bg-single

เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (2)

27.07.2026

จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

ขึ้นชื่อว่า ‘เหี้ย’ คำนี้จะหมายถึงสัตว์เลื้อยคลานประเภทหนึ่ง หรือมีความหมายอื่นใดขึ้นอยู่กับข้อความแวดล้อม และเจตนาของผู้ใช้ ลองเทียบกันดูระหว่าง ‘เหี้ย’ ใน “โคลงโลกนิติ” และ ‘เหี้ย’ใน “สักระวาน่าหนาว” (ชื่อเรื่องตามต้นฉบับ)

“โคลงโลกนิติ” ฉบับพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงนำ ‘เต่า’ และ เหี้ย’ มาเปรียบเทียบกันเป็นเชิงสอนใจเกี่ยวกับสันดานคนว่า

“๏ โทษตนงำเงื่อนไว้ ห่อนแถลง

โทษท่านเก็บมาแจง ดุจเบี้ย

ตัวเต่าสี่ตีนแฝง หัวหนึ่ง ซ่อนนา

หยิบกล่าวแต่โทษเหี้ย มุขเท้ารุงรัง ฯ” (มุข = หน้า, ปาก รวมกันเป็นหัว)

ความหมายคือ ไม่บอกกล่าว ‘โทษตน’ หรือ ‘ความผิดตนเอง’ ให้ผู้อื่นรู้ กลับปิดบังอำพรางไว้ไม่ยอมเปิดเผย หยิบยกเอาแต่ ‘โทษท่าน’ หรือ ‘ความผิดผู้อื่น’ มาแจกแจงละเอียดยิบ (เหมือนกับแจงเบี้ยเพื่อนับจำนวนว่ามีเท่านั้นมีเท่านี้) เลวอย่างนั้นเลวอย่างนี้ ชั่วอย่างนั้นชั่วอย่างนี้

กวียกลักษณะของ ‘เต่า’ กับ ‘เหี้ย’ มาเทียบให้เห็นว่า คนที่ซ่อนเร้น ‘ความผิดตนเอง’ เปรียบเสมือนเต่ามีสี่ตีน กับอีกหนึ่งหัวที่หดซ่อนไว้ในกระดอง คอยขุดคุ้ยจับผิด ‘ความผิดผู้อื่น’ คือ ‘โทษเหี้ย’ ชี้ให้ใครต่อใครมองเห็นชัดถึงความน่าชังของ ‘เหี้ย’ ว่ามีทั้งหัวและตีนมากจนเกินพอดี

ทั้งๆ ที่ลักษณะตามธรรมชาติของสัตว์ทั้งสองหาได้ต่างกันไม่ มีหนึ่งหัว สี่ตีนเท่าๆ กันนั่นแหละ

โคลงข้างต้น คำว่า ‘เหี้ย’ มิได้มีความหมายทางลบ ตรงกันข้ามกับ ‘เหี้ย’ ใน “สักระวาน่าหนาว” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงใช้พระนามแฝงว่า ‘ศรีอยุธยา’ เล่าถึงชีวิตนายสวัสดิ์ หนุ่มจับจดไม่เคยทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้นาน เบื่อเมื่อไหร่ เลิกเมื่อนั้น พ่อแม่ร่ำรวยแต่ซวยที่มีลูกไม่เอาไหน ใช้เงินฟุ่มเฟือยสนองความต้องการตัวเอง

พ่อแม่เห็นว่าลูกชาย “เฝ้าแต่เที่ยวร่ำไปไม่ทำงาน ไม่ได้การจะฉิบหายและขายตน” จึงพาลูกไปฝากทำงานที่กระทรวงหนึ่ง

ลูกทำตัวสำมะเลเทเมาอย่างเคย ไม่สนใจทำงานจนถูกไล่ออก

พ่อแม่หวังว่าถ้ามีครอบครัว ลูกจะกลับตัวกลับใจ จึงจัดแจงให้แต่งงานกับนางกิมลี้ ลูกสาวนายอากรไล่เห่าผู้มีฐานะมั่งคั่ง มีที่ดินมากมาย

แต่พ่อแม่ต้องผิดหวัง นายสวัสดิ์รักความสบายเป็นที่ตั้ง ยังเสเพลสม่ำเสมอ มีเมียเป็นตัวเป็นตนแล้วยังกุ๊กกิ๊กกับหญิงอื่น มือเติบเปย์หนัก ถึงกับยักยอกเงินจำนวนมากจากบัญชีบ้านเมีย เกิดเรื่องราวใหญ่โต พ่ออ้อนวอนขอผ่อนผันชำระแทนแทบหมดตัว

ลูกชายก็ยังไม่สำนึก กลับถลำลึกอบายมุข หมกมุ่นการพนันทุกอย่าง

เมื่อไม่มีงาน ก็ไม่มีเงิน ลูกชายตัวแสบขอแก้ตัวโดยยุพ่อเช่าเรือกลไฟขนข้าวไปขายเมืองจีน เรือเก่าเกินไป เจ้าท่าไม่ให้เรือออกทะเล เจ้าของเรือไม่ยอมคืนเงินให้ ซ้ำร้ายถูกโรงสีปรับค่าเสียหาย ทุนหายกำไรหด

ความอับอายบวกกับทุกข์โถมทับทำให้พ่อที่ชรามาก “รากเลือดตายวายชีวามิช้าเอย”

แม่เลยหมดอาลัยตายอยาก ฝากชีวิตบั้นปลายใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนา ทิ้งสมบัติที่ยังพอเหลืออยู่ไว้ให้ ลูกชายก็ผลาญเสียสิ้น เงินตัวเองหมด ก็ขอเงินพ่อตาใช้ ทำอยู่อย่างนี้จนความอดทนของพ่อตาขาดผึง

นายอากรไล่เห่าจึงให้ลูกสาวจัดการอย่างเด็ดขาด โดยให้เหตุผลว่า นายสวัสดิ์ไม่ต่างอะไรกับเหี้ย ทำให้ผู้อยู่ใกล้ต้องพลอยมัวหมองและฉิบหายตามไปด้วย

“สักระวาพ่อตาอุราร้าว เรียกลูกสาวออกมาว่าลูกเอ๋ย

ผัวของเจ้ามันใช้ไม่ได้เลย ขืนนิ่งเฉยจะยิบฉิบหายไป

เหมือนคบ ‘เหี้ย’ พลอยเสียราศีเปล่า อีกตัวเจ้าเขาจะรักก็หาไม่

จะคงอยู่กับมันไปฉันใด หย่ากันเสียเป็นไรลูกรักเอย”

ในที่นี้กวีเปรียบการกระทำของนายสวัสดิ์กับ ‘เหี้ย’ เพื่อสื่อความหมายว่าเป็นคนเลวทรามต่ำช้าไม่ผิดอะไรกับเหี้ยที่ขี้ขโมยและสกปรก นอกจากชอบลักขโมยเป็ด ไก่ และสัตว์ที่ชาวบ้านเลี้ยงไปกินแล้ว ยังชอบกินซากสัตว์ของเน่าเหม็น อาศัยหากินตามที่รกๆ แหล่งน้ำต่างๆ หรือตามที่ชื้นแฉะมีโคลนตม

ดังที่ “นิราศเมืองเพชร” ของสุนทรภู่บรรยายว่า “นกกระเต็นเต้นตามนกกามกวน กับเหี้ยต้วมเตี้ยมต่ายตามชายเลน”

สมัยโบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งอัปมงคล “คัมภีร์อภิไทโภธิบาทว์” ว่าด้วยลางร้ายบางอย่างในอุบาทว์พระไพรศพณ์ (ท้าวกุเวร) เทพประจำทิศเหนือ เช่น มีตัวเหี้ย เต่า ตะพาบน้ำ คลานเข้ามาในบริเวณบ้าน เช่น ใต้ถุนบ้าน ขึ้นบนบ้าน หรือคลานเข้ามาตายในบ้าน ถือเป็นอุบาทว์ หรือสิ่งอัปรีย์จัญไรไม่เป็นมงคลที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้อยู่อาศัย

“ใช่ที่เต่าหมาย และเต่าวะวามคลานมาเข้าใต้ถุน คลานขึ้นเคหา ฯลฯ หนึ่งเต่าตะพาบน้ำมามรณ์ในถุนซอกซอน หนึ่งคลั่งประอุกทำลาย อุบาทว์พระศพณ์หมาย แก่คนทั้งหลาย เฉพาะเคราะห์ราวี” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ข้อความ ‘ใช่ที่เต่าหมาย’ ถ้าจำไม่ผิด ครูบาอาจารย์ท่านเคยอธิบายว่า ไม่ใช่เต่า แต่น่าจะหมายถึง เหี้ย ทางแก้ก็มี จัดสิ่งของบูชาตามตำราบอกไว้ สิ่งมงคลจะบังเกิดขึ้น นั่นคือ “อุบาทว์มาดร้ายราวี โรคาโรคี รำคาญทั้งปวงเหือดหาย อยู่เป็นสุขสบาย สมบูรณ์พูนกาย ภิรมย์ศรีศุภผล”

จากข้อความในอุบาทว์พระไพรศพณ์ ที่กล่าวถึงเหตุการณ์เหี้ยเข้าบ้านขึ้นบ้าน น่าจะเป็นที่มาของสำนวน ‘เหี้ยขึ้นเรือน’ ในหนังสือ “อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์

“เหี้ยขึ้นเรือน, คือเหี้ยนั้นมันมาขึ้นเรือน, เขาถือว่าจะถึงความฉิบหายแห่งทรัพย์นั้น”

เคยเห็นสำนวนนี้ใน “สักรวาชุดไปรษณีย์” ตอนศึกทศกัณฐ์ มีข้อความว่า

“ระหว่างนี้สันนิบาตชาติก็เปลี้ย เตรียมอาวุธกันเหมือนเหี้ยจะขึ้นบ้าน

เศรษฐกิจแห่งโลกโชคดักดาน นี่แน่ะท่านเตรียมกำหนดลดทัพเอย”

สมัยที่เรียนวิชา “ภาษาและวัฒนธรรมไทย” กับศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล (ราชบัณฑิต) จำได้ว่าท่านเคยพูดถึง ‘euphemism’ หมายถึง การลดความรุนแรงของถ้อยคำลง โดยใช้คำที่สุภาพหรือนิ่มนวลขึ้น แทนที่คำหยาบ คำต้องห้าม คำที่มีความหมายเชิงลบ หรือคำกระทบกระเทือนจิตใจผู้ฟัง

เช่น ใช้คำว่า ‘ผมบาง’ แทน ‘หัวล้าน’ ‘สมบูรณ์’ แทน ‘อ้วน’ ‘เจ้าเนื้อ’ ‘ชุมชนแออัด’ แทน ‘แหล่งเสื่อมโทรม’ ฯลฯ

ทำให้นึกไปถึงคำว่า ‘พระยาหงส์ทอง’ ที่ใช้เรียก ‘อีแร้ง’

หรือคำว่า ‘ตัวเงินตัวทอง’ ที่ใช้เรียก ‘เหี้ย’

เนื่องจากคนทั้งหลายเชื่อว่าถ้าใช้คำดังกล่าวแทนคำว่า ‘อีแร้ง’ หรือ ‘เหี้ย’ พูดจาภาษาดอกไม้ฟังรื่นหู เป็นการขับไล่อัปมงคลความวิบัติทั้งหลายให้สิ้นไป บังเกิดลาภผลโชคดีมีชัยนานัปการตามมา

กรมหมื่นพิทยาลงกรณ หรือ ‘น.ม.ส.’ ทรงพระนิพนธ์โคลงล้อคติความเชื่อนี้ไว้ในวรรณคดีเรื่อง “สามกรุง” ว่า

“๏ มังกร ขจรเดชด้าว แดนจีน

เห็นจะมังกรมีน แม่นแล้ว

ไวจริงวิ่งสี่ตีน บนบก

ช่วงโชติโอษฐ์คาบแก้ว ก่องกล้าตาไฟ ฯ

๏ มังกร เป็นชื่อใช้ เชิงแฝง ด้วยนา

ขึ้นเย่าเราขยะแขยง โยคเปลี้ย (เย่า = เหย้าเรือน บ้านเรือน)

ยักย้ายอุบายแปลง นามเปลี่ยน

ชื่อที่จริงคือ เหี้ย โหดร้ายมลายสิน ฯ”

โคลงบทแรก กวีเอ่ยถึง ‘มังกร’ ในเมืองจีนที่มีพลังอำนาจตามความเชื่อของชาวจีน และตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเป็น ‘มกร’ หรือ ‘มังกร’ สัตว์ประจำราศีมีน (ราศีสุดท้ายใน 12 ราศี) สัตว์ตัวนี้มีสี่ตีนวิ่งบนบกได้รวดเร็ว ปากคาบลูกแก้ววิเศษรัศมีสว่างไสว นัยน์ตาเปล่งประกายไฟเจิดจ้า

โคลงบทหลังกล่าวถึงความหมายแฝงของคำว่า ‘มังกร’ เป็นชื่อที่กลายมาจากชื่อสัตว์อัปมงคล ขึ้นบ้านเมื่อใด ผู้คนรู้สึกขยะแขยงเมื่อนั้น จึงเปลี่ยนชื่อเรียกขานเสียใหม่เป็น ‘มังกร’ แทนชื่อแท้จริง คือ ‘เหี้ย’ หมายความว่า ทันทีที่เจอ ‘เหี้ย’ ให้เรียกขานทักทายดังๆ ว่า ‘มังกร’ เพื่อให้สัตว์นี้นำโชคลาภและสิ่งดีงามมาสู่ผู้พบเห็น แทนที่จะนำพาความชั่วร้าย ทำให้ทรัพย์สินฉิบหายตามที่เคยเชื่อกันมาในสังคมไทย

สมัยโบราณเรื่องดีๆ เกี่ยวกับ ‘เหี้ย’ ก็มี บางภพบางชาติของพระโพธิสัตว์ก่อนจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เคยเสวยพระชาติเป็นเหี้ย (เกิดเป็นเหี้ย) อยากรู้ก็ไปอ่านนิบาตชาดก หมวดเอกนิบาต ชาดกเรื่องที่ 138 โคธชาดก ขี้เกียจอ่านก็ไปที่ฝั่งธน มีภาพจิตรกรรมฝาผนังพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเหี้ยให้ชมกันภายในพระอุโบสถวัดเครือวัลย์วรวิหาร วัดอยู่ใกล้ๆ กรมอู่ทหารเรือนี่เอง

‘เหี้ย’ จากสัตว์เลื้อยคลานประเภทหนึ่ง กลายเป็นตัวต่ำช้า ตัวอัปมงคล กลายเป็นคำด่าหยาบๆ คายๆ ก็เพราะความคิดความเชื่อของคนนี่แหละมิใช่ใครอื่น

ถ้า ‘เหี้ย’ พูดได้ คงพูดว่า “ทำไมถึงทำกับฉันได้”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การ์ตูน โกหน่อง
Post-World Cup Depression อาการซึมเศร้าหลังฟุตบอลโลก 2026
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (2)
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
ซอฟต์เพาเวอร์ที่ไม่อ่อน
Zombie เพลงที่ว่าด้วยเชื้อร้าย จากประวัติศาสตร์ของความขัดแย้ง
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (3) เอนโทรปีและกฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์
วิวาห์มรณะ กับเจ้าบ่าวที่ (ไม่อยาก) กลายเป็นมื้อค่ำ
เกมสงครามจุลินทรีย์ (4) : เมื่อผู้เข้าแข่งขันหันไปถาม AI
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล