พระแม่ลักษมี เป็นเทพีแห่งโชคลาภ และความอุดมสมบูรณ์ มากกว่าที่จะเป็นเทพีแห่งความรัก
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
พระแม่ลักษมี เป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์, ความมั่งคั่งร่ำรวย และโชคลาภ ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ดูได้จากข้าวของต่างๆ ที่พระแม่ทรงเอาไว้ในพระหัตถ์ทั้ง 4 ข้าง ซึ่งตามปกติแล้วก็จะมี ดอกบัวหลวง (หลายครั้งก็จะทรงไว้ 2 ดอก ในพระหัตถ์ 2 ข้าง) ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ และความเจริญงอกงาม
ในขณะที่พระหัตถ์อีก 2 ข้าง มักจะแสดงปางประทานอภัย (ปกป้องให้ไม่มีภัยอันตราย) กับปางประทานพร แต่หลายทีก็มักจะทรงหม้อแห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่แขกเรียกว่า “ปูรณฆฏะ” เอาไว้ แทนที่ปางที่แสดงออกในพระหัตถ์ข้างใดข้างหนึ่งก็ได้
หม้อปูรณฆฏะนี้ ก็เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน
ในงานช่างโบราณของอินเดีย และลังกา มักจะมีดอกไม้ และพืชพรรณไม้น้ำทั้งหลายโผล่พ้นออกมาเหนือปากหม้อ เพื่อเป็นสิ่งยืนยันถึงความอุดมสมบูรณ์ที่พระแม่ประทานให้ดังกล่าว
แต่รูปของพระแม่ลักษมีในยุคหลัง หลายทีก็มักจะมีเหรียญทองพูนเอ่อล้นออกมาจากปากหม้อปูรณฆฏะ หรือบางทีพระแม่ท่านก็ทรงเทเหรียญทองเหล่านี้ลงมากองยังที่พื้นเบื้องหน้า นัยว่าจะประทานโชคลาภความร่ำรวยให้แก่ผู้ที่มากราบไหว้บูชาเลยทีเดียว
ที่สำคัญก็คือ ข้าวของที่พระแม่ทรงเอาไว้ในพระหัตถ์เหล่านี้ยังเป็นร่องรอยสำคัญที่สืบให้เห็นถึงเค้าความเก่าแก่ที่พระแม่ลักษมีได้วิวัฒนาการมาจากการเป็น “Mother Goddess” หรือพระแม่ผู้เป็นเจ้าแห่งผืนแผ่นดิน ที่ให้กำเนิดสรรพสิ่งต่างๆ ซึ่งก็คือความเจริญงอกงามอีกด้วย
ฉากของท้องฟ้าที่มีฝนตกพรำลงบนท้องทุ่งเขียวขจี ไม่ว่าพืชผลที่อยู่ในท้องทุ่งนั้นจะเป็นข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ หรือพืชพันธุ์ธัญญาหารชนิดไหนๆ ย่อมทำให้เจ้าของท้องทุ่งยิ้มกริ่มมากกว่าจะร้องไห้ เพราะนั่นทำให้สามารถคาดหวังได้ถึงผลผลิตที่จะผลิดอกออกผลตามมา
ในสังคมที่รู้จักการเกษตรกรรมแล้ว จึงมักจะสร้างบุคลาธิษฐานของ “ท้องฟ้า” ในรูปของ “ผู้ชาย'” ที่หลั่ง “ฝน” คือ “เชื้อแห่งชีวิต” ลงมายังพื้น “แผ่นดิน” จึงมักจะถูกแสดงแทนด้วยรูป “ผู้หญิง” เชื้อแห่งชีวิตเมื่อตกต้องสู่พื้นดินย่อมก่อกำเนิดให้มี “ชีวิต” คือ “ผลผลิต” เหมือนการสังวาสกันของสิ่งมีชีวิตต่างๆ
เครื่องเพศของทั้งชาย และหญิงจึงเป็นสัญลักษณ์ของการก่อกำเนิด และความอุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่เรื่องอุจาดหยาบคายตามอย่างความคิดในสมัยหลัง
และก็เป็นใน “ท้อง” ของ “ผืนดิน” นี่เอง ที่ถูกถือว่าเป็นแหล่งเก็บกัก “พลังชีวิต” ของความอุดมสมบูรณ์เอาไว้ ความเชื่อในศาสนาโบราณทั้งหลายในโลกจึงมักจะถือว่า เทพเจ้าผู้อาศัยอยู่ ณ ท้องของดิน หรือจะเป็นในโลกบาดาลนั้น ก็คือเทพเจ้าผู้ปกปักรักษาความอุดมสมบูรณ์ หรือความมั่งคั่งต่างๆ ของโลก ดังนั้น เทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับท้องธรณีทั้งหลาย จึงเป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ และมั่งคั่งร่ำรวย (เพราะความอุดมสมบูรณ์ ก็คือทรัพย์สมบัติอย่างหนึ่ง) ไปด้วยในตัว
ยังมีสัญลักษณ์มงคลโบราณที่เกี่ยวข้องกับ “พระลักษมี” อีกอย่างหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระลักษมีนั้นเกี่ยวข้องอยู่กับการเป็นเจ้าแม่แห่งท้องดินมาก่อน นั่นก็คือสัญลักษณ์ที่เรียกว่า “คชลักษมี”
องค์ประกอบของรูป “คชลักษมี” นั้น ประกอบไปด้วย รูปพระแม่ลักษมีที่ประทับนั่งอยู่ตรงกลางของภาพ ขนาบข้างด้วยช้าง (คช-) ทั้ง 2 เชือก ที่ชูงวงซึ่งขมวดเอาหม้อปูรณฆฏะ คือหม้อแห่งความอุดมสมบูรณ์ใบเดิม อยู่ที่ปลายงวง แล้วราดรด (อภิเษก) เอา “น้ำ” ที่อยู่ ภายในหม้อนั้นลงมาบนองค์ของพระลักษมี
องค์ประกอบในภาพเหล่านี้ต่างก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ซ่อนอยู่ หากไม่ทราบถึงความโดยในนัยยะของรูปสัญลักษณ์ที่ประกอบอยู่ในรูปมงคลนี้แล้ว ก็อาจจะไม่ทราบถึงความนัยของลวดลายมงคลนี้ได้
เพราะในคัมภีร์ฤคเวท อันเป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดในพระเวททั้งสี่ซึ่งถูกเรียบเรียงขึ้นเมื่อราว 4,000-3,500 ปีที่แล้ว มีคำศัพท์คำว่า “นาค” ที่หมายถึงได้ทั้ง “ช้าง” หรือ “เมฆ” (เคยมีผู้รู้สันนิษฐานว่า เพราะผิวของช้างมีสีคล้ายกับเมฆฝน)
ดังนั้น ในระบบสัญลักษณ์โบราณของอินเดีย ช้าง จึงเป็นสัญลักษณ์แทนเมฆได้
และรูปช้างเทน้ำออกจากหม้อปูรณฆฏะ ในสัญลักษณ์มงคลรูป “คชลักษมี” นี้ จึงมีความหมายถึงเมฆที่กำลังพร่างพรมเม็ดฝนเพื่อยังความอุดมสมบูรณ์ลงมา
(คำว่า “นาค” ในคัมภีร์ฤคเวทนั้น ก็คือคำเดียวกันกับที่ในปัจจุบันนี้ใช้เรียกงูใหญ่ในปรัมปราคติว่า พญานาค เพียงแต่ในยุคที่มีการรจนาฤคเวทขึ้นมานั้น ศัพท์คำนี้ยังไม่ได้ถูกใช้ในความหมายว่าคือ งูใหญ่ เหมือนอย่างในปัจจุบัน โดยในยุคนั้นจะเรียกงูใหญ่มหัศจรรย์เหล่านี้ด้วยศัพท์เฉพาะอีกคำคือ “อหิ” โดยคำว่านาค จะมีความหมายถึงงูใหญ่ที่มีหงอนในช่วงหลังจากการเรียบเรียงคัมภีร์ฤคเวทเสร็จสิ้นไปเพียงเล็กน้อย คือในช่วงที่มีการประพันธ์คัมภีร์พระเวทที่เหลืออีกทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ ยชุรเวท, สามเวท และอาถรรพเวท นั่นเอง)

ดังนั้น “พระแม่ลักษมี” ในสัญลักษณ์มงคลรูป “คชลักษมี” นี้ จึงเป็นสัญลักษณ์ของ “ผืนแผ่นดิน” ที่รองรับ “น้ำฝน” ที่หยาดหยดลงมาจากท้องฟ้า และเป็น “เชื้อแห่งชีวิต” อันจะก่อกำเนิดพืชพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์แก่ผืนดิน
ในกรณีนี้ รูปของพระแม่ลักษมีจึงมีฐานะเป็น “Mother Goddess” คือพระแม่ผู้เป็นบุคลาธิษฐานแห่งผืนแผ่นดิน หรือ “พระแม่ธรณี” ในรูปแบบหนึ่ง
และเมื่อเป็นพระแม่แห่งผืนแผ่นดินแล้ว พระแม่ลักษมีจึงเป็นผู้ปกปักรักษาความอุดมสมบูรณ์ และความมั่งคั่งทั้งหลายไปด้วย
ควรจะสังเกตด้วยว่า คนโบราณมักจะอุปมาฉากของฝนที่ตกพรำจนบังเกิดเป็นความอุดมสมบูรณ์ให้พืชพันธุ์ได้ผลิดอกออกผล เข้ากับการสังวาสระหว่างชายหญิง ซึ่งก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องอยู่กับความกำหนัด และความรักใคร่สิเน่หา
หลายครั้งพระแม่แห่งผืนดินในศาสนาความเชื่อต่างๆ นอกจากจะเป็นพระแม่แห่งความอุดมสมบูรณ์แล้ว ก็เลยกลายเป็นพระแม่แห่งความรัก หรือความใคร่ไปด้วย เช่น เทพีอิซตาร์ (Istar) ในเมโสโปเตเมีย หรือเทพีอโฟรไดต์ (Aphrodite) ซึ่งเป็นทั้งเทพีแห่งความใคร่, ความงาม (เปรียบเปรยกับความงามของความอุดมสมบูรณ์) และความอุดมสมบูรณ์ ของพวกกรีก เป็นต้น
แต่ลักษณะเช่นนี้กลับไม่ปรากฏอยู่ในคุณลักษณะของพระแม่ลักษมี แถมเทวตำนานปรัมปราบางเรื่องที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเอง ก็ชวนให้ฮินดูชนทั้งหลายไม่ใคร่อยากจะขอพรจากพระแม่องค์นี้ในเรื่องของความรักเท่าไรนัก
เรื่องของเรื่องนั้นมีอยู่ว่า พระนารทฤๅษี (บางทีเรียก พระนารทมุนี ส่วนคนไทยเรียก ฤๅษีนารอด และก็คือตนเดียวกันกับที่มักจะปรากฏตัวมากล่าวคำว่า “นาร้าย นารายณ์” ในหนังแขก) ซึ่งเป็นบรมครู ผู้ถือกำเนิดมาจากเศียรที่ 5 ของพระพรหม ซึ่งถูกตัดลงมา และถือตนว่าเป็นศิษย์คนสำคัญของพระนารายณ์ ทะนงตนว่าสามารถบำเพ็ญตบะ แล้วสามารถฝ่าด่านความรักของพระกามเทพ ไม่ตกอยู่ในตัณหาราคะ และความรักใดๆ จึงเอาความดังกล่าวมาอวดแก่พระนารายณ์
แต่แล้วต่อมา พระฤๅษีตนนี้ก็กลับไปตกหลุมรักเจ้าหญิงนางหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ศรีมาตี (บางแห่งเรียก ทมยันตี) ที่พระราชบิดากำลังจะจัดพิธีเลือกคู่ครองให้กับพระนาง
พระนารทฤๅษีจึงไปขอให้พระนารายณ์ ผู้เป็นอาจารย์ แสดงอิทธิฤทธิ์เสกให้ใบหน้าพระนารทฤๅษีงดงามเหมือนกับพระนารายณ์ เพื่อที่ในงานเลือกคู่เจ้าหญิงจะได้หันมาสนใจ และเลือกตนเองเป็นพระสวามี พระนารายณ์จึงได้กระทำการเสกใบหน้าของพระนารทฤๅษีให้ตามคำขอ
แต่เมื่อไปถึงงานพิธี เจ้าหญิงศรีมาตีเห็นหน้าพระนารทฤๅษีแล้วกลับหัวเราะเยาะใส่ ซ้ำยังไม่เลือกเป็นคู่ครอง พระฤๅษีจึงส่องกระจกดูหน้าแล้วค่อยรู้ว่าโดนพระนารายณ์หยอกล้อเข้าให้ ด้วยการเสกหน้าพระนารทฤๅษีให้กลายเป็นหน้าของ “ลิง”
พระนารทฤๅษีคับแค้นใจนัก จึงได้สาปแช่งว่า พระนารายณ์ทำให้เศร้าโศกและเจ็บช้ำน้ำใจเรื่องภรรยา ดังนั้น วันหนึ่งพระนารายณ์จะต้องเสวยความทุกข์ทรมานด้วยการพลัดพรากจากภรรยา และจะต้องอวตารลงไปเกิดเป็นมนุษย์เดินดินเท่านั้น
นอกจากนั้น ยังต้องไปร้องขอให้พวกวานรมาคอยช่วยเหลือ
เทวตำนานข้างต้นปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของพราหมณ์อย่างน้อย 3 ฉบับ ได้แก่ ศิวปุราณะ อันเป็นหนึ่งในคัมภีร์มหาปุราณะ 18 ฉบับ ซึ่งถือเป็นคัมภีร์ปุราณะสำคัญเหนือปุราณะฉบับอื่นๆ นับหลายพันฉบับ
เทวีภควตปุราณะ ซึ่งเป็นคัมภีร์ของนิกายศักติ ที่นับถือว่าพระแม่เป็นใหญ่ โดยนิกายนี้จะยกให้คัมภีร์เทวีภควตปุราณะเป็นหนึ่งในคัมภีร์มหาปุราณะ 18 ฉบับ (แต่นิกายอื่นไม่นับเช่นนี้)
และสุดท้ายคือ รามจิตมนัส อันเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระราม (ทำนองเดียวกับ รามเกียรติ์ของไทย) ที่ประพันธ์ขึ้นโดยพราหมณ์ชื่อ ตุลสีทาส และเป็นที่นิยมมากในอินเดีย
ดังนั้น ตำนานนี้จึงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในอินเดียเป็นอย่างดี
และก็แน่นอนว่า ความต่อจากเทวตำนานข้างต้นนั้นก็คือ คำสาปแช่งของพระนารทฤๅษีสัมฤทธิผล
และนี่ก็คือตำนานหนึ่งในต้นเรื่องรามายณะที่โด่งดังในอินเดีย (ไม่ใช่เรื่องของยักษ์เจ้าพนักงานล้างเท้าเชิงเขาไกรลาสที่ชื่อ นนทุก [นนทก ก็เรียก] อย่างเรื่องรามเกียรติ์ในไทย)
ส่วนนางสีดา ซึ่งก็คือภรรยาผู้พลัดพรากกับพระรามนั้น ก็คืออวตารของพระแม่ลักษมี สำหรับผู้คนในอินเดียแล้ว จึงไม่ใคร่จะมีใครไปขอพรเรื่องความรักจากพระแม่องค์นี้มากนัก
ก็ในเมื่อตัวพระแม่เองยังถูกพระฤๅษีสาป ให้พลัดพรากจากคนรักของตนเองไปตั้งหลายปีได้เลย
แต่ถ้าผู้ศรัทธาชาวไทยสายมูในปัจจุบัน จะนิยมเลือกขอพรเรื่องความรัก จากพระแม่ลักษมีก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร
เพราะแม้แต่เทพเจ้าเองก็ต้องปรับตัว เมื่อย่างกรายเข้าไปสู่สังคมวัฒนธรรมใหม่ๆ ดังที่มีตัวอย่างให้เห็นถมเถไปว่า เทพเจ้าหลายองค์ที่ถูกบูชาเพื่อขอให้อำนวยพรให้คุณในลักษณะที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นในโลกตะวันตก หรือโลกตะวันออก
เช่น เทพอพอลโล (Apollo) ที่ชาวกรีกโบราณนับถือในฐานะเทพเจ้าแห่งศิลปวิทยาการ มากกว่าที่จะเป็นพระสุริยเทพ (ชาวกรีกนับถือเทพเฮลิออส [Helios] เป็นสุริยเทพมากกว่า) แต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสมักใช้เทพอพอลโลในฐานะของพระเทพแห่งดวงอาทิตย์ หรือพระพิฆเนศ ที่เป็นเทพเจ้าแห่งอุปสรรค (ผู้ขจัดอุปสรรค) ในอินเดีย แต่เป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะสำหรับชาวไทย เป็นต้น
ถ้ารักและศรัทธาเทพ หรือเทพีองค์ไหน จะบูชา จะขอพรอะไร ถ้าไม่เดือดร้อนใครอื่น และไม่ได้ทำให้ตนเองต้องเดือดร้อน ก็ขอพรเทพยดาองค์นั้นไปตามสะดวกใจได้ แค่อย่าลืมว่าต้องพยายามไปถึงพรที่ขอไว้ด้วยตัวเองก็พอ
