สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

ไปเวียดนามทีไรเห็นความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่อง จนพรรคพวกไปด้วยกันเปิดประเด็นถกเถียงกันว่า เวียดนามจะแซงไทยในอีกกี่ปีข้างหน้า มีหลายคนยกตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจการค้าการส่งออกมาเปรียบเทียบและคาดคะเนว่า ถ้าไทยยังคลานต้วมเตี้ยมเหมือนวันนี้ ในอีก 3-5 ปี เวียดนามแซงหน้าไทยมีความเป็นไปได้สูง

การถกเถียงที่ว่ามีขึ้นระหว่างทีมงานของสถาบันการเรียนรู้ KH Academy โดยคุณบูรพา สงวนวงศ์ พร้อมคณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำคณะนิสิตนักศึกษาที่ผ่านการอบรมเรียนรู้เรื่องของตลาดเงินตลาดทุน การเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกนอกห้องเรียน และแนวคิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนหรือ ESG (Environment Social Governance) มาปิดท้ายการอบรมที่เมืองญาจาง ซึ่ง KH Academy จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

ญาจางหรือนาตรัง (Nha Trang) อยู่ตอนกลางของเวียดนามค่อนไปทางใต้ เป็นเมืองท่องเที่ยวที่กำลังเฟื่องฟู มีการวางผังเมืองแบ่งเป็นสัดส่วน พื้นที่ชายหาดมีทั้งสวนสาธารณะ พื้นที่ออกกำลังกายให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศธรรมชาติได้อย่างเต็มอิ่มเต็มตา

ชายหาดยาวเกือบๆ 6 กิโลเมตร ไม่มีร้านค้าเบียดบังทิวทัศน์เหมือนชายหาดในบ้านเรา มีเพียงร่มสีขาววางเรียงข้างๆ เก้าอี้ชายหาด

โรงแรมในญาจางมีทุกระดับไปถึง 5 ดาว เครือโรงแรมใหญ่ๆ ติดอันดับโลก โรงแรมที่ทีมงานพักสูง 40 ชั้น แบ่งเป็น 2 อาคาร ลิฟต์ 6 ตัว แต่กว่าจะขึ้นห้องพักได้ต้องรอนานหลายนาทีเพราะนักท่องเที่ยวเต็มแทบทุกชั้น

สื่อเวียดนามประโคมข่าวว่า ญาจางกลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกแห่ไปพักแค่ครึ่งปีแรกของปีนี้ ยอดทะลุ 11.9 ล้านคน เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติมีกว่า 4.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 66%

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเวียดนามสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำอย่างต่อเนื่อง ปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเกือบ 22 ล้านคน เทียบกับปี 2567 โตขึ้น 20.4% ในจำนวนนี้มีกว่า 25% เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 32.9 ล้านคน ลดลง 7.23%

เหตุที่นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทยน้อยลง แต่ไปโตที่เวียดนาม เพราะภาพลักษณ์ของไทยในสายตาจีนนั้นเสื่อมลงไปมากตั้งแต่เกิดเหตุแก๊งสแกมเมอร์ล่อลวงดาราจีนไปทำงานในเมียนมา สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด และสื่อโซเชียลจีนรุมถล่มแท็กซี่ไทยขูดรีดราคา ไกด์ทัวร์หลอกพาไปซื้อสินค้าแพงโหด ร้านอาหาร ค่าที่พักแพงเว่อร์

ขณะที่การท่องเที่ยวเวียดนามปรับปรุงมาตรฐานดีขึ้นเรื่อยๆ พนักงานโรงแรม ร้านอาหารบริการยิ้มแย้ม พูดภาษาอังกฤษได้แทบทุกคน

ถ้าภาพลักษณ์ไทยยังย่ำแย่ทั้งในเรื่องของการบริการและสถานการณ์ชายแดนที่ไม่สงบนิ่ง การท่องเที่ยวไทยอาจทรุดมากกว่านี้ และเวียดนามจะโตขึ้นไล่หลังในที่สุด

ตัวชี้วัดเศรษฐกิจด้านการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวบอกว่าเวียดนามโตเร็วมากแซงหน้าไทยเรียบร้อย ดูจากตัวเลขปีที่แล้ว สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เวียดนามส่งออกไปทั่วโลก มูลค่า 107,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นราว 3.6 ล้านล้านบาท ฝ่ายไทยส่งออกสินค้าชนิดเดียวกันแค่ 44,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.49 ล้านล้านบาท

อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย เมื่อปี 2568 ผลิตได้ 1.45 ล้านคัน เทียบกับเวียดนาม 484,500 คัน ดูเหมือนไทยจะนำไปไกล แต่หากจำแนกในรายละเอียด อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยเป็นแค่ฐานการประกอบเท่านั้น ต่างกับเวียดนามที่มีรถยี่ห้อวินฟาสต์ ซึ่งชาวเวียดนามเป็นเจ้าของ มีฐานการผลิตที่เมืองไฮฟอง และมีศูนย์วิจัยพัฒนาของตัวเอง

วินฟาสต์ ผลิตในประเทศเวียดนามได้ 2 แสนคัน แต่ถ้ารวมฐานการผลิตในอินเดียและอินโดนีเซีย ส่งออกไปทั่วโลกรวมแล้วราว 6 แสนคัน ยอดขายวินฟาสต์ 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชาวเวียดนามได้ส่วนแบ่งจากโรงงานผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ ค่าแรง และภาษีเต็มกอบเต็มกำ ขณะที่โรงงานรถยนต์ในไทยเป็นของต่างชาติทั้งสิ้น ขายได้เท่าไรส่งให้บริษัทแม่ในต่างประเทศเกือบหมด คนไทยได้แต่ค่าแรง

มองอุตสาหกรรมรถยนต์เวียดนามมีแววสดใสกว่าไทยมาก เพราะมีการวิจัยพัฒนาต่อยอดไปถึงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี และสกูตเตอร์ไฟฟ้าส่งออกไปทั่วโลก

การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก 2568 (Global Innovation Index 2025) เวียดนามอันดับ 44 แซงหน้าไทยซึ่งอยู่อันดับ 45

ในรายงานการจัดอันดับนวัตกรรมโลก เขียนยกย่องเวียดนามว่ายกระดับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ติดต่อกันมาตลอดระยะเวลา 15 ปีตั้งแต่ปี 2554 แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเวียดนามให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนาอย่างมาก สามารถค้นคว้านำความรู้ไปสร้างสรรค์การผลิต จนก้าวกระโดดแซงหน้าหลายประเทศในโลก กลุ่มอาเซียน รวมถึงไทย

อีกมุมของชายหาดเมืองญาจาง มีโรงแรมหรูๆ รองรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่มาเยือนมากขึ้นทุกปี

หันมาดูการจัดอันดับการศึกษาของโลกประจำปี 2569 จัดโดยนิตยสารยูเอส นิวส์ แอนด์ เวิลด์ รีพอร์ต (US News & World Report) ร่วมกับองค์กรไม่แสวงหากำไร เวิลด์ท็อป 20 โปรเจ็กต์ (World Top20 Project) เวียดนามแซงหน้าไทยไปอยู่ที่อันดับ 53 ส่วนไทยหล่นไปรั้งท้ายอันดับ 107 ต่ำชั้นกว่าลาวที่อยู่อันดับ 102

วิธีการจัดอันดับการศึกษาของโลกดังกล่าว ใช้แบบสำรวจความเห็นจากกลุ่มตัวอย่างนับหมื่นคน ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ผู้นำความคิด ประชาชนทั่วไป และนำข้อมูลสถิติจากองค์การระดับโลก เช่น ธนาคารโลก ยูเนสโก โออีซีดี แล้วมาจำแนกวิเคราะห์ให้คะแนน แยกเป็นเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐาน การเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และกระบวนการให้การศึกษาที่มีคุณภาพสูง

ประเทศที่มีระบบการศึกษาดีเยี่ยม ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป เช่น เดนมาร์ก มีคุณภาพการศึกษายอดเยี่ยมเป็นอันดับ 1 ของโลก ตามด้วยสวีเดน อังกฤษ ฟินแลนด์ ฝั่งเอเชียก็มีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ผลสัมฤทธิ์การเรียนสูง นักเรียนนักศึกษาส่วนใหญ่ทำคะแนนในเกณฑ์ที่ดี

ระบบการศึกษาในบ้านเราอยู่ในขั้นวิกฤตมาก ตั้งแต่ระดับประถมไปถึงชั้นปริญญาตรี ขาดการสอนให้คิดวิเคราะห์ หลักสูตรเน้นท่องจำมากกว่า โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน เมื่อเทียบกับโรงเรียนในเมืองใหญ่ ประสิทธิภาพของครูต่ำเพราะมัวแต่ไปทำงานเอกสาร ขอตำแหน่ง ทำกิจกรรมไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพธนิษฐ์ โชติสาร รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และการดิจิทัล คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณาจารย์ที่ร่วมเดินทางมาเมืองญาจางกับ KH Academy แสดงความเป็นห่วงใยกับระบบการศึกษาของไทยเป็นอย่างมาก

อาจารย์นพธนิษฐ์ยกตัวอย่างกรณีการเรียนรู้เรื่องของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ที่นักศึกษาไทยส่วนใหญ่ขาดองค์ความรู้ความเข้าใจ เมื่อเปรียบเทียบในเรื่องของการทุ่มงบประมาณด้านเอไอ ประเทศไทยมีอัตราต่ำมาก มหาวิทยาลัยในจีนมีห้องปฏิบัติการหรือแล็บด้านเอไอ ซึ่งใช้งบประมาณสูงมากพอๆ กับงบฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งปี

ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทสกาย ไอซีที เล่าให้ฟังว่า บริษัทกำลังหาบุคลากรด้านเอไอเพื่อนำมาใช้กับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Humanoid) แต่นิสิตนักศึกษาที่มาสมัครไม่มีความเชี่ยวชาญหรือรู้เรื่องเอไอ มีน้อยมาก ถือว่าบุคลากรเอไอในบ้านเราขาดแคลนมาก

ชายหาดญาจางหรือนาตรัง เมืองท่องเที่ยวของเวียดนาม จัดระเบียบและความสะอาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักท่องเที่ยวชื่นชมบรรยากาศได้เต็มอิ่ม

คราวนี้มาดูเรื่องของการลงทุนตรงจากต่างประเทศหรือ FDI (Foreign Direct Investment) มีผลดีอย่างมากต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตสูงขึ้น เกิดโรงงานอุตสาหกรรม ภาคการผลิตสร้างงานสร้างโอกาสให้กับคนในท้องถิ่น และเพิ่มทักษะความรู้ใหม่ๆ ให้กับแรงงาน

เมื่อปีที่แล้ว นักลงทุนจากต่างประเทศแห่ไปลงทุนในเวียดนาม รวมมูลค่า 27,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ เครื่องมือไฮเทค อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีพลังงานสีเขียว ด้านโซลาร์เซลล์ พลังงานลม และโครงการที่เกี่ยวข้องการบริหารจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน สถิตินี้เพิ่มสูงขึ้นติดต่อเป็นเวลา 5 ปี

ขณะที่การลงทุนตรงจากต่างประเทศในไทยมีจำนวน 18,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจกับเวียดนามมากกว่าไทย ก็เพราะเวียดนามมีแรงงานหนุ่มสาวจำนวนมากที่ปรับตัวสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้เร็ว พูดง่ายๆ คือ แรงงานมีทักษะและความขยันอดทนมากกว่าแรงงานไทย

สังคมไทยเข้าสู่ยุคสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ นักลงทุนมองอนาคตไทยจะขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงเวียดนามยังต่ำกว่าไทย อีกทั้งรัฐบาลเวียดนามเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายรองรับการลงทุนใหญ่ๆ ระดับโลกอย่างซัมซุง ฟ็อกซ์คอนน์ หรือแอปเปิล ซัพพลาย

แม้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยโดยรวมนำหน้าเวียดนาม แต่ก็นำไม่ห่างมาก จีดีพีไทยปีที่แล้วมูลค่ารวม 577,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เวียดนามอยู่ที่ 514,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัตราเติบโตของจีดีพีเวียดนามเฉลี่ย 5-8% ตั้งแต่ปี 2565 เป็นเพราะผู้นำที่เข้มแข็ง นโยบายชัดเจน และการวางนโยบายเพื่อสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ต่างกับประเทศไทยที่การเมืองฟอนเฟะเปิดศึกสีเหลืองแดงมานานกว่า 2 ทศวรรษ จนกระทั่งระบบสีน้ำเงินผุดขึ้นมาแทน และยกระดับการกัดกร่อนบ่อนเซาะสังคมรุนแรงเพิ่ม จนทำให้ประเทศไทยตกอันดับรั้งท้ายในอาเซียน

ที่หนักหนาสาหัสนั่นคือปัญหาคอร์รัปชั่นในไทยมีในทุกระดับชั้น ตั้งแต่เสมียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปจนถึงระนาบกระทรวงทบวงกรม การขอเงินใต้โต๊ะเพื่อแลกกับการได้ใบอนุญาตเร็วขึ้น จนคนไทยรู้สึกชาด้าน แต่สำหรับนักลงทุนต่างชาติถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของการทำธุรกิจ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

2 กรุเก่าแก่ ‘พระเนื้อชินเงิน’ พระโคนสมอ-พระซุ้มเส้นคู่
‘เวียดนาม’ แซงหน้าไทย
ภารกิจใหม่แบงก์ออมสิน ภารกิจอุ้ม SME-รายย่อย ช่วยลูกหนี้ ‘ปลดหนี้ก่อนตาย’
ยาใจคนเจ็บ: 3) วิถียาใจ
คืนอำนาจให้ผู้ประกันตน : บันทึกจากห้องพิจารณาคดีถึงคำพิพากษาศาลปกครอง
คิดต่อจาก 6 ตุลา (1) : โกรธจนคลั่ง VS โกรธไม่พอ
วิกฤตความรุนแรงใน ร.ร. โจทย์ใหญ่สังคมไทย
E-DUANG | สาวลึก กระบวนการ โกงส.ว. เมื่อ”2 ไอ” ใช้กุ้งตกปลากะพง
ปฏิบัติการยื้อ ‘ลิฟกอล์ฟ’ เมื่อโปรดังต้องเป็นมากกว่าผู้แข่งขัน
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 14-20 สิงหาคม 2569
ข้าวเย็นเหนือ และข้าวเย็นใต้ (1)
ความเปลี่ยนแปลงใต้แรงกดดัน