‘50 ปี 6 ตุลา ‘เท้ง’ ชี้ รำลึกอดีตเพื่อมองไปข้างหน้า เดินหน้าแก้กติกาไม่ให้เผด็จการใช้อำนาจเข่นฆ่าประชาชนซ้ำ
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ ‘6 ตุลา 19’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน เข้าร่วมงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน ได้แก่ ณัฐวุฒิ บัวประทุม, เซีย จำปาทอง, สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ, อนุสรณ์ ธรรมใจ, ปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์, สหัสวัต คุ้มคง, พนิดา มงคลสวัสดิ์, ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา, เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ และ พุธิตา ชัยอนันต์
กิจกรรมเริ่มต้นในช่วงเช้าด้วยพิธีสงฆ์และการตักบาตร ก่อนเข้าสู่กิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ และวางพวงมาลารำลึกถึงผู้สูญเสีย โดยมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ทั้งผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลา นักวิชาการ นักกิจกรรม ตลอดจนประชาชนจากหลายช่วงวัย
ณัฐพงษ์กล่าวว่า งานรำลึกในวันนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ที่คนจากหลายรุ่นได้มาร่วมกันระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต รวมถึงผู้ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย
“งานรำลึกครั้งนี้เป็นงานที่มีความสำคัญ มีคนจากหลายๆ รุ่น ทั้งคนที่อยู่ในเหตุการณ์เดือนตุลาเอง และคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่ออย่างน้อยเราได้รำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต วีรชน คนที่เป็นนักสู้ ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”
หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวว่า สิ่งสำคัญไปกว่าการรำลึกถึงอดีต คือการมองไปข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก
“สิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือการมองไปข้างหน้าว่าเราจะทำยังไงไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ที่มีอำนาจเผด็จการขึ้นมาข่มเหง รังแก เข่นฆ่าประชาชนอีก”
ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า หากศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะเห็นว่าประเทศไทยมีช่วงเวลาที่เป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มใบจริงๆ อยู่ไม่มาก และหลังปี 2490 เป็นต้นมา แทบไม่มีช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง
“จากเหตุการณ์ 14 ตุลา ปี 16 ตอนนั้นทุกคนอาจจะเริ่มรู้สึกว่าความเป็นเสรีประชาธิปไตยเริ่มกลับคืนมา แต่ว่าก็ผ่านมาได้แค่ประมาณ 3 ปี ก็เกิดเหตุการณ์เดือนตุลา ปี 19 ขึ้นมา หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็เข้าสู่ยุคหลายๆ สมัย ที่แทบจะไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”
เพื่อเชื่อมโยงมาถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน ณัฐพงษ์ย้ำว่า จำเป็นต้องทำให้กติกาของประเทศและกลไกตรวจสอบถ่วงดุลมีความเข้มแข็งมากพอที่จะจำกัดการใช้อำนาจรัฐ และทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อประชาชน
“สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกหนึ่งอย่าง ก็คือในเรื่องของการเดินหน้าการแก้ไขกฎกติกาของประเทศ อย่างเช่นการเดินหน้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจริงๆ เราก็ผ่านเสียงประชามติของประชาชนมาแล้ว 21 กว่าล้านเสียง เพื่อที่จะทำให้กลไกในการถ่วงดุลตรวจสอบทุกอย่าง รวมถึงบรรดาผู้มีอำนาจรัฐ หากจะใช้อำนาจรัฐอะไร ก็ต้องรู้สึกเกรงกลัวแล้วก็เกรงใจประชาชนมากขึ้นกว่านี้”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
