่งกัน โดยชักชายผ้าให้ข้างหนึ่งตื้น แล้วปล่อยข้างหลังลึกๆ
สะหม้อมีอาวุธประจำกายในมือซ้ายคือ “ไม้สะแด็ด”
อันว่า “ไม้สะแด็ดหรือไม้สะเด็ด” นี่ ก็คือไม้พายสำหรับใช้ในการคนข้าวนั่นเอง คำนี้เป็นคำที่ใช้พูดกันมากในจังหวัดปัตตานี
ไม้สะแด็ด จะมีลักษณะเหมือนไม้พาย แต่จะมีขนาดเล็กกว่า แต่ละท้องถิ่นอาจมีลักษณะรูปแบบต่างกันออกไปบ้าง เช่น อาจทำให้โค้งเว้าคล้ายช้อน ขนาดสั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ที่ใช้กันทั่วๆ ไปจะเป็นรูปไม้พายขนาดเล็ก ทำด้ามถือให้กลม ซึ่งนอกจากจะใช้ไม้สะแด็ดคนข้าวแล้ว ยังใช้ตักข้าวได้อีกด้วย
ไม้ที่เอามาทำไม้สะแด็ด ต้องใช้ไม้ที่ไม่มีพิษ ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี เมื่อมันถูกน้ำและความร้อน ต้องเป็นไม้ที่ไม่เปื่อยยุ่ยง่าย เช่น ไม้ทัง ไม้ขี้หนอน ซึ่งหาได้ทั่วไปในท้องถิ่นภาคใต้
ธรรมดาตามชนบทในสมัยก่อน เวลาจะมีงานมีการอะไรที่ต้องเลี้ยงดูคนเป็นจำนวนมากๆ ไม่ว่าจะเป็นที่วัดหรือที่สุเหร่า ก็จะมีการหุงข้าวด้วยกระทะ โดยการใช้ไม้ฟืนท่อนยาวๆ เป็นเชื้อเพลิง เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้ข้าวสุกหรือดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ก็อยู่ที่การคนข้าวในกระทะนี่แหละ และคนที่สำคัญมากที่จะหุงข้าวให้สุกได้ที่ ไม่เปียก ไม่แฉะ กินอร่อย ก็คือคนที่คนข้าวโดยใช้ไม้พายหรือ “ไม้สะแด็ด” นี่แหละ
เล่ากันว่า อิสลามอารมณ์ดีแห่งบ้านสะกอม นาม “สะหม้อ” เป็นคนที่ถูกผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านชอบไหว้วานให้มาเป็นคนหุงข้าวกระทะในงานใหญ่ๆ สำคัญๆ เสมอ จนเป็นที่รู้จักกันดี คือถ้ามีงานใหญ่ต้องหุงข้าวกระทะ ทุกคนในหมู่บ้านก็ต้องนึกถึง “บังสะหม้อ” ที่พร้อมรับใช้ได้ตลอดเวลาด้วยไม้พายคนข้าวหรือ “ไม้สะแด็ด” ประจำตัว
นายหนังคงเห็นว่า นี่เป็นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษอย่างบังสะหม้อ จึงตัดรูปสะหม้อถือไม้สะแด็ดอยู่ในมือซ้าย แต่ก็มีหนังตะลุงบางคณะที่ให้รูปสะหม้อถืออีโต้อยู่ในมือซ้าย ซึ่งเป็นเรื่องแปลกออกไป
การเป็นคนที่คอยช่วยเหลืองานสำคัญๆ ของชุมชนของบังสะหม้ออยู่เสมอถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กๆ ให้รู้จักการมีจิตสาธารณะ ไม่เป็นคนเก็บตัวและเห็นแก่ตน เด็กๆ จึงรักใคร่ชอบพอ ชื่นชม และชอบล้อมหน้าล้อมหลังพูดจาหยอกล้อบังสะหม้ออยู่เสมอเวลาได้เจอะเจอ
ส่วนนิสัยใจคอของสะหม้อโดยทั่วไป เป็นคนชอบตลกคะนอง พูดล้อเลียนหรือ “พูดทับ” “พูดเท้ง” หรือแซวผู้อื่นได้เก่ง ตามลักษณะของชาวสะกอมทั่วๆ ไป ที่มักชอบพูดจาเป็นเชิงหยิกแกมหยอกให้ได้ขำกัน สะหม้อมีความเป็นนักเลงกล้าได้กล้าเสีย มีความเอื้ออารี เสียสละ แต่ไม่ยอมเสียเปรียบใครง่ายๆ นับถือศาสนาอิสลามก็จริง แต่เข้าไม่ถึงหลักศาสนา
เวลาพูดจะมีสำเนียงเนิบนาบ พูดรัวปลายลิ้น เป็นภาษาสะกอม
3
สะหม้อมีเพื่อนตลกคู่หูคู่ใจอยู่คนหนึ่ง เป็นคนไทยพุทธ ชื่อ “อ้ายขวัญเมือง” หรือ “อ้ายเมือง” ไม่มีใครรู้ว่าไปไงมาไง ทั้งคู่จึงมาอยู่เป็นคู่มิตรคู่เกลอ ไปไหนมาไหนก็เดินตามหลังกันอยู่ตลอดเวลาในจอหนัง รู้กันแต่ว่า ขวัญเมืองเป็นตัวตลกเอกที่มีชื่อเสียงของหนังตะลุงจันทร์แก้วแห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช
โดยปกติหน้าที่หลักของขวัญเมืองคือการทำหน้าที่เป็นตัวบอกเรื่อง ก่อนหนังตะลุงจะเริ่มแสดงเรื่องหรือเริ่ม “ตั้งเมือง” และบางทีก็ทำหน้าที่เหมือนกับเป็นตัวแทนของคณะหนังประมาณนั้น
แต่บทบาทในการเป็นตัวตลกหนังตะลุง อ้ายขวัญเมืองจะแสดงคู่กับอ้ายสะหม้อ โดยเดินตามหลังตัวเอกของเรื่อง ซึ่งอาจเป็นพระเอก หรือตัวเจ้าชาย หรือตัวนางเอกในเรื่องก็ได้ เรียกว่าเป็นตัวตลกมีระดับ
ขวัญเมืองเป็นคนซื่อๆ ตกใจง่าย บางครั้งก็เจ้ายศเจ้าอย่าง ชอบออดอ้อนทำตัวให้คนดูสงสาร และชอบพูดอย่างคนวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา
ว่ากันว่า หนังกั้นเล่นรูปขวัญเมืองคู่กับสะหม้อ และเล่นรูปสะหม้อประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง จนหนังตะลุงคณะอื่นๆ ก็ต้องเอาตามอย่าง โดยมี “สะหม้อ” ไว้เป็นตัวตลกนั้น ความตั้งใจอย่างมากของหนังกั้นก็เพื่อจะใช้สะหม้อเป็นตัวแทนของคนพื้นถิ่น ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามกับขวัญเมืองซึ่งเป็นคนไทยพุทธ ทั้งนี้ เพื่อเป็นสื่อสร้างความเข้าใจอันดี มีความรักความผูกพันต่อกัน เพื่อคนไทยทั้งสองศาสนาจะได้อยู่ร่วมกันในภูมิภาคนี้อย่างสงบสันติและมีความสุข
ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนของสองบุรุษนี้มีทั้งขบกัด ปะทะคารมกันด้วยความสนุกสนาน ตามเนื้อเรื่องของหนังตะลุง ตามลักษณะอุปนิสัยใจคอของแต่ละคน รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์หรือเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมที่นายหนังต้องการจะสะท้อนออกมา
ทุกแง่มุมที่นายหนังนำเสนอหน้าจอผ่านปากขวัญเมืองและสะหม้อ นำมาซึ่งความตลกขบขัน ความพึงพอใจ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และข้อคิดต่างๆ ให้ผู้ชมที่นั่งหน้าโรงได้จดจำและนำไปขบคิด จนหลายเรื่องถูกเล่าต่อๆ กันมาจนรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่ก็ยังสนุกสนานไม่จืดจาง
แม้บางครั้งเรื่องที่นำมาขบกัด แซว หรือหยอกล้อกัน จะดูทะลึ่งตึงตังไปบ้าง หรือบางทีก็หยอกกันแรงๆ แต่คู่มิตรสองบุรุษนี้ก็ไม่มีโกรธเคืองกัน ยังรักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนเดิม ประมาณว่าเป็นพี่น้องคลานตามกันมาจากมารดาคนเดียวกัน
4
เป็นธรรมดาที่หลายต่อหลายครั้ง หนังตะลุงอาจนำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนสภาพสังคมที่พบเห็น โดยเฉพาะเรื่องของการกระทำระหว่างชนชั้นปกครองกับชาวบ้านผู้ถูกปกครอง ประเภทข้าคือนาย เอ็งคือขี้ข้าประมาณนั้น โดยเฉพาะการมีตัวตลกตัวหนึ่งที่หนังตะลุงมีตัวตลกตัวนี้กันแทบทุกคณะ เป็นตัวแทนของชนชั้นปกครองซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ชอบทำตัวเป็น “นาย” ชอบข่มขู่ข่มเหงชาวบ้านผู้ต่ำต้อย หรือผู้ไม่มีความรู้ประเภทตาสีตาสายายมายายมีอยู่เสมอๆ
ตัวตลกตัวนั้นคือ “อ้ายพูน”
พูนหรืออ้ายพูน มีรูปร่างอ้วนใหญ่ ผิวดำ หัวล้าน จมูกทู่ยาวและงุ้ม พุงยาน ก้นเชิดงอน มักนุ่งกางเกงขาสั้นหรือบางทีก็นุ่งผ้าดำครึ่งท่อน แต่ไม่สวมเสื้อ มักถือขวานเป็นอาวุธ
โดยปกติอ้ายพูนเป็นตัวแทนของฝ่ายอธรรม มักรับบทบาทเป็นเสนาประจำเมืองยักษ์ ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูเมือง คอยตรวจตราผู้คนต่างบ้านต่างเมืองที่จะผ่านเข้าเมือง ชอบทำตัวเป็นเจ้าใหญ่นายโต ข่มขู่ชาวบ้าน เรียกว่า เป็นคนพาลตามความเคยชินที่อยู่ใกล้ชิดกับพวกยักษ์พวกมาร
และหลายเรื่องที่หนังตะลุงให้นายพูนหรืออ้ายพูนทำหน้าที่เป็นผู้คุมนักโทษเมืองยักษ์ สะท้อนภาพของผู้คุมที่ชอบข่มเหงชาวบ้านผู้ด้อยกว่าอยู่เสมอ ดังตัวอย่างตอนหนึ่งจากหนังตะลุงเรื่อง “แสงแก้วแสงทอง” ของหนังกั้น ทองหล่อ ซึ่งถือเป็นบทตลกระดับ “ครู”
ตอนหนึ่งในเนื้อเรื่องของหนังตะลุง เรื่อง “แสงแก้วแสงทอง” กล่าวถึง แสงแก้ว (พระเอกในเรื่อง) มีขวัญเมืองและสะหม้อเป็นลูกน้อง โดยทั้งหมดถูกจับกุม เพราะตัวหนุ่มแสงแก้วเกิดไปรักใคร่ชอบพอกับลูกสาวแสนสวยของเจ้าเมืองยักษ์ ซึ่งเมื่อถูกจับก็ต้องถูกส่งตัวไปทำงานในฐานะนักโทษ โดยมีผู้คุมนักโทษคือ “อ้ายพูน” ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำการคุมตัวนักโทษทั้งหมดไปทำงาน
เป็นนิสัยปกติของอ้ายพูนที่ชอบทำตัวกร่าง วางตัวเป็นคนใหญ่คนโตกับผู้ที่เหมือนจะด้อยกว่าตน ยิ่งเห็นท่าทางเด๋อๆ ด๋าๆ แบบชาวบ้านๆ ของ “สะหม้อ” ด้วยแล้ว แทนที่อ้ายพูนจะพูดจาดีๆ ก็มีแต่คำพูดกระโชกโฮกฮาก บังคับ และข่มขู่ให้เกรงกลัวตน
แต่เรื่องไม่ง่ายดังคิด เพราะกลับกลายเป็นว่า บัง “สะหม้อ” นั้น ไม่รู้สึกกลัวอ้ายพูนเลย มิหนำซ้ำยังกระทำการขัดขืนไม่ยอมทำงานตามคำสั่ง
เมื่ออ้ายพูนบอกว่า หากไม่ยอมทำงานตามสั่ง จะถูกลงโทษด้วยการ “ตี” สะหม้อก็พูดจาท้าทายตอบโต้ออกไปโดยไม่เกรงกลัวว่า
“คือว่าพรรค์นี้นะนายคุม ใจฉานกับนายคุมนั้นเหมือนกัน ฉานอิทำอ้ายไหรนิ ก็มันไม่ใช่บ้านเมืองของฉาน ถนนหนทางที่ทำไป มันทำความเจริญให้กับบ้านเมืองของยักษ์ดอกนิ เพราะพี่น้องฉานไม่ได้มาเดิน ลูกฉานก็ไม่ได้มาเดินทีนิ ที่ฉานไม่ได้ทำ ฉานตั้งใจแล้วนะนายคุม ว่าถ้านายคุมตีฉาน ฉานต้องแทงนายคุม ฉานไม่อยากอยู่แล้วนิ”
(นายคุม-ผู้คุม ในที่นี้หมายถึงอ้ายพูน, ฉาน-ฉัน, อิทำอ้ายไหร-จะทำอะไร)
เมื่อถูกท้าทายเช่นนั้น อ้ายพูนก็ทำท่าขึงขังประมาณว่า ถ้ายังงั้นก็จะลงโทษทุบตีสะหม้อเสียเลย แต่การกลับกลายเป็นว่า แทนที่สะหม้อจะกลัว กลับท้าทายหนักเข้าไปอีก และพูดด้วยเสียงอันดังว่า
“ถ้าสูตี เราแทง ให้สูจริงต้า เรื่องจริงนั้นไม่สำคัญแหละ เรากลัวคนอื่นอิไม่จริงเหมือนเราดอกแหละ เหล็กเหลี้ยมกูทำเอาไว้นานแล้วนิ กูตายคนหนึ่ง มันคนหนึ่ง ไม่ขาดทุนไหร แล้วชีวิตมันกับชีวิตกูพอไปพอมากันแหละ ขายนั้นขาย แต่กูไม่ขายให้ขาดทุนแหละ เอ้า… ตีแหละนายคุม ตีเลย ถ้าไม่ตี ฉานแทงตอเดียว ฉานบอกแล้วนั้น”
(จริงต้า-จริงเถอะ, เหล็กเหลี้ยม-เหล็กแหลม, ตอเดียว-ประเดี๋ยวนี้)
หมายความว่า สะหม้อไม่กลัวหรอก ขอให้จริงเถอะ ถ้าจะตายก็ไม่รู้สึกขาดทุนดอก เพราะเป็นชีวิตต่อชีวิต เอ้า…แน่จริง ตีเลย ถ้าไม่ตีก็จะถูกแทงด้วยเหล็กแหลมที่เตรียมไว้แล้ว ประเดี๋ยวนี้แหละ
เมื่อเห็นว่า สะหม้อไม่กลัวและคิดจะสู้แบบแลกชีวิต พูนก็ตกใจถึงกับเปลี่ยนท่าทีเป็นเสียงอ่อนลง มีท่าทีประนีประนอมยอมให้สะหม้อ แต่แทนที่สะหม้อจะหายโกรธ กลับท้าทายแรงขึ้นไปอีกว่า
“ฉานไม่แหลงเล่นแหละนายคุม ถ้าไม่ตี ฉานแทงตอเดียว ฉานก็อยากอิตายให้มันพ้นๆ ไปเสียนิ เอาเถิดคนที่เป็นนักโทษให้เขาทำไปเถิด ฉานยังบัดสีลูก บัดสีพระเจ้า บัดสีเทวดา ที่ว่าติดหรางไม่มีเรื่องเด เจ้านายเขาไม่บ้าทีล่ะที่เรามาติดคุกติดหราง เพราะเจ้านายไปบ้าลูกสาวเขา เรื่องนี้มันส็อกแส็กแรงดอกนิ ทีนี้ไหนๆ เรื่องมันกะเท่าหีด ให้มันใหญ่ขึ้นเหลย ฉานยอมตายเสียกับเรื่องพรรค์นี้แหละ เอาแหละนายคุม วันนี้ตัวแหลงออกมาแล้ว ฉานกะพูดออกมาแล้ว ตัวกะรู้แล้ว ไปตอโพรกตอรือ กะตัวไม่ไว้ใจฉานแล้ว ฉานอิแทงตัวแล้วนิ ถ้าตัวไม่ตีฉาน”
(แหลง-พูด, ตอเดียว-ประเดี๋ยวนี้, ติดหราง-ติดคุก, ติดตะราง, เจ้านาย หมายถึงเจ้าชายแสงแก้วในเรื่อง, บ้าลูกสาวเขา-รักหรือชอบลูกสาวคนอื่น, ส็อกแส็ก-เรื่องเล็กๆ น้อยๆ, เรื่องไม่เป็นเรื่อง, เท่าหีด-เล็ก, เหลย-อีก, ตอโพรก-พรุ่งนี้, ตอรือ-วันมะรืน, อิแทง-จะแทง)
พูดจบสะหม้อก็ชักเหล็กแหลม (เหลี้ยม) ออกมาจะแทง พูนกลัวมาก ร้องออกมาว่า นี่เอาจริงแล้วละสิ แล้วอ้ายพูนก็รีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากขวัญเมืองในฐานะเพื่อนรักเพื่อนเกลอของสะหม้อ ขวัญเมืองเกิดความสงสารก็พยายามพูดจาขอร้องห้ามปรามสะหม้อ
“ไม่ได้นะหม้อ ไม่ได้ มึงอย่าทำ ถ้ามึงทำนายคุมคนนี้ กูกะพลอยเสียหายไปด้วย มึงอย่าทำนายคุมคนนี้ หม้อเหอ อย่าแทงเลย”
แต่สะหม้อศอกกลับเอาขวัญเมืองหน้าหงายไปเลยว่า
“เดี๋ยวก่อนแหละเมือง นายคุมคนนี้ได้กับแม่มมึงแล้วเหอ ที่มึงไม่ให้กูทำนั่น” (ได้-ได้เสีย)
โดนเข้าไม้นี่ ขวัญเมืองร้องลั่น
“ฮา ถ้าพูดกับอ้ายหม้อ มันกวนโมโหจริงๆ แหละ ตายโหงกวนโมโหจริงๆ คนอ้ายหม้อ”
“เมื่อมึงแหลงกวนแข้ง กูบอกให้มึง เมื่อถ้านายคุมได้กับแม่มมึงแล้ว กะกูอิไม่ไซ่เสียแหละ ทำปรือล่ะ แต่ถ้าไม่ได้กับแม่มึงที นายคุมคนนี้กูจะแทงนิ” (ไม่ไซ่-ไม่ทำอะไร, ทำปรือ-ทำอย่างไร)
คำตอบของสะหม้อ ทำเอาขวัญเมืองหัวเสีย ร้องขึ้นว่า
“พูดกับอ้ายหม้อพรรค์นั้น พูดกับคนไม่รู้จักไหร เล่นวาจาที่นำมาใช้กับเพื่อน มันน่าฟังเมื่อใด ตายโหงไปนิ พูดถึงว่านายคุมเป็นพ่อเลี้ยงกูหนู้ เมล่อไปต๊ะ ตรันไปหนู้โด เราพูดว่า ปลาข้องเดียวกัน ถ้าตายลงสักตัว ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปหมด เพราะอยู่แห่งเดียวกัน ออ แล้วมันเอาจริงนะอ้ายหม้อ ไม่ใช่ส็อกแส็กทีละ”
(ไม่รู้จักไหร-ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง, เมล่อ-ทะลึ่งหรือเสือก, ตรันไปหนู้โด-พูดจาจนเลอะเทอะไปกันใหญ่)
พูดโต้ตอบกันไปมา สรุปความว่า ขวัญเมืองก็ไม่สามารถห้ามปรามสะหม้อได้ ทำนองห้ามก็ไม่ฟัง อ้ายพูนเห็นท่าไม่ได้การก็วิ่งไปขอความช่วยเหลือจากแสงแก้วในฐานะเจ้านายของทั้งสองคน เผื่อว่าสะหม้อจะมีความเกรงใจ แสงแก้วก็ยื่นเงื่อนไขว่า ถ้าจะไม่ให้สะหม้อแทงก็ได้ แต่มีข้อเสนอว่า พูนต้องให้พวกของสะหม้อทั้งสามคนไม่ต้องทำงาน พูนได้แต่กล้ำกลืน แต่ก็ยอมตกลง เพราะไม่มีทางเลือก แต่แล้วแสงแก้วก็บอกว่า ถ้าหากไม่มีใครทำงานเลย ก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ เพราะเมื่อหัวหน้าพัศดีมาตรวจงาน ก็จะไม่มีงานให้ตรวจ เท่ากับว่านักโทษทั้งสามคนเลี่ยงงาน ไม่ได้ทำงาน
อ้ายพูนจึงว่า ไม่ต้องกลัวเรื่องนั้น งานการจะไม่เสียเลย เพราะพวกคุณดอกที่ไม่ได้ทำ ตัวเขานี่แหละจะยอมทำแทนเสียเอง แสงแก้วเห็นว่า อ้ายพูนจะต้องทำงานหนักเกินไป จึงอาสาไปว่า ตนจะช่วยทำงานด้วย แต่พูนค้านขึ้นทันทีว่า
“ไม่ ไม่ คุณอย่ามายุ่ง เพราะบังหม้อแกแหลงแล้วหนู้ กะปรือมาหรือ ว่าให้พวกตัวหยุดงานแหละ ฉานกะเอาตามบังนั่นแหละ” (แหลง-พูด, กะปรือมาหรือ-ถึงยังไง)
หมายความว่า แสงแก้วกับพวกไม่ต้องมาทำหรอก เพราะบังสะหม้อแกพูดไว้แล้ว ถึงยังไงก็เอาตามที่บังสะหม้อแกว่าก็แล้วกัน
ว่าแล้ว อ้ายพูนก็รีบแก้ห่อยาสูบของตนออกมาให้สะหม้อสูบ เป็นการเอาอกเอาใจสะหม้อ จนขวัญเมืองอดล้อสะหม้อไม่ได้ว่า
“หรอยพ่อถิ อ้ายหม้อเรา อ้ายหนู้เรียกบังแล้ว”
แปลว่า สะหม้อเพื่อนเรานายแน่มาก ทำไปทำมาอ้ายพูนคนปากเก่ง ถึงขนาดกับต้องควักยาสูบมาเลี้ยง และถึงกับเรียกบัง คือนับถือเป็นพี่แล้ว
เมื่อได้ทีเช่นนั้น สะหม้อก็ยังไม่หยุด ยังสำทับพูนต่อไปอีกว่า ให้พูนทำงานของพวกตนอย่าได้หยุด ครั้นถึงเวลาตอนกลางคืน ก็ให้พูนไปนอนที่ในคุกแทนตนด้วย ส่วนตัวสะหม้อเองก็จะไปนอนที่เรือนของพูน โดนเข้าไม้นี้ทำเอาพูนถึงกับสะอึก รำพึงขึ้นว่า
“เอาแล้วแหละตัวหึ เล่นใหญ่แล้วคะนั้น”
ถึงตรงนี้ แฟนหนังตะลุงหน้าโรงก็ได้ฮากันตรึม เพราะรู้ว่า ทำไมสะหม้อถึงต้องการไปนอนบ้านอ้ายพูน โดยเฉพาะประโยคเด็ดของอ้ายพูนที่พูดขึ้นด้วยความคับข้องใจว่า
“อิ ไม่เด็กไหรเดินมาทางนี้ จะบอกให้อีเถ้าหนู้พาลูกไปนอนเรินแม่เสีย”
หมายความว่า ถ้ามีเด็กหรือใครเดินผ่านมาทางนี้ จะได้ฝากไปบอกเมีย (อีเถ้าหนู้) ของตน ให้พาลูกไปนอนเสียที่เรือนแม่ ก่อนที่สะหม้อจะไปถึง ไม่งั้นเสร็จสะหม้อแน่ๆ
5
ผู้หมวดหนุ่มปิดหนังสือและวางลงบนเบาะที่นั่งข้างตัว ขำก็ขำแต่ในใจอดคิดต่อไปไม่ได้ว่า
“นี่คงไม่ใช่เรื่องสนุกธรรมดาๆ หรือมุขขำขันที่นายหนังต้องการเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมที่หน้าโรงเท่านั้น หรือบางทีนายหนังอาจต้องการสื่อสารให้เห็นนิสัยที่แท้จริงของบังสะหม้อว่า เป็นคนไม่ยอมคน หรือยอมใครง่ายๆ โดยเฉพาะคนที่ชอบกดขี่ข่มเหงคนอื่น หรือคนที่มาทำให้ตัวเองเจ็บ”
นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ ชายหนุ่มสรุป มีหลายเรื่องในพื้นที่ที่เขาจะลงไปทำงานที่เขาต้องทำความเข้าใจกับมัน พลันเขาก็นึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนหัวค่ำ ช่วงที่รถไฟเข้าเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตอนนั้นเขากำลังจะลุกไปที่ “ตู้เสบียง” เพื่อหาอะไรรองท้อง แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจ เมื่อมองเห็นเจ้าหน้าที่รถไฟ 2 นายเดินดุ่มๆ มาที่ตู้โดยสารที่เขานั่ง
เจ้าหน้าที่ทั้งสองไล่เรียงเรียกถามผู้โดยสารคนโน้นคนนี้ ถึงกระเป๋าสัมภาระต่างๆ ที่วางอยู่บนชั้นวางของหรือที่วางอยู่บนพื้นว่า ใบไหนของใคร บางคนถูกเรียกตรวจบัตรประชาชนและถามถึงจุดหมายปลายทางด้วย ประมาณว่า ใครหน้าตาแปลกๆ ก็จะถูกตรวจไว้ก่อน อย่างไอ้หนุ่มผมยาว สวมแว่นตาดำ ท่าทางไม่น่าไม่ไว้วางใจ ที่นั่งถัดไปประมาณสองเบาะที่นั่งก็โดน มันเกิดอะไรขึ้น ชายหนุ่มงง
เจ้าหน้าที่รถไฟไล่ตรวจบ้าง สุ่มตรวจบ้าง จนมาถึงมุสลิมสองคนที่น่าจะเป็นพ่อลูกกัน ซึ่งชายหนุ่มจำได้ว่า ทั้งคู่หอบของพะรุงพะรังมาขึ้นที่สถานีบางซื่อ ท่าทางพ่อลูกคู่นี้ เหมือนกำลังจะเดินทางกลับบ้าน
“ไปลงไหน” ชายหน้าเสี้ยมหนึ่งในเจ้าหน้าที่ถามขึ้นเหมือนตะคอก
“ยะลาครับ” เด็กหนุ่มตอบซื่อๆ
“ขอบัตรประชาชนด้วยบัง” เจ้าหน้าที่อีกคนหันไปบอกมุสลิมวัยกลางคนที่น่าจะเป็นพ่อ
ทั้งพ่อและลูกคลำหาบัตรประชาชนในกระเป๋าเสื้อ แต่ดูเหมือนจะไม่ทันใจเจ้าหน้าที่ทั้งสอง
“เร็วเข้าซีบัง ชักช้าอยู่ได้ ยังมีผู้โดยสารอีกตั้งมากมายนะ แล้วนี่กระเป๋าบังเหรอ ลองเปิดดูหน่อยซิ”
จากนั้นกระบวนการรื้อค้นกระเป๋าเสื้อผ้าและข้าวของในลังกระดาษของมุสลิมสองคนพ่อลูกก็เป็นไป อย่างกับว่า ต้องมีอะไรสักอย่างที่ร้ายแรงซุกซ่อนมา ทั้งเสื้อผ้าและของกินของใช้จึงถูกหยิบออกมาทีละชิ้น ทีละอย่าง จนกระจัดกระจายอยู่เต็มเบาะที่นั่ง และมีที่กองอยู่กับพื้นอีกหลายชิ้น ทำให้ผู้โดยสารคนอื่นที่เดินผ่านไปผ่านมา หรือจะเข้าห้องน้ำ ต้องคอยหลบหลีกกันอย่างยากลำบาก เพราะไม่อย่างนั้นก็อาจจะเหยียบเอาได้โดยง่าย
ใช้เวลาไปนานครันกว่าจะเป็นที่พอใจของเจ้าหน้าที่ทั้งสอง และจากการเฝ้าสังเกต ชายหนุ่มคิดว่า น่าจะไม่เป็นที่พอใจของเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากประกายตาแข็งกร้าวออกอาการฮึดฮัดออกมาด้วยความโกรธ ขณะที่ปากก็บ่นออกมาไม่ขาดระยะด้วยถ้อยคำที่ชายหนุ่มฟังไม่เข้าใจ
เจ้าหน้าที่หายไปแล้ว คงไปตรวจตู้โดยสารอื่น แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือมุสลิมทั้งสองต้องค่อยๆ จัดเสื้อผ้าและข้าวของต่างๆ ของตัวเองลงกระเป๋าและลังกระดาษ ทั้งสองคงต้องหวานอมขมกลืนอยู่ไม่น้อย ใช้เวลาอยู่นานครันกว่าเสื้อผ้า ข้าวของ และสัมภาระต่างๆ ทั้งหมดจะเข้าที่เข้าทาง ท่ามกลางสายตาของผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่เหลือบมองอย่างเห็นใจ แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร
ชายหนุ่มนึกแปลกใจอยู่เหมือนกันที่ตัวเองไม่ได้ถูกตรวจ หรือแม้ถามหาบัตรประชาชนเหมือนเช่นคนอื่น หรือเจ้าหน้าที่รถไฟพวกนั้นจะใช้วิธีสุ่มตรวจเอาจากหน้าตาของผู้โดยสาร เขารู้สึกสงสารมุสลิมพ่อลูกสองคนนั้นอยู่ไม่น้อย
แวบนั้น เขานึกถึงวิวาทะของตัวแทนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่างอ้ายพูนและตัวแทนของมุสลิมอย่างบังสะหม้อ ในเรื่องราวของหนังตะลุงที่เขาเพิ่งอ่านจบขึ้นมาทันทีทันใด
ชายหนุ่มเหมือนจะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเหตุการณ์ในตอนเช้า ตอนที่รถไฟเข้าเทียบชานชาลาสถานีหาดใหญ่ในช่วง 8 โมงเช้า เพื่อให้ผู้โดยสารที่ถึงจุดหมายปลายทางได้ลง
ทันทีที่มีเสียงเพลงชาติดังกังวานขึ้นจากลำโพงของสถานี ใครต่อใครหลายคนต่างพากันลุกขึ้นยืนตรง ทั้งคนบนรถไฟ และผู้คนอีกมากมายที่ชานชาลา จะมีก็แต่เด็กหนุ่มมุสลิมคนนั้นที่ยังนั่งเฉยอยู่ เหมือนไม่ได้ยินเสียงเพลงชาติ จนมุสลิมผู้พ่อต้องใช้สายตาแข็งกร้าวจ้องเขม็ง และพูดอะไรออกมาสองสามคำ เด็กหนุ่มคนนั้นจึงลุกขึ้นยืนอย่างเสียไม่ได้
6
จุดหมายปลายทางกำลังจะมาถึง
ชายหนุ่มนั่งรถไฟมาข้ามวันข้ามคืน จนใกล้เที่ยงของอีกวันแล้ว รถไฟกำลังจะถึงสถานีรถไฟยะลา และเขาจะต้องลงรถไฟที่นี่ แล้วต่อรถยนต์ไปยังจุดหมายปลายทางอีกทอดหนึ่ง
ขณะรถไฟกำลังเข้าเทียบสถานี ผู้โดยสารแต่ละคนต่างรีบขนข้าวของของตนมารอลงที่ช่องทางตรงบันได บรรยากาศดูโกลาหลวุ่นวายพอสมควร เพราะดูเหมือนต่างคนต่างมีภารกิจที่เร่งรีบ ต่างคนต่างต้องการได้ลงจากรถไฟโดยเร็วที่สุด
ชายหนุ่มเหลือบตามองไปที่มุสลิมสองคนพ่อลูกที่กำลังสาละวนอยู่กับสัมภาระต่างๆ ของตัวเอง ที่ดูเหมือนจะมากมายเป็นพิเศษ ต่างช่วยกันหอบหิ้วพะรุงพะรัง ทั้งหิ้ว ทั้งสะพาย ทั้งหนีบรักแร้เอาไว้ แต่ก็ยังไม่หมดทุกชิ้น เหมือนว่าน่าจะต้องขนของมากกว่าสองเที่ยวจึงจะหมด
“ให้ผมช่วยดีกว่าบัง” ชายหนุ่มก้าวเข้าไปประชิดตัว แล้วช่วยหิ้วลังกระดาษที่หนักอึ้งทั้งสองลังมา แล้วต่างคนต่างหอบหิ้วก้าวข้ามข้อต่อโบกี้ออกไปตรงช่องที่มีบันไดยื่นลงไปที่ชานชาลา
ชายหนุ่มก้าวลงไปที่ชานชาลาก่อน วางหีบห่อและลังกระดาษใส่ข้าวของให้มุสลิมวัยกลางคน ที่ดูเหมือนยังออกอาการงงๆ กับการอาสาเข้ามาช่วยของคนแปลกหน้าอย่างเขา
“บัง…รออยู่ข้างล่างนี่ดีกว่า คอยดูข้าวของเอาไว้ เดี๋ยวผมจะช่วยขึ้นไปขนของให้อีกเที่ยว คงหมด”
ชายหนุ่มบอก แล้วก้าวขึ้นไปบนตู้รถไฟอีกครั้งหนึ่ง เขาตรงเข้าไปช่วยหิ้วข้าวของให้เด็กหนุ่มมุสลิม ซึ่งดูเหมือนจะแปลกใจอยู่ครามครันที่จู่ๆ มีคนไม่รู้จักมาช่วยขนข้าวขนของให้
ก่อนจากกัน สองคนพ่อลูกหันมาจับไม้จับมือขอบอกขอบใจชายหนุ่ม ก่อนมุสลิมวัยกลางคนผู้พ่อจะถามขึ้นว่า
“แล้วคุณจะไปไหนหรือครับ ท่าทางเหมือนไม่ใช่คนแถวนี้”
“ผมจะไปบันนังสตาครับ ไปทำงานที่นั่น” ผู้หมวดหนุ่มบอก แล้วเดินออกจากชานชาลาสถานีรถไฟ
“จุดหมายปลายทางคงอีกไม่ยาวไกล” ชายหนุ่มบอกตัวเอง
