คุยกับทูต | แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน จากกรุงเทพฯ สู่ฮานอย ทูตดัตช์อำลาไทย พร้อมความทรงจำและมิตรภาพตลอด 5 ปี
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
การหมดวาระการดำรงตำแหน่งของ นายแร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน (H.E. Mr. Remco Johannes van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์
เพราะสอดคล้องกับช่วงเวลาที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินใจขายที่ดินผืนสำคัญใจกลางกรุงเทพมหานคร ขนาด 20 ไร่ โดยมีกำหนดการย้ายที่ทำการสถานทูตและทำเนียบทูตไปยังแห่งใหม่ในเดือนสิงหาคม 2569
ห้าปีอาจเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตนักการทูต แต่สำหรับผู้ได้ใช้ชีวิต ทำงาน และสร้างมิตรภาพในประเทศไทย ช่วงเวลาดังกล่าวย่อมเต็มไปด้วยความทรงจำอันมีคุณค่า
ก่อนอำลาประเทศไทยเพื่อไปรับตำแหน่งใหม่ที่กรุงฮานอย เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ได้แบ่งปันเรื่องราว ความประทับใจ และบทเรียนจากการใช้ชีวิตในประเทศไทย ตลอดจนมุมมองต่อมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

: ช่วงเวลาใดที่ท่านทูตประทับใจและน่าจดจำที่สุด ระหว่างการพำนักอยู่ในประเทศไทย
“ตลอด 5 ปีที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมายที่น่าประทับใจจนยากจะเลือกเพียงช่วงเวลาเดียว
แต่สิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืมคือความทรงจำดีๆ จากการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐของไทยในเรื่องความสัมพันธ์ทวิภาคี การแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างสร้างสรรค์กับชุมชนและภาคธุรกิจเนเธอร์แลนด์
รวมถึงการได้ร่วมงานกับภาคประชาสังคมและแวดวงวิชาการในไทย
ที่สำคัญที่สุดคือ ความอบอุ่นและการต้อนรับอย่างดียิ่งที่ทุกคนมอบให้กับครอบครัวของเราตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนซาบซึ้งใจและจะจดจำตลอดไป”
: ในทัศนะของท่านทูต ชาวดัตช์สามารถซึมซับและเรียนรู้คุณค่าใดจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยได้บ้าง
“สิ่งที่ผมประทับใจในตัวคนไทยอย่างมาก คือการให้ความสำคัญกับความอ่อนน้อมถ่อมตน การมีเมตตา และการรักษาสัมพันธภาพอันดี พวกเขามักเปิดรับความแตกต่างด้วยความเข้าอกเข้าใจและใจเย็น ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วเช่นปัจจุบัน ผมเชื่อว่าแนวคิดอันงดงามนี้คือบทเรียนล้ำค่าที่ผู้คนทั่วโลก รวมถึงชาวเนเธอร์แลนด์สามารถนำไปปรับใช้ได้เป็นอย่างดี”
: เมื่อต้องจากเมืองไทยไป จะคิดถึงประเพณี อาหาร หรือสถานที่ใดมากที่สุด
“สิ่งที่ผมจะถวิลหาที่สุดคงมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ถ้าให้เลือกสิ่งที่ขาดไม่ได้ คงหนีไม่พ้นรสชาติจัดจ้านของ “ลาบเป็ด” และ “ข้าวเหนียว” ที่ผมโปรดปรานจนต้องทานเป็นประจำทุกสัปดาห์
ในด้านสถานที่ “กรุงเทพมหานคร” คือเมืองที่มอบสีสันและประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจให้แก่เรา
ขณะเดียวกัน “เกาะช้าง” และ “สามร้อยยอด” ก็คือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจริมชายหาดอันแสนรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพความทรงจำในยามที่ลูกๆ ยังเยาว์วัย”



: ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะต้นแบบด้านนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน จากโครงการความร่วมมือต่างๆ ที่ผ่านมา โครงการร่วมในไทยโครงการใดที่ท่านทูตประทับใจและเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมมากที่สุด
“หนึ่งในโครงการที่โดดเด่นคือ การพัฒนาต้นแบบเรือไฟฟ้าดัดแปลงจากเรือเก็บขยะเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมในการสร้างเมืองที่สะอาดและลดการปล่อยมลพิษได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Interceptor 019 ของ The Ocean Cleanup ที่ช่วยเก็บขยะในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งทางสถานทูตฯ ให้การสนับสนุนการนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้ รวมถึงการสานต่อความร่วมมือกับพันธมิตรในไทยอย่างต่อเนื่อง”
“นอกจากนี้ ผมยังประทับใจกับโครงการริเริ่มภายใต้ Water as Leverage (WaL) ซึ่งเป็นแนวคิดการบริหารจัดการน้ำและออกแบบเมืองเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้ “น้ำ” เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการแก้ปัญหา (Catalyst) เป็นความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญชาวดัตช์กับไทย ในการบูรณาการแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในกรุงเทพฯ โครงการเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การผนึกกำลังข้ามพรมแดนสามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาที่จับต้องได้ เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลกอย่างแท้จริง”
: ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะสามารถดึงจุดแข็งของเนเธอร์แลนด์มาต่อยอดความร่วมมือกับไทยในมิติใดได้บ้าง
“มีศักยภาพสูงในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร เกษตรกรรมหมุนเวียน ระบบโลจิสติกส์ และนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
ประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์มีความคล้ายคลึงกันในหลายมิติ ทั้งการเป็นพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ การเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรชั้นนำ และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับสากล
จุดร่วมเหล่านี้ถือเป็นรากฐานสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและจับต้องได้ต่อไป”

: ในระหว่างที่เตรียมตัวรับความท้าทายใหม่ในเวียดนาม ประสบการณ์และบทเรียนสำคัญใดจากประเทศไทยที่จะนำไปปรับใช้ในการทำงานครั้งนี้
“บทเรียนล้ำค่าที่ผมจะนำกลับไปด้วย คือพลังแห่งรอยยิ้ม ความอดทน และความเคารพ ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งที่เราทุกคนต่างรู้ดีอยู่แล้ว แต่ประเทศไทยกลับสะท้อนคุณค่าเหล่านี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด และผมหวังว่าจะได้เรียนรู้และนำวิถีเหล่านี้มาปรับใช้กับชีวิตของตัวเองบ้าง”
: เมื่อมองย้อนกลับไปในทศวรรษข้างหน้า ท่านทูตมีความคาดหวังอย่างไรว่าคนไทยจะจดจำบทบาทและผลงานของท่านมากที่สุด
“พูดกันตรงๆ ผมไม่ได้อยากให้คนจดจำผมในฐานะทูตคนหนึ่ง แต่อยากให้จดจำผลงานตลอด 5 ปีที่เราได้ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงมากกว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมคือคุณภาพการบริการที่เรามอบให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนไทยรับมือวิกฤตน้ำ ผลักดันบริษัทดัตช์ให้เติบโตในไทย หรือการดูแลช่วยเหลือพี่น้องชาวดัตช์ที่อยู่ไกลบ้าน”
: เมื่อหวนรำลึกถึงสายสัมพันธ์ไทย-เนเธอร์แลนด์ ท่านทูตภาคภูมิใจในความสำเร็จใดที่สุด
“ผมภูมิใจที่สุดที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 400 ปีระหว่างเนเธอร์แลนด์กับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราได้เห็นการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในแง่ของการค้า การลงทุน และความร่วมมือที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น
สิ่งที่ผมภาคภูมิใจเป็นพิเศษคือ ความสำเร็จในการยกระดับความร่วมมือเพื่ออนาคตในมิติสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านความยั่งยืน การบริหารจัดการน้ำ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนนวัตกรรม
ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แต่ยังมีส่วนช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเราให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในระยะยาว”

ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีในประเทศไทย เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ไม่ได้เพียงทำหน้าที่เป็นผู้แทนของประเทศตนเท่านั้น หากยังเป็นผู้สร้างสะพานแห่งมิตรภาพที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และความร่วมมือระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
วันนี้แม้เส้นทางการทูตจะนำพาท่านจากกรุงเทพฯ สู่ฮานอย เพื่อเริ่มต้นบทบาทใหม่ในเวียดนาม แต่ความทรงจำอันงดงามที่ได้สั่งสมไว้ในประเทศไทย ทั้งรอยยิ้ม มิตรภาพ และช่วงเวลาแห่งการทำงานร่วมกัน จะยังคงอยู่เหนือพรมแดนและกาลเวลา
และแม้จะเป็นการกล่าวคำอำลา แต่บางครั้งคำว่า “ลาก่อน” ในโลกของมิตรภาพ อาจหมายถึงเพียง “แล้วพบกันใหม่” บนเส้นทางแห่งความร่วมมือที่ยังคงดำเนินต่อไป
จาก “กรุงเทพฯ สู่ฮานอย” การเดินทางบทใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เรื่องราวตลอดห้าปีในประเทศไทยจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำอันงดงาม ทั้งรอยยิ้ม มิตรภาพ และช่วงเวลาแห่งความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างผู้คนต่างวัฒนธรรม
บางครั้งสิ่งที่คงอยู่ยาวนานที่สุดหลังการอำลาอาจไม่ใช่ตำแหน่งหรือภารกิจ หากคือความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง

