จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
บ้านเมืองของเราผูกพันกับ ‘มะพร้าว’ อย่างแนบแน่น
มะพร้าวอยู่ในชีวิตประจำวัน เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไทย ถ้อยคำสำนวนในอดีตและปัจจุบันยืนยันความจริงนี้
คำที่เกี่ยวกับมะพร้าวมีอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าวกะทิ (มะพร้าวเนื้อในหนา ฟู นุ่ม น้ำข้นเหนียวรสชาติหวานมันกว่ามะพร้าวทั่วไป) มะพร้าวแก้ว (ขนมทำด้วยมะพร้าวขูดเป็นเส้นหยาบๆ ฉาบน้ำตาล) มะพร้าวทึนทึก (มะพร้าวจวนแก่) มะพร้าวห้าว (ผลมะพร้าวแก่จัด) ฯลฯ
“เพลงเรือชาวเหนือ” (บทร้องมุขปาฐะจาก “หนังสือวัดเกาะ” เล่ม 1 มโหรีและเพลงปฏิพากย์ มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จัดพิมพ์) แม่สื่อมาเจรจาสู่ขอ เปรียบ ‘หมากพร้าวห้าว’ หรือ ‘มะพร้าวห้าว’ กับลูกสาวที่พ่อแม่หวงไว้ไม่ยอมให้แต่งงานว่าไม่ต่างอะไรกับฟักแฟงแตงน้ำเต้าที่โตอยู่กับต้นจนแก่เกินแกง
“ด้วยนายสาดคนดี มั่งมีมากมาย
ทั้งไม่กินเหล้าเล่นเบี้ย ลูกเมียหามีไม่
เปนคนทำมาหากิน ทรัพย์สินเหลือใจ
ให้ฉันมาหาท่านขุนกลาง ขอแม่จ่างอรทัย
ชายคนนี้ดีเหลือ ควรเปนเนื้อเปนไข
ท่านจะหลักหน่วงหวงนาง ก็จะหมองหมางนานไป
เหมือนอย่างหมากพร้าวห้าว จะเกิดเปนจาวคับใจ
(จาว = สิ่งที่งอกอยู่ภายในผลไม้บางอย่าง เช่น จาวมะพร้าว จาวตาล)
เช่นฟักแฟงแตงเต้า อยู่กับเถาจะดีที่ไหน
เกินกำหนดต้มแกง ก็จะเหี่ยวแห้งลงไป
จงฟังฉันว่าปราสัย ควรจะให้เขาเอย”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ยังมีสำนวนภาษาเกี่ยวกับมะพร้าวที่เคยได้ยินได้ฟังมา เช่น ‘มะพร้าวตื่นดก’ และ ‘มะพร้าวห้าวขายสวน’ สองสำนวนนี้ความหมายไกลกันมาก
“‘มะพร้าวตื่นดก’ ความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คือ เห่อหรือตื่นเต้นในสิ่งที่ตนไม่เคยมีไม่เคยได้จนเกินพอดี มักพูดเข้าคู่กับ ‘ยาจกตื่นมี’ ว่า ‘มะพร้าวตื่นดก ยาจกตื่นมี'” คำอธิบายสั้นกระชับตามลักษณะของพจนานุกรม รายละเอียดช่วยเสริมความเข้าใจสำนวนนี้มีในหนังสือ “สำนวนไทย” ดังที่ ‘กาญจนาคพันธุ์’ แจกแจงว่า
“เป็นสำนวนหมายความว่า ‘เห่อ’ ฟุ้งซ่านในยศศักดิ์ หรือความมั่งมี เนื่องจากไม่เคยได้พบ หรือมีมาแต่ก่อนแล้วมาพบมามีขึ้นก็ลืมตัว ตื่นตัวเอง แสดงอะไรต่ออะไรออกมาเป็นการโอ้อวดให้คนเห็น สำนวนนี้เอามะพร้าวมาเปรียบ คือ มะพร้าวเมื่อเริ่มออกผลเป็นครั้งแรก มักจะมีผลสะพรั่งเต็มต้น สำนวน ‘มะพร้าวตื่นดก’ มักจะมีคำพูดต่อคือ ‘มะพร้าวตื่นดก ยาจกตื่นมี’ หลายชาติมีสำนวนอย่างนี้คล้ายๆ กัน ฯลฯ”
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงใช้สำนวนนี้เปรียบท่าทีของขี้ข้าที่ได้ดีแล้วเหิมเกริมไว้ในบทละครพูดเรื่อง “ปล่อยแก่” ว่า
“สัญชาติอ้ายขี้ข้าพอเอ็นดูเข้าหน่อยละกำเริบไม่รู้ที่สูงที่ต่ำ พ่อแม่ไม่สั่งสอน อ้ายมะพร้าวตื่นดก ยาจกตื่นมี”
ส่วนสำนวน ‘มะพร้าวห้าวขายสวน’ หรือ ‘เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน’ ถ้าพิจารณาความหมายตามตัวอักษรก็เข้าใจได้ไม่ยาก ขึ้นชื่อว่าสวนก็มีมะพร้าว เอามะพร้าวไปขายชาวสวน ใครเขาจะซื้อ
เมื่อใช้เป็นสำนวนจึงมีความหมายว่า แสดงความรู้หรืออวดรู้กับผู้ที่รู้เรื่องดีกว่าตนเอง
‘กาญจนาคพันธุ์’ ขยายความให้กระจ่างขึ้นว่า
“เอาสิ่งของหรืออะไรก็ตามมาแสดงต่อผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในสิ่งนั้น หรือมีสิ่งนั้นเป็นที่ลือชาปรากฏอยู่แล้ว เป็นการกระทำเหมือนกับว่าโง่เขลาเบาปัญญา หรือเซ่อเซอะไม่รู้จักอะไรทำนองนั้น”
นอกจากสำนวนที่เกี่ยวกับ ‘กะลามะพร้าว’ เช่น ‘กบในกะลา’ ‘กรวดน้ำคว่ำกะลา’ ‘แก่กะโหลกกะลา’ ที่เอ่ยถึงไปแล้วในตอน “กะลาแลนด์” (1) นึกขึ้นได้ว่ายังมีสำนวน ‘ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงา’
สมัยที่ผู้เขียนเริ่มสอนหนังสือได้ไม่เท่าไร มีนิสิตสายวิทย์คนหนึ่งยกมือถาม “อาจารย์ว่าสำนวนนี้โหดไปหน่อยไหมฮะ”
ย้อนถามเขาว่า “โหดตรงไหน”
คำตอบคือ “ก็เอาหัวกะโหลกคนมาใส่น้ำแล้วใช้ส่องหน้าแทนกระจก”
ทำเอาครูฉุนกึ้กคิดว่าถูกกวนประสาท แต่พอมองสีหน้าแววตานิสิตก็แน่ใจว่าคงไม่รู้จริงๆ นั่นแหละว่า ‘กะโหลก’ ในสำนวนนี้คือ ‘กะโหลกมะพร้าว’ ไม่ใช่ ‘กะโหลกคน’
รองศาสตราจารย์ยุพร แสงทักษิณ อธิบายที่มาและความหมายของสำนวนนี้ไว้ในหนังสือเรื่อง “ถอดรหัส ๓๑๓ สำนวนไทย” ว่า
“กะโหลกเป็นส่วนแข็งที่หุ้มเนื้อมะพร้าวเรียกว่ากะโหลกมะพร้าว สมัยก่อนนิยมนำมาทำเป็นภาชนะ โดยตัดส่วนที่อยู่ด้านตามะพร้าวออกให้เป็นร่องกว้างเพื่อใช้ตักน้ำ ถ้าน้ำในกะโหลกใส เมื่อชะโงกหน้าดูก็จะเห็นเงาหน้าของตัวเองปรากฏที่ผิวน้ำ บางคนจึงใช้กะโหลกใส่น้ำส่องแทนกระจกเงาได้
สำนวน ‘ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงา’ ถูกนำมาใช้ในความเปรียบว่าให้รู้จักฐานะของตน รู้จักประเมินค่าของตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวใช้จ่ายเงินทองหรือสถานภาพทางสังคม สำนวนนี้สื่อนัยความหมายที่รุนแรงกระทบใจผู้ที่ถูกสอนหรือถูกเตือนมาก อาจถึงขั้นไม่พอใจโกรธกันไปก็มี”
หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมในสังคมไทยสมัยก่อนเป็นที่มาของสำนวน ‘เคาะกะลา’
“ปกติคนในชนบทเลี้ยงหมาไว้นอกบ้านเพื่อเฝ้าบ้าน เฝ้าสวน ฯลฯ (สมัยนี้บางคนเลี้ยงหมาเป็นพี่ น้อง ลูก หลาน ฯลฯ) ถึงเวลาก็เอาอาหารใส่ ‘กะลา’ หรือ ‘กระถาง’ ให้มันกิน กินเสร็จแล้วบางตัวก็หายหัวเตร็ดเตร่ไปทั่ว บางตัวก็นอนหลับพักผ่อน ครั้นได้เวลาให้อาหารอีก เจ้าของไม่เห็นหน้าก็จะเรียกโดยใช้กะลาเคาะกับพื้น พอพวกมันได้ยินเสียงเคาะกะลาก็รู้ว่าจะได้กิน รีบวิ่งมาเสนอหน้ากระดิกหาง
มีผู้นำ ‘เคาะกะลา’ มาใช้เป็นสำนวนเปรียบกับพฤติกรรมของคน มีความหมายว่าเมื่อมีผู้ส่งสัญญาณที่ตนจะได้รับผลประโยชน์ ต่างก็ออกมาแสดงตนแสดงโวหาร”
อีกสำนวนที่เคยได้ยิน คือ ‘เคาะกะลามาเกิด’ ‘กาญจนาคพันธุ์’ อธิบายไว้ในหนังสือ “สำนวนไทย” ว่า
“เป็นสำนวนหมายถึง เลวทรามต่ำช้า สมัยโบราณเราเลี้ยงหมา ใช้กะลาใส่อาหารให้กิน เวลาจะเรียกหมาให้มากินอาหาร เราเคาะกะลาเป็นสัญญาณให้หมารู้ หมาได้ยินเสียงเคาะกะลาก็มา วันทองด่าขุนช้างว่า ‘หมามันจะเกิดชิงหมาเกิด มึงไปตายเสียเถิดอ้ายห้าเบี้ย’ ดังนั้น การเคาะกะลาเรียกหมาแล้วหมาก็มา จึงเอามาเปรียบกับสิ่งมีชีวิตที่มาเกิด พูดเป็นสำนวนว่า ‘เคาะกะลามาเกิด’ ซึ่งแปลตรงก็ว่า ‘หมามาเกิด’ แต่พูดเลี่ยงไปเอาเคาะกะลาเรียกหมามาพูด สำนวนนี้ลางทีก็พูดว่า ‘พอเคาะกะลาโป๊กก็มา'”
“พจนานุกรมฉบับมติชน” ให้ความหมายสำนวน ‘เคาะกะลาโป๊กก็มา’ ว่า “มารับใช้ทันทีเมื่อได้รับสัญญาณเพราะเคยได้รับผลประโยชน์มาแล้ว (ใช้ในเชิงเหยียด)”
สังเกตไหมว่าสำนวนนี้ ความหมายเปลี่ยนไปจากสำนวน ‘เคาะกะลา’ คือไม่ได้หมายถึง ‘หมา’ ที่วิ่งมาเพราะได้ยินเสียงเคาะกะลาอีกแล้ว แต่หมายถึง ‘คน’ โดยเฉพาะ
สมัยนี้แม้ไม่ได้เอาอาหารใส่กะลาให้หมากินเหมือนสมัยก่อน แต่ยังมีอีกสำนวนเพิ่มมาคือ ‘เคาะกะลาให้หมาดีใจ’ หมายถึง หลอกให้มีความหวังนั่นเอง
‘หมา’ ในที่นี้ไม่ใช่ ‘หมา’ แต่เป็น ‘คน’ เช่นเดียวกับสำนวน ‘เคาะกะลามาเกิด’ และ ‘เคาะกะลาโป๊กก็มา’ นั่นเอง
เมืองไทยสมัยก่อนทั้งคนและหมาใช้ประโยชน์จาก ‘กะลา’ กันทั่วหน้า ‘กะลา’ จะมีความหมายบวกหรือลบขึ้นอยู่กับสถานการณ์และข้อความแวดล้อม ดังกรณีขุนช้างอยากให้นางศรีประจัน (แม่นางพิมพิลาไลย) ซึ่งเป็นผู้ใหญ่เอ็นดูตนเองว่าเป็นผู้น้อยที่สุภาพเรียบร้อยอ่อนน้อมถ่อมตน เมื่อนางต้อนรับขุนช้างผู้มาเยือนเรือนอย่างมีไมตรี และถามทุกข์สุขนางเทพทอง แม่ขุนช้าง
“แล้วปราศรัยไต่ถามฉันเพื่อนบ้าน เสือกพานหมากเชิญกินหมากนั่น
ธุระอะไรว่าไปอย่าเกรงกัน แม่นั้นอยู่ดีดอกหรือนา”
ขุนช้างก็ตอบอย่างพินอบพิเทา ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ‘ลูก’ จะขอมารับใช้ ‘แม่’ (ศรีประจัน) โดยยังไม่บอกจุดประสงค์แท้จริง
“๏ ขุนช้างตอบไปเห็นได้ที ว่าลูกนี้จะขอมาเป็นข้า
ให้แม่ใช้ต่างเกือกต่างกะลา คิดคิดจะใคร่ว่าก็เกรงกลัว”
คำว่า ‘ข้า’ – ‘เกือก’ – ‘กะลา’ ในที่นี้มีความหมายทางต่ำทั้งสิ้น ‘ข้า’ คือ คนรับใช้ บ่าว ทาส
‘เกือก’ หรือ ‘รองเท้า’ นั้นใช้สวมและรองรับเท้าที่คนไทยถือว่าเป็นอวัยวะต่ำสุดของร่างกาย เราจะไม่เอาเท้าชี้ไปที่อะไร หรือชี้ที่ใคร ด้วยถือว่าหยาบคาย ไร้มารยาท เหยียดหยามไม่ให้เกียรติผู้อื่น
‘กะลา’ คือ ภาชนะใส่อาหารให้หมากิน ในที่นี้ขุนช้างเป็นถึงเศรษฐีฐานะมั่งคั่ง แต่พยายามถ่อมตัวให้ต่ำลง ยกย่องนางศรีประจันให้มีฐานะสูงกว่า สามารถสั่งหรือใช้ขุนช้างทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
ฉบับนี้ มะพร้าวในถ้อยคำสำนวนภาษา ฉบับหน้า มะพร้าวกับการลงทัณฑ์ พลาดไม่ได้
