บทความพิเศษ | พิชญะ ลาภาพันธุ์
เทศกาล ‘เดาผล’
: The Nobel Prize in Literature 2026
เทศกาลเดาผลรางวัลโนเบลกลับมาอีกครั้งกับช่วงเดือนสุดท้ายสำหรับหนอนหนังสือทั้งหลายที่คลั่งไคล้วรรณกรรมร่วมสมัย
เมื่อรอบปีที่แล้วผมได้เขียนบทความลงเกี่ยวกับรายชื่อนักเขียนทั้งหลายที่วงนักอ่านทั่วโลกยกยอให้ชนะหรือมีการงานระยะยาวและสมควรค่ากับรางวัล
เมื่อเวลาผ่านไปเพียงแค่หนึ่งปี รายชื่อเหล่านั้นในบทความปีที่แล้วของผมก็ไม่ได้มีเพิ่มเติม
หนอนหนังสือทั่วโลกก็ยังคงพิจารณาถกเถียงถึง คงหักลบเพียงบางส่วนที่จากโลกไป ซึ่งมีจำนวนเยอะเหลือเกิน (Péter Nádas, David Malouf, Shahrnush Parsipur, Eeva Kilpi, Slavenka Drakulić, António Lobo Antunes, Vénus Khoury-Ghata, Wiesław Myśliwski, Alexander Klüge, Cees Nooteboom, Astrid Roemer) และลบรายชื่อของ László Krasznahorkai ในฐานะผู้ชนะคนล่าสุด
ในปีนี้ผมจึงอยากเขียนถึงนักเขียนสี่คนที่ผมมองว่ายังไม่มีใครกล่าวถึงมากนัก (ยกเว้นคนสุดท้ายที่เป็นตัวเต็งเบอร์หนึ่งของทุกสำนักพนัน) อย่างน้อยก็ในไทย
Hamid Ismailov นักเขียนอุซเบกิสถานผู้ลี้ภัยไปอยู่อังกฤษ พูดและเขียนได้สามภาษา อุซเบก รัสเซีย อังกฤษ
สไตล์การเขียนของเขาคือนิยายซ้อนนิยาย (A novel within a novel) ซึ่งเราอาจจะคุ้นชินกับการเขียนแบบนี้ในงานของ Vladimir Nabokov
แต่ถ้าหากเปรียบเทียบกันแล้ว Ismailov นั้นมีการประดิษฐ์เรื่องเล่าให้มีความซับซ้อนกว่า
เขาใช้ทั้งบทกวี ข้อมูลทางประวัติศาสตร์อันรุ่มรวยและลึกลับของเอเชียกลางเข้ามาทาบทับ และผสานกับประวัติศาสตร์การเมืองของอุซเบกิสถานซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของโซเวียต
ใน The Devil’s Dance นิยายที่เขาเขียนด้วยภาษาอุซเบก ตัวเอกของเรื่องอย่างนักเขียนที่มีตัวตนอยู่จริง อับดุลลาห์ กอดีรีย์ (Abdulla Qodiriy) ถูกจับกุมในคืนวันสิ้นปี ณ ที่นั่นเขาได้คิดถึงเนื้อเรื่องในนิยายที่เขากำลังจะเขียนเสร็จ เกี่ยวกับกวี-เจ้าหญิง ออยคอน (Oyxon)
ซึ่งชีวิตของเธอเปรียบดั่งเฮเลนแห่งทรอย โลกภายในและภายนอกของกอดีรีย์คล้ายกำลังเลอะเลือนเข้าหากันระหว่างความจริงกับจินตนาการ อดีตกับปัจจุบัน
และคล้ายกับว่าเขาไม่ได้เขียนถึงออยคอน แต่กำลังเขียนถึงตัวเขาเอง




Antjie Krog เคยเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Begging to be Black จากปัญหาเกี่ยวกับตัวตนของเธอที่เกิดเป็นผู้หญิงผิวขาวในประเทศแอฟริกาใต้ การพูดถึงประเทศของเธอที่มีปัญหาเรื่องเชื้อชาติ การฆ่ารบกัน ในฐานะที่เธอมีเชื้อสายของเจ้าอาณานิคมที่เป็นต้นปัญหาในประเทศที่เธอเกิด
กระนั้น ในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงปมปัญหานี้เป็นสำคัญ แต่ลงลึกไปยังประเด็นการเข้าใจผิดระหว่างกันภายใต้วัฒนธรรมที่แตกต่าง สานต่อไปยังคำถามหัวใจว่า เชื้อชาติและภาษาของแอฟริกันคืออะไรกันแน่ ผ่านการผสมบันทึกความทรงจำ ข้อใคร่ครวญทางปรัชญา และบทกวี
ซึ่ง Begging to be black เป็นหนังสือเล่มสุดท้ายในไตรภาคของเธอที่เริ่มต้นด้วย Country of My Skull และ A Change of Tongue ซึ่งก็เขียนด้วยสไตล์การผสมงานเขียนหลากประเภทเข้าด้วยกันและสำรวจประเด็นใกล้เคียงกัน
Krog เขียนทั้งในภาษาอังกฤษ (ในงานร้อยแก้ว) และแอฟริกันในฐานะภาษาแม่ (ในบทกวี)
จะเห็นได้ว่า สิ่งที่สองคนนี้มีร่วมกันคือการนำเอาความทรงจำ บทกวี และข้อเขียนของนักเขียนเองมาใช้และสร้างสรรค์ออกมาเป็นวรรณกรรม
ซึ่งเข้าทางกับนักเขียนรางวัลโนเบลในช่วงหลังๆ ที่มักให้นักเขียนที่มีสไตล์ของตัวเองชัดเจน
หรือบางคนถึงขั้นสร้างการเขียนการเล่าแบบใหม่ขึ้นมาเป็นลายเซ็น และส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ความเป็นปัจเจกบุคคล ธีมอัตถิภาวนิยม
จนมีเสียงวิจารณ์ว่าสถาบันเกรงกลัวจะให้นักเขียนที่มีบทบาทหรือวิจารณ์การเมือง ชอบให้นักเขียนเงียบๆ ไม่โดดไม่เด่นในหน้าข่าว (Jon Fosse, Louise Gl?ck) แต่ก็มีจุดยืนการแสดงออกการเมืองที่ชัดเจน พอดี ไม่แรง (Krasznahorkai, Han Kang)
ผมจึงมองว่าทั้ง Hamid Ismailov กับ Antjie Krog เข้าทางแนวทาง ณ ขณะนี้ของรางวัล
อีกทั้งการให้รางวัลกับนักเขียนอย่าง Ismailov ยังสามารถพูดถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยาวนาน โดยที่ไม่ต้องให้รางวัลตรงๆ กับนักเขียนจากประเทศเหล่านั้น
หลีกเลี่ยงและเป็นกลางแต่ก็กล่าวถึงอย่างอ้อมๆ อย่างที่สถาบันราชบัณฑิตยสภาสวีเดนยุคนี้ชอบ
แต่นี่ก็เป็นความเห็นของหลายๆ คนที่จับตามองท่าทีของรางวัลตลอดสิบปีที่ผ่านมา บางคนก็โต้ว่าการให้รางวัลแก่ Peter Handke หรือ Olga Tokarczuk ซึ่งเป็นบุคคลในหน้าการเมืองประเทศไม่มากก็น้อย ยังไม่เรียกว่าความกล้าหาญทางการเมืองของรางวัลอีกหรือ ที่ยอมมองข้ามประเด็นทางการเมืองและมองไปยังคุณภาพของตัวงานเพียงอย่างเดียว
ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง นักเขียนคนที่สามที่ผมอยากพูดถึงอย่าง Ibrahim Nasrallah ชาวจอร์แดน-ปาเลสไตน์ หนึ่งในยักษ์ใหญ่ทางวรรณกรรมของอาหรับที่ยังมีชีวิตอยู่
เขาเป็นเจ้าของนิยายยี่สิบกว่าเล่ม รวมถึงบทกวีรวมเล่มอีกจำนวนมาก แต่ซีรีส์นิยายที่โดดเด่นและสร้างชื่อที่สุดของเขาคือ Palestinian Comedy ครอบคลุมประวัติศาสตร์ 250 ปีของปาเลสไตน์สมัยใหม่
งานของ Nasrallah เริ่มทยอยถูกแปลเป็นภาษาตะวันตกมากขึ้นจากการที่เขาเพิ่งได้รับรางวัล Neustadt จากอเมริกัน
ประเด็นหลักและหัวใจของงาน Nasrallah ก็คือการสำรวจความเป็นปาเลสไตน์นับแต่ยุคสมัยออตโตมันปกครองจนถึงช่วงที่อังกฤษเข้ามา ชะตากรรมของชาวปาเลสไตน์ในฐานะผู้ลี้ภัย อพยพ ทั้งกายภาพและภายใน
ท่ามกลางประเด็นสงครามไม่จบไม่สิ้นของอิสราเอล-ปาเลสไตน์แสนยืดเยื้อ การให้รางวัลแก่ Nasrallah จึงเป็นประเด็นทางการเมืองที่มีนัยสำคัญและหลุดออกจากพื้นที่ความเป็นกลางที่สถาบัน (ดูเหมือน) พยายามเป็น
เมื่อส่องตามพาดหัวข่าวในสี่ปีที่ผ่านมา หรือตารางรายชื่อ Can Xue จะเป็นชื่อแรกที่เราสะดุดตา จากการอ่านงานสองเล่มของเธอ ทำให้ผมหายสงสัยเลยว่าทำไมมีทั้งคนที่เชียร์แกสุดตัวและสาปแช่งสุดโต่ง
นิยายของเธอหรือแม้แต่เรื่องสั้นใช้พลังงานในการอ่านสูงมาก เนื้อเรื่องคล้ายเกิดขึ้นอย่างสุ่ม แต่บางทีก็คล้ายกับมีหลักการบางอย่างให้สิ่งนั้นปรากฏเป็นระบบ
เธอบอกว่าไอเดียของเธอมาจากนักเขียนตะวันตก แต่เธอนำรากวัฒนธรรมจีนของเธอมาผสานเข้า อีกอย่างเธอเขียนโดยไม่ได้วางแผนโครงเรื่อง แต่ใช้การเขียนทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ใช้ความรู้สึกและการดำเนินเรื่องที่ผุดมาทันใดทันที ณ ตอนนั้น ด้านหนึ่ง งานเธอจึงเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ ความตื่นตา และรสชาติแปลกปลั่งประหนึ่งบทกวี
อีกด้านหนึ่งที่หลายคนมองก็คือ งานเธอไร้สาระ เขียนลวกๆ มั่วๆ และไม่ได้มีประเด็นอะไรชัดเจน จะว่าเป็นตัวของตัวเองก็ใช่ จะว่าพยายามเป็นก็ใช่ แต่ด้วยเหตุนี้เองเธอจึงโดดเด่นที่สุดในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา
กระนั้น การจะเข้าใจความโดดเด่นนี้ก็คงต้องมีรากหรือมุมมองทางวัฒนธรรมการคิดที่ใกล้เคียงกับเธอไม่มากก็น้อย เพื่อจะเข้าใจหรือเข้าถึง
ซึ่งเกรงว่ากรรมการหรือคนตะวันตกส่วนใหญ่คงเข้าไม่ถึงหรือเข้าใจได้ เพราะคนตะวันออกหลายคนเองก็ไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึงงานเขียนของเธอเลยสักนิด หนึ่งในนั้นก็คือผม
จะเห็นว่า จุดร่วมหนึ่งของสี่คนนี้คือความเป็นกวี ทั้งในงานเขียนก็ดี หรือการที่เขาหรือเธอเขียนบทกวีก็ดี เพราะว่าในศตวรรษนี้กวีชนะรางวัลน้อยลงมากจากศตวรรษก่อน และสถาบันมุ่งเน้นไปที่นักเขียนร้อยแก้วหรือนักเขียนแนวทดลองเป็นหลัก
เว้นแต่กวีสอง (หรือสามถ้าจะนับ Bob Dylan) ซึ่งก็เป็นกวีจากภาษาสวีดิช ภาษาเดียวกับภาษาแม่ของกรรมการ และภาษาใหญ่อย่างภาษาอังกฤษ
การให้รางวัลกับภาษาใหญ่อื่นๆ โดยเฉพาะกวีจากจีน อารบิก แอฟริกัน รัสเซีย อุซเบก หรือแม้แต่สเปน หรือจากอินเดียคงทำให้ผู้ชนะขยายขอบเขตและหลากหลายมากขึ้น ตามวาระที่โนเบลวรรณกรรมสิบปีหลัง (ดูเหมือนจะ) ต้องการอีกประการหนึ่ง
รางวัลปีนี้จะประกาศวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2026 ณ เวลา 18.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
