เจ้าของ ‘แหวนตราประทับทองคำ’ อายุ 2,100 ปี พบใหม่ที่ดอนยายทอง เพชรบุรี ควรเป็นชนชาติใด?
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา มีการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของงานโบราณคดีไทย คือ การค้นพบกลองมโหระทึก ที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี โดยผู้ค้นพบได้แจ้งไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ที่ได้ลงสำรวจพื้นที่ และติดต่อประสานไปยังสำนักโบราณคดีที่ 1 ราชบุรี ในกำกับของกรมศิลปากร
จากนั้นทีมนักโบราณคดี จากสำนักโบราณคดีที่ 1 ราชบุรี จึงเข้าทำการขุดค้น และพบว่าเป็นแหล่งพื้นที่ฝังศพ โดยขณะนี้ (การขุดค้นยังไม่แล้วเสร็จ) ได้พบโครงกระดูกทั้งหมด 9 โครง และมีกลองมโหระทึกฝังร่วมอยู่ทั้งหมด 6 ใบ และพบสิ่งของมีค่าต่างๆ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นภาชนะดินเผา ภาชนะสำริด ลูกปัดจำนานมาก
แต่ที่โดดเด่นจนกลายเป็นกระแสสนใจในวงกว้างของสังคมก็คือ เครื่องประดับทองคำ ซึ่งพบทั้งลูกปัดทองคำ จี้ทองคำ ต่างหูทองคำ และโดยเฉพาะกำไลทองคำ กับแหวนทองคำ
แถมในกรณีของแหวนทองคำนั้น มีวงหนึ่งที่มีตัวอักษรสลักอยู่บนตัวแหวน จนยิ่งทำให้สังคมแห่สนใจเกี่ยวกับการค้นพบที่ดอนยายทองเพิ่มขึ้นมากด้วยอีกต่างหาก
ดร.อุเทน วงศ์สถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้อ่าน และแปลข้อความจารึกบนแหวนดังกล่าว พบว่า เขียนด้วยตัวอักษรพราหมี ซึ่งนิยมใช้อยู่ในอินเดียเมื่อราว 2,100-1,900 ปีที่แล้ว ซึ่งก็ควรจะเป็นอายุสมัยของแหวนวงนี้ และรวมไปถึงอายุสมัยของโครงกระดูกผู้สวมแหวนอยู่ ซึ่งก็อาจจะหมายรวมไปจนใช้ในการกำหนดอายุสมัยของแหล่งฝังศพ ที่ดอนยายทองนี้ก็เป็นไปได้
ส่วนภาษาที่ใช้เขียนนั้น อ.อุเทนท่านว่าเป็นภาษาปรากฤต อันเป็นภาษาตระกูลอินโด-อารยัน ที่พัฒนาต่อมาจากภาษาในยุคพระเวท ซึ่งเชื่อกันว่า ภาษาปรากฤตนี้เป็นภาษาพูดของบุคคลทั่วไป ในขณะที่ภาษาสันสกฤตคือภาษาที่มีระดับสูงกว่า โดยมีการใช้งานอยู่ในพื้นที่อนุทวีปอินเดีย ตั้งแต่เมื่อราว 2,500-900 ปีที่แล้ว
ตัวอักษรที่สลักอยู่บนเรือนแหวนนั้น มีใจความว่า “ปุสรขิตส” แปลว่า “ของปุสรขิตะ” โดย อ.อุเทน ได้อธิบายต่อไปด้วยว่า คำว่า “ปุสรขิตะ” นี้ แปลว่า “ผู้ที่ได้รับการปกป้องโดยฤกษ์หรือดาวปุษย”

ผมเข้าใจว่า “ปุสรขิตะ” นี้ควรเป็นชื่อเจ้าของแหวน เพราะแหวนที่สลักชื่อเอาไว้แบบนี้ ในโลกโบราณ ถูกใช้เป็นตราประทับ อย่างที่เรียกในโลกภาษาอังกฤษว่า “Signet ring” และแหวนวงนี้ก็ควรที่จะเป็นตราประทับอย่างแน่นอน เพราะตัวอักษรบนเรือนแหวนวงนี้ ถูกสลักไว้อย่างสลับด้านตัวอักษร เหมือนกับการนำตัวอักษรไปส่องดูที่กระจก
และการสลับด้านตัวอักษรอย่างนี้ ก็ถูกทำเอาไว้เพื่อใช้ในการประทับตัวอักษรลงไปในอะไรบางอย่าง เพื่อจะให้ตัวอักษรนั้น สามารถอ่านออกได้ตามปกตินี่เอง
ประวัติศาสตร์ของแหวนตราประทับอย่างนี้ ดูเหมือนว่าจะเริ่มต้นในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ ซึ่งมีหลักฐานการใช้แหวนเป็นตราประทับประจำตัวของผู้สวมใส่มาตั้งแต่ในช่วงก่อน 3,500 ปีมาแล้ว
ตราประทับนี้จะสลักอยู่บนหัวแหวน โดยมักจะเป็นชื่อ และตำแหน่งของเจ้าของแหวนประกอบกันจนเป็นรูปลักษณะเฉพาะของตราประทับ แล้วสลักลึกด้วยอักษรเฮียโรกลิฟิก (Hieroglyphic) บนตัวเรือนทองคำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนหัวแหวน
ความนิยมในการใช้แหวนเป็นตราประทับของอียิปต์ยังถูกส่งทอดไปยังวัฒนธรรมที่สำคัญอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรีกยุคเฮเลนิสติก หรือโรมัน จนทำให้ความนิยมในการใช้แหวนนี้แพร่กระจายไปในยุโรปด้วย
ดังนั้น เราจึงได้เห็นกษัตริย์ ขุนนางชั้นสูง และผู้นำทางศาสนา อย่างพระสันตะปาปา ต่างก็สวมแหวนตราประทับเช่นนี้กันเป็นปกติ และก็ไม่ต้องประหลาดใจไป ที่จะมีธรรมเนียมการจุมพิตแหวน (ring kissing) ซึ่งก็เป็นธรรมเนียมเก่าแก่ที่มีร่องรอยมาอย่างน้อยก็ตั้งแต่ในยุคกลางของยุโรป เพื่อแสดงถึงการยอมรับ และเคารพในอำนาจของผู้สวมใส่แหวนนั้น เพราะตราประทับบนหัวแหวนนั้นก็คือสัญลักษณ์ของอำนาจของเจ้าของแหวนไปพร้อมกันนั้นด้วย
และถ้าจะว่ากันตามนี้แล้ว ตราประทับบนแหวนทองคำที่พบจากดอนยายทองนี้ ก็ควรจะเป็นชื่อของเจ้าของแหวน หรืออย่างน้อยก็ควรจะเป็นของใครสักคนที่ได้ส่งมอบแหวนมาสู่เจ้าของโครงกระดูกที่นอนอยู่ในหลุมนั่น โดยสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง

อย่างไรก็ดี หากว่าจะยอมรับค่าอายุของรูปแบบตัวอักษรพราหมีบนแหวนทองคำจากดอนยายหอมแล้ว แหวนวงนี้ก็จะอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ชนจากอนุทวีปอินเดียเรียกพื้นที่บริเวณอุษาคเนย์ว่า “สุวรรณภูมิ” อย่างพอดิบพอดี
ชื่อ “สุวรรณภูมิ” นี้ เป็นคำสันสกฤต ใช้เรียกดินแดนที่อยู่ทางทิศตะวันออกของชมพูทวีป มีพยานอยู่ในชาดก หรือเอกสารเก่าแก่ทั้งของอินเดีย และลังกาจำนวนมาก
ร่องรอยสำคัญที่ทำให้ชาวชมพูทวีปเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า “สุวรรณภูมิ” คือ “แผ่นดินทอง” มีอยู่ในชาดกของพระพุทธศาสนาอย่างพระมหาชนก ที่อ้างว่า ผู้ที่สามารถมาทำการค้ายังสุวรรณภูมิได้กลับไป จะกลายเป็นผู้มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวย จึงไม่แปลกอะไรที่ดินแดนแห่งนี้จะถูกเรียกว่า สุวรรณภูมิ ไม่ว่าภูมิภาคของเราจะเต็มไปด้วยทองอย่างชื่อหรือเปล่าก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเสียหน่อย?
แต่นั่นก็ทำให้ไม่แปลกอะไรเลยด้วยอีกเช่นกันที่พ่อค้าต่างๆ จำนวนมาก จะเดินทางจากอนุทวีปอินเดียเข้ามายังพื้นที่สุวรรณภูมินี้ด้วยหวังในโชคลาภวาสนา และความมั่งคั่ง
ดังนั้น ถ้าเจ้าของแหวนตราประทับทองคำที่ดอนยายทองจะเป็นหนึ่งในบรรดาพ่อค้าอินเดีย ที่เข้ามาแสวงโชคในดินแดนแห่งความมั่งคั่ง อย่างสุวรรณภูมิ ก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลยสักนิด

พวกฝรั่งก็เรียกดินแดนแห่งนี้ไม่ต่างไปจากผู้คนในอนุทวีปอินเดียเช่นกัน จดหมายเหตุฝรั่งชิ้นเก่าแก่สุดที่อ้างถึงดินแดนที่มีชื่อตรงกับสุวรรณภูมิคือตำราภูมิศาสตร์ “Cosmographia” (Cosmography) เขียนโดย ปอมโปนิอุส เมลา (Pomponius Mela) นักภูมิศาสตร์ชาวโรมันเชื้อสายสเปนตอนใต้ เมื่อราว พ.ศ.586 ระบุไว้ว่า “Chryse” หรือ “แผ่นดินทอง” ตั้งอยู่ทางตะวันออกของอินเดีย
แถมพวกฝรั่งเองก็มีทัศนะต่อแผ่นดินทองไม่ต่างไปจากพวกพราหมณ์อินเดีย คือเชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งความมั่งคั่ง หนังสือ Antiquitates Judaicae (Antiquities of the Jews) ของฟลาวิอุส โจเซฟุส (Flavius Josephus) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน ที่เขียนขึ้นราว พ.ศ.636-637 ถึงกับอ้างว่า “แผ่นดินทอง” ก็คือ “Ophir” เมืองแห่งขุมทรัพย์บรรณาการของกษัตริย์โซโลมอนตามข้อความในพระคัมภีร์ (Bible แปลตรงตัวว่า พระคัมภีร์) ส่วนพันธสัญญาเดิม (Old Testament) เลยทีเดียว
เอกสารที่ชื่อว่า Periplus Maris Erythraei (Periplus of The Erythrean Sea คือบันทึกการเดินเรือในทะเลเอรีเธรียน ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “ทะเลแดง” แต่ทะเลแดงในความหมายของกรีกยุคโน้น ได้หมายรวมถึงอ่าวเปอร์เซีย และมหาสมุทรอินเดียเอาไว้ด้วย) ซึ่งเขียนขึ้นโดยนักเดินเรือชาวกรีกเลือดผสมอียิปต์ ในช่วงราว พ.ศ.600 ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า
“แผ่นดินทอง เป็นดินแดนแห่งสุดท้ายที่มีผู้คนอาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกไกลสุดของโลก ณ บริเวณที่ตะวันขึ้น”
นอกจากนี้แล้ว Periplus Maris Erythraei ก็ยังเป็นหลักฐานข้างฝ่ายโลกตะวันตก ที่ให้ภาพของอุษาคเนย์ ที่น่าสนใจที่สุดในแง่ของภาพชีวิตที่ถูกบรรยายเอาไว้ในเอกสารอีกด้วย

เอกสารชิ้นดังกล่าวได้อ้างว่า อย่างน้อยตั้งแต่เมื่อราว พ.ศ.500 เป็นต้นมา ในเขตมหาสมุทรอินเดีย จากช่องแคบโมซัมบิก (ช่องแคบระหว่างประเทศโมซัมบิก ในแอฟริกาตะวันออก กับเกาะมาดากัสการ์) ถึงอุษาคเนย์ ได้เกิดมี “ชุมชนชาวน้ำ” ที่มีกลุ่มอาชีพที่มีลักษณะเฉพาะ อันประกอบไปด้วยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมงประเภทต่างๆ และอาชีพอื่นที่สัมพันธ์กับการประมง กะลาสีเรือ ช่างฝีมือ พ่อค้า เจ้าของเรือ แต่ละชุมชนเลี้ยงตัวเองได้
ขณะที่พ่อค้าจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มภาคีหรือสมาคมพ่อค้า การรวมตัวของบรรดาสมาชิกสมาคมดังกล่าวล้วนแต่ตัดข้ามพรมแดนของชุมชน แต่กลับยึดโยงให้อาณาบริเวณต่างน่านน้ำติดต่อถึงกัน
เมื่อเกิดการค้าขึ้นก็ต้องมีบริเวณแหล่งตรงกลางสำหรับเป็นที่แลกเปลี่ยนของชุมชนหรือเป็นเมืองท่า สำหรับในอินเดีย ร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีล้วนแสดงให้เห็นว่า การค้าขายแลกเปลี่ยนในมหาสมุทรอินเดียเริ่มต้นจากการสร้างความเชื่อมโยงทางทะเลชายฝั่ง โดยเฉพาะทะเลด้านตะวันตกของอินเดีย
ควรเข้าใจด้วยว่า ในพื้นทะเลที่โปร่งโล่ง ความเข้าใจเรื่องลมมรสุมประจำฤดูกาลเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ใน Periplus Maris Erythraei ยังได้อ้างด้วยว่า ในช่วงปลายศตวรรษของ พ.ศ.500 ชาวโรมันเชื้อสายกรีกคนหนึ่งชื่อ ฮิปปาลุส (Hippalus) ได้ค้นพบกระแสลมมรสุมที่พัดตรงไปมาระหว่างทะเลแดงกับชมพูทวีป ในช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน ลมมรสุมที่ว่าภายหลังเรียกชื่อว่า “ลมมรสุมฮิปปาลุส” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ
การค้นพบดังกล่าวก่อให้เกิดการเดินเรือตัดข้ามมหาสมุทร เป็นผลให้การค้าโลกขยายตัวขนานใหญ่ พ่อค้าสามารถเดินทางค้าขายระยะไกลได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เส้นทางการค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ เส้นทางการค้าระหว่างโลกตะวันตกกับชมพูทวีป
ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ พ่อค้ายุคแรกๆ ที่เข้าสู่มหาสมุทรอินเดียด้านตะวันตก จึงมักจะเป็นชาวเปอร์เซีย (อิหร่าน) ชาวอาหรับ และชนพื้นเมืองแห่งคาบสมุทรอาระเบีย ชาวพื้นเมืองแอฟริกาตะวันออก กลุ่มคนเหล่านี้ได้เดินทางทำการค้าขายต่อเนื่องมายังโลกทางทิศตะวันออกที่ไกลออกไปคือ สุวรรณภูมิ
หลักฐานว่าหากต้องการเดินเรือจากฝั่งตะวันออกของชมพูทวีปไปยังสุวรรณภูมิ จะต้องโดยสารเรือแล่นเลียบชายฝั่งไป โดยจะต้องไปเปลี่ยนขึ้นเรือที่แหลมทางตอนใต้สุดของชมพูทวีป ดินแดนในปริมณฑลอำนาจของพวก “ทมิฬ”

ข้อมูลใน Periplus Maris Erythraei ยังสอดคล้องกับหลักฐานในหนังสือ “ฮั่นซู” จดหมายเหตุสมัยราชวงศ์ฮั่น ที่เขียนขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ห่างกันนักว่า กล่าวถึงการเดินเรือไปอินเดียว่า ออกเรือจาก “เมืองเหอผู่” ในมณฑลกวางตุ้ง เลียบชายฝั่งเวียดนามเข้าอ่าวไทย แล้วขึ้นบกออกเดินไปต่อเรือที่อีกฟากหนึ่งในทะเลอันดามัน
ดังนั้น พื้นที่บริเวณที่บรรดาพ่อค้า นักเดินเรือ นักบวช หรืออีกสารพัดนักจะสละเรือแล้วเดินบกกันนั้นก็คือ ส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายู บริเวณภาคใต้ของไทย ซึ่งก็คือพื้นที่ที่มีโครงการอยากจัดทำ “แลนด์บริดจ์” อยู่นั่นเอง
เส้นทางขึ้นบกแล้วออกเดินข้ามฟากทะเลในพื้นที่บริเวณนั้นในยุคโบราณ ครอบคลุมพื้นที่ในบริเวณ จ.ระนอง จ.ชุมพร และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยพื้นที่บริเวณดังกล่าวต่างก็ค้นพบแหล่งโบราณคดี ที่กำหนดอายุได้อยู่ในช่วงร่วมสมัยกับแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ที่ จ.เพชรบุรี ซึ่งวางตัวอยู่ทางทิศเหนือขึ้นไปอีกนิด
แหล่งโบราณคดีดอนยายทองนี้ จึงเป็นหนึ่งในสถานีการค้าช่วงยุคสุวรรณภูมินั่นแหละ ส่วนแหวนตราประทับทองคำวงนี้ เมื่อพิจารณาจากตัวอักษรแล้ว ก็คงจะติดมือใครมาจากอินเดีย ท่ามกลางผู้คนมากมายในตลาดการค้าข้ามสมุทร ดีไม่ดีก็อาจจะเป็นใครคนเดียวกันกับที่นอนอยู่ในหลุมที่นักโบราณคดี กรมศิลปากร อุตสาหะขุดค้นเอาไว้
และถ้าจะให้ดี กรมศิลปากรก็ควรจะตรวจ DNA ของโครงกระดูกที่สวมแหวนทองวงนี้ไปเลย เพื่อจะได้รู้คำตอบว่า ใครที่นอนอยู่ในหลุมนี้เป็นชนชาติใดกันแน่?
