E-DUANG
กรณี”#โกงสว”อัน iLaw โดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ปักธงตั้งแต่หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 เริ่มแตกกิ่ง ออกดอก
ถามว่าสรุปได้อย่างไร มีอะไรรองรับ
คำตอบแรกก็คือ เห็นได้จากพัฒนาการในทางความคิดของการเคลื่อนไหว
จากที่เรียกว่า”ฮั้วสว.” เข้าสู่พื้นที่ของ”การโกง”
จากที่เคยเห็นเพียงการเคลื่อนไหวของหนุ่มสาวในเครือข่ายแห่ง iLaw ได้ไปอยู่ในมือของ กลุ่มอื่น ในทางความคิด ในทาง การเมือง
เบื้องต้นอาจเป็นการประสานและขอข้อมูลจากผู้สมัครและแม้กระทั่งที่เป็นสว.สำรอง
ต่อมาก็เป็นบางพรรคการเมือง
ที่สุด ข้อมูลอันเป็นเรื่องอยู่”ภายใน”ของระบบราชการและขององค์กรอิสระก็ค่อยหลุดออกมาสู่”ภายนอก”
ที่เคยเคลื่อนไหว”เฉพาะส่วน”ก็มีลักษณะ”มวลชน”
ต้องยอมรับว่าบทบาทของพรรคเพื่อไทยในห้วงที่เป็นรัฐบาลได้มีส่วนอย่างสำคัญหนุนเสริมการเคลื่อนไหว
แม้จะมาจากความขัดแย้งกับพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค
แต่บทบาทของพรรคเพื่อไทยโดยรองนายกรัฐมนตรี เมื่อประสานกับบทบาทของพรรคประชาชาติที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทรงความหมายเป็นอย่างสูง
อย่างน้อยที่สุดบทบาทของ DSI ในยุคที่มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมจากพรรคประชาชาติกำกับก็สร้างคุณูปการ
กลายเป็นรากฐานแห่งบทสรุปของคณะที่ 26 ของกกต.
เมื่อประสานเข้ากับการขับเคลื่อนอย่างยืนหยัดของ iLaw โดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โดยเฉพาะในช่วงที่ส่งมอบข้อเรียกร้องและข้อมูลบางส่วนให้กับ”วิปฝ่ายค้าน”
บทบาทของ”วิปฝ่ายค้าน”อันมี พริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นประธาน ได้ผนึกพลังร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์เข้ามา ทำให้กลายเป็นพันธ มิตรระหว่างพรรคการเมืองกับภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ก่อเกิดเป็นพัฒนาการจาก”ฮั้วสว.”ไปอยู่แดน”โกงสว.”
การขับเคลื่อนร่วมระหว่าง”วิปฝ่ายค้าน”ที่นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ กับ “iLaw”ที่นำโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ สามารถสร้างผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง
จากในพื้นที่”ความคิด”กลายเป็นปฏิบัติการทาง”การเมือง”
จึงไม่เพียงแต่นำไปสู่การแยกและแตกตัวในทางความคิดภายในโครงสร้างแห่งอำนาจรัฐ
เห็นได้จากการเชื่อมไปยัง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เห็นได้จากการเชื่อมไปยัง วิชา มหาคุณ เห็นได้จากการเชื่อมไปยัง จรัญ ภักดีธนากุล
บรรดาบุคคลที่เคยร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือแม้กระทั่งมวลมหาประชาชน ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งแห่งการเคลื่อนไหว
แม้กระทั่ง”ภาคีราชบัณฑิต” แม้กระทั่ง”กลุ่มนักวิชาการอาวุโส”
เกิดการเคลื่อนไหวจากพื้นที่”สื่อ”ไปในลักษณะ”มวลชน”
ลักษณะมวลชนแห่งความรู้สึกไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับสภาพ การณ์ที่เรียกว่า”โกงสว.”ทำให้เป้าหมายเบื้องหน้าชัดเจน
ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มการเมืองใด พรรคการเมืองใด
คำถามอยู่ที่ว่าแต่ละกลุ่ม แต่ละพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยและไม่พอใจต่อพฤติกรรม”โกงสว.”จะผนึกเป็นพันธมิตรได้หรือไม่
เป็นพันธมิตรในแนวร่วมทาง”ความคิด”ในทาง”การเมือง”
