| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ประชาชนเริ่มทำนาปลูกข้าวด้วยพิธีกรรมทางศาสนาผีมีหลายอย่าง เช่น “นาตาแฮก” (หมายถึงนาตาแรก) และอื่นๆ
ราชสำนักอโยธยา-อยุธยาปรับพิธีกรรมทางศาสนาผีของประชาชน ให้เข้ากับพิธีกรรมพรามหณ์-พุทธ แล้วยกเป็นพระราชพิธีเพื่อผดุงอำนาจทางวัฒนธรรมของราชสำนัก
แรกนาขวัญ เป็นภาษาของประชาชนในภาคกลางที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตรงกับภาษาของคนบริเวณลุ่มน้ำโขงว่านาตาแฮก (แฮก คือ แรก) หมายถึงการไถนาทำนาปลูกข้าวครั้งแรกในนาจำลองขนาดเล็กๆ ที่สมมุติขึ้น แล้วมีพิธีสู่ขวัญวิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ (บางทีเรียกผีนาหรือพระภูมินา) จงบันดาลให้ทำนาจริงๆ ได้ผลผลิตเป็นข้าวงอกงามอุดมสมบูรณ์เหมือนนาจำลองที่สมมุติขึ้นครั้งแรกนี้
พิธีอย่างนี้มีมาแต่ดั้งเดิมในชุมชนคนดึกดำบรรพ์ราว 3,000 ปีมาแล้ว สมัยก่อนๆ ทุกคนที่มีอาชีพทำนาต้องทำกันทั่วไปก่อนจะทำนาจริง
ต่อมาเมื่อราชสำนักรับศาสนาพราหมณ์จากอินเดีย จึงปรุงแต่งพิธีนาตาแฮกให้สอดคล้องกับพิธีพราหมณ์เพื่อความศักดิ์สิทธิ์สูงขึ้น เช่น มีพระโคเสี่ยงทาย มีเชิญเทวดามาเสกเป่าข้าวเปลือกที่ใช้หว่านในพิธี
เมื่อเสร็จงานก็ให้ชาวบ้านเก็บเม็ดข้าวเปลือกไปบูชา และโปรยลงในนาของตนเพื่อให้ได้ผลผลิตเป็นเมล็ดข้าวมากขึ้น และรอดพ้นจากภัยธรรมชาติ
ภาษาทางราชการเรียกจรดพระนังคัล (เป็นคำเขมร นังคัล คือ ผาลไถนา) แปลว่าไถนาครั้งแรก มีหลักฐานในกฎมณเฑียรบาลว่าพระเจ้าแผ่นดินยุคต้นอยุธยาหรือก่อนนั้นมอบให้เจ้านายและขุนนางทำพิธีนี้ เพื่อความมั่งคั่งในพืชพันธุ์ธัญญาหารของราชอาณาจักร จะละเว้นมิได้ ต้องทำทุกปี จึงมีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
“เร่อร่าหยาบคาย”
ศาสนาพราหมณ์กับพุทธ เผยแผ่เข้าถึงสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ ราวหลัง พ.ศ.1000
คนทั้งหลายตั้งแต่หมอผีหัวหน้าเผ่านับถือศาสนาผี แล้วมีพิธีกรรมในศาสนาผีตามปกติเหมือนเดิม ไม่ได้เลิก เพียงเพิ่มความเชื่อใหม่ในศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธเข้าไปอย่างเลือกสรร
สิ่งใดไม่ขัดกับผีจึงเก็บไว้ ถ้าขัดกับผีก็ทิ้งไป แล้วให้หมอผีบวชพราหมณ์บวชพระ ทำพิธีปนๆ กันไป เป็นผี-พราหมณ์-พุทธ โดยมีสาระสำคัญสืบจากศาสนาผี เช่น พิธีขอฝน ฯลฯ
พระราชนิพนธ์เรื่องพระราชพิธีพรุณศาสตร์ ของ ร.5 ทรงแยกพิธีหลวงออกเป็นสองส่วน คือพิธีพราหมณ์ และพิธีหลวงแท้
โดยทรงระบุชัดเจนว่า พิธีพราหมณ์ “เร่อร่าหยาบคาย” ส่วนพิธีหลวงแท้ได้มีการแปรความหมายให้อิงกับพุทธศาสนาไปเสียหมดแล้ว จึงดูเรียบร้อยไม่มีอะไรอุจาด แม้แต่ปลาช่อนซึ่งปรากฏในบทร้องของชาวบ้านเสมอ ก็ถูกตีความให้หมายถึงหัวหน้าปลาพระโพธิสัตว์ในวาริชชาดก ซึ่งอธิษฐานขอฝนมาช่วยฝูงสัตว์น้ำในหนองให้พ้นจากภัยของพวกนกกา
แต่ปลาช่อนในบทร้องของชาวบ้านนั้น เห็นได้ชัดว่าไม่เกี่ยวกับชาดก เช่น “นิมนต์พระมา สวดคาถาปลาช่อน ปั้นเมฆเสียก่อน…”
ปั้นเมฆในพิธีพราหมณ์ของหลวงคือรูปหญิงชายเปลือยกายทำท่าร่วมเพศ ทาปูนขาว มีความในอีกบทหนึ่งซึ่งชัดกว่าว่า “นิมนต์ขรัวชั่ว สวดคาถาปลาช่อน ขี้เมฆสองก้อน มีละครสามวัน จับคนชนกัน ฝนเทลง ฝนเทลงมา…”
พิธีเรียกฝนของหลวงกับของชาวบ้านคงมีเนื้อหาสาระไม่ต่างกันนัก ที่เรียกกันว่าพิธีพราหมณ์นั้นหมายความแต่เพียงว่าพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธีเท่านั้น แต่อาจจะไม่เกี่ยวอะไรกับลัทธิศาสนาพราหมณ์โดยสาระเลยก็ได้ นักปราชญ์แต่ก่อนมักจะยกอะไรที่ไม่ใช่พุทธให้พราหมณ์ไปหมด ทำให้ละเลยความสำคัญของความเชื่อพื้นถิ่นพื้นฐานของประชาชนในแถบนี้ไป
เมื่อก่อนหน้าที่พิธีกรรมของหลวงจะแปรเปลี่ยนไปดังเช่นสมัยหลังนั้น พิธีกรรมเหล่านั้นน่าจะมีสาระสำคัญอย่างเดียวกับที่ชาวบ้านพึงเข้าใจได้ หลวงเพียงแต่ทำให้พิธีกรรมนั้นโอ่อ่าขึ้นและขลังขึ้น ด้วยการมีพราหมณ์เข้าไปร่วมประกอบพิธี แต่เนื้อหาสำคัญคือเรื่อง “เร่อร่าหยาบคาย” ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป และเป็นหลักสำคัญของพิธีต่อมาจนถึงสมัยหลัง
แม้เมื่อราชสำนักทนต่อความหยาบคายเช่นนี้ไม่ได้แล้ว ก็ยังไม่สามารถเลิกหลักสำคัญของพิธีได้ จึงค่อยๆ แยกพิธีออกเป็นสองส่วน ปล่อยความหยาบคายไว้กับพวกพราหมณ์ซึ่งไปทำพิธีกันนอกเมือง ส่วนของหลวงแท้ทำกันที่วัดพระแก้ว และไม่มีอะไรที่หยาบคายเหลืออยู่ในพิธีอีกเลย การแยกพิธีเป็นสองส่วนนี้เพิ่งมาทำกันในสมัยบางกอกนี่เอง
[จากบทความเรื่อง แห่นางแมว กับ “วิกฤต” ในวัฒนธรรมชาวนา ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 10 ฉบับที่ 4 (กุมภาพันธ์ 2532) หน้า 108-119]

“นางแมวขอฝน” เล่นในวัง
ขอฝนมีต้นทางพิธีอยู่ที่ศาสนาผี แม้จะมีจริงในพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ ก็ล้วนทำไปตามศาสนาผี
พระราชพิธีสมัย ร.5 ผู้หญิงในวัง (พวกโขลนเฝ้าประตูวัง) ยังมีร้องนางแมวขอฝน มีในพระราชนิพนธ์เรื่องพิธีพรุณศาสตร์ ว่า “วิธีร้องนางแมวนั้นก็ไม่ประหลาดอันใด เด็กๆ ร้องเป็นอยู่ด้วยกันทั่วหน้า ไม่ต้องการจะกล่าวถึง—-“
พวกโขลนในวังน่าจะร้องแห่นางแมว “เร่อร่าหยาบคาย” เหมือนชาวบ้านทั่วไป เพราะถ้าไม่อย่างนั้นฝนก็ไม่ตก
ในวัง “ปั้นเมฆ” ขอฝน
ขอฝน ชาวบ้านทั่วไปทุกชุมชนร่วมกันทำพิธีตอนเดือน 5 เดือน 6 ต่อเนื่องเดือน 7 เพื่อหาน้ำทำนาเริ่มฤดูการผลิตใหม่ เพราะแล้งน้ำมาตั้งแต่เดือน 5
ประเพณีขอฝนของชาวบ้านมีหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นจะเชื่อแล้วทำตามคติแบบไหน? อย่างไร? เช่น ภาคอีสาน จุดบั้งไฟ ฯลฯ แต่ภาคกลางมีปั้นเมฆ, แห่นางแมว ฯลฯ
พรุณศาสตร์ เป็นพระราชพิธีขอฝน (ที่เชื่อว่า) ตามตำราพราหมณ์ มีในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ร.5 ทรงอธิบายว่าเป็นพิธีจร หมายความว่า “ปีใดฝนบริบูรณ์ ก็ยกเว้นไม่ทำ” ต่อปีที่ฝนแล้ง จึงทำ ตามตำรา หมายความว่าจนเดือน 9 แล้ว ฝนไม่ตก และไม่มีน้ำให้ชาวบ้านทำนาทำไร่ ก็ต้องทำพระราชพิธีพรุณศาสตร์ (เหตุนี้จึงลงพระราชพิธีนี้ในเดือน 9)
“ปั้นเมฆ” ขอฝน ด้วยสัญลักษณ์สมสู่กัน น่าจะมีในราชสำนักยุคอยุธยา (แต่ไม่พบหลักฐานตรงๆ)
ครั้นล่วงถึงยุครัตนโกสินทร์ มีร่องรอยปั้นเมฆในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ร.5 ทรงเล่าว่าปั้นเมฆในพระราชพิธีพรุณศาสตร์ (เดือน 9) เป็นพิธีพราหมณ์ “อยู่ข้างจะเร่อร่าหยาบคาย” แต่ถูกทำให้ศักสิทธิ์อย่างยิ่ง จะคัดมา (โดยจัดย่อหน้าใหม่) ดังนี้
“การตบแต่งโรงพระราชพิธีและเทวรูป ก็คล้ายกันกับพิธีอื่นๆ คือปลูกโรงพิธี——-“
“ขุดสระกว้าง 3 ศอก ยาว 3 ศอก ลึกศอกหนึ่ง มีรูปเทวดาและนาคและปลาเหมือนสระที่สนามหลวง ยกเสียแต่รูปพระสุภูตตรงหน้าสระออกไปปั้นเป็นรูปเมฆสองรูป คือปั้นเป็นรูปบุรุษสตรีเปลือยกายแล้วทาปูนขาว
การที่จะปั้นนั้นต้องตั้งกำนลปั้นพร้อมกันกับที่พิธีสงฆ์ มีบายศรีปากชามแห่งละสำรับ เทียนหนักเล่มละบาทแห่งละเล่ม เงินติดเทียนเป็นกำนลแห่งละบาท เบี้ย 3303 เบี้ย ข้าวสารสี่สัด ผ้าขาวของหลวงจ่ายให้ช่างปั้นช่างเขียนนุ่งห่ม ช่างเหล่านั้นต้องรักษาศีลในวันที่ปั้น”
ทั้งหมดเป็นนาฏกรรมที่รัฐพัฒนาขึ้นจากประเพณีขอฝนของประชาชน
