bg-single

50 ปี 6 ตุลา (5) ความรุนแรงในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์

06.10.2026

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

50 ปี 6 ตุลา (5)

ความรุนแรงในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์

“ยุทธศาสตร์เกิดจากการแสวงหาอนาคตที่ดีกว่า แต่ก็มักเป็นสิ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบาดแผลทางจิตใจอย่างรุนแรงของอดีต”

Hal Brands

The Twilight Struggle (2022)

เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองของไทยในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญของการเมืองไทยสมัยใหม่ ซึ่งอาจจะมีคำอธิบายได้หลากหลายแบบ แต่ในบทนี้จะทดลองนำเสนอกระแสความรุนแรงทางการเมืองของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์

ในมุมมองของประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์นั้น เราอาจตั้งเป็นสมมุติฐานได้ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คือปฏิกิริยาที่สะท้อนถึง “ความหวาดกลัว” ทางการเมืองของกลุ่มขวาจัด จึงตัดสินใจใช้ความรุนแรงยุติบทบาทของขบวนนักศึกษาประชาชน ที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่องหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งการเติบโตเช่นนี้เกิดขึ้นคู่ขนานกับปัญหาสงครามคอมมิวนิสต์ในบ้าน และปัญหาความผันผวนของสงครามเวียดนาม

โดมิโนและสงครามเย็น

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในไทยในปี 2516 อยู่ในกระแสสงครามเย็นในภูมิภาค ที่มีแกนกลางอยู่กับปัญหาสงครามเวียดนาม ซึ่งสหรัฐอเมริกาในฐานะมหาอำนาจใหญ่ตัดสินใจเข้ามามีบทบาทโดยตรง ด้วยความเชื่อในทางอุดมการณ์ว่า จะต้องหยุดการขยายตัวของคอมมิวนิสต์เวียดนามให้ได้ เท่าๆ กับที่จะต้องปิดล้อมการขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ในลาวและกัมพูชาด้วย

ผู้นำสหรัฐเชื่ออย่างมั่นใจว่า การทำเช่นนี้จะทำให้ทั้งไทย และประเทศในภูมิภาคมีความปลอดภัยจากการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ ขณะเดียวกันบรรดากลุ่มผู้นำปีกขวาในภูมิภาคล้วนมีทัศนะที่คล้อยไปกับนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐในยุคสงครามเย็น

สงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์จึงเป็นยุทธศาสตร์หลักของบรรดาผู้นำปีกขวาในภูมิภาค รวมถึงผู้นำไทยด้วย ยุทธศาสตร์นี้มีทัศนะที่ชัดเจนว่า “คอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามหลัก” ซึ่งก็สอดรับกับนโยบายด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา อันส่งผลให้สหรัฐมีสถานะเป็น “ผู้นำพันธมิตรตะวันตก” ในยุคสงครามเย็น

ในเงื่อนไขเช่นนี้ ผู้นำฝ่ายขวาทั้งหลายจึงพยายามที่จะควบคุมการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในบ้านของตัวเองให้ได้ โดยเฉพาะการใช้มาตรการทางทหาร เพราะชัยชนะของคอมมิวนิสต์ในประเทศหนึ่งย่อมส่งผลทางการเมืองโดยตรงต่อประเทศข้างเคียง หรือหากประเทศหนึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศอื่นในภูมิภาคจะ “ล้มตามกัน” เป็นคอมมิวนิสต์ไปด้วยเหมือนกับการล้มของ “โดมิโน” โดยอ้างถึง “ทฤษฎีโดมิโน” (Domino Theory) ที่เป็นแกนกลางของคำอธิบายแบบอเมริกันในยุคสงครามเย็น

ดังนั้น สำหรับชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และบรรดาผู้นำปีกขวาที่กรุงเทพฯ พวกเขาจึงไม่เพียงเผชิญหน้ากับกระแสความตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ภายในสังคมไทยเท่านั้น หากแต่ยังเผชิญกับกระแสความผันผวนทางการเมืองและสงครามในภูมิภาคอีกด้วย สภาพเช่นนี้ส่งผลให้การเติบโตของขบวนการนิสิตนักศึกษาหลังปี 2516 กับปัญหาสงครามคอมมิวนิสต์ทั้งในบ้านและนอกบ้านกลายเป็นสิ่งที่ถูกจับนำมาเชื่อมโยงกัน จนกลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญต่อบรรดาชนชั้นนำและผู้นำฝ่ายขวา โดยเฉพาะผู้นำทหาร

ภัยคุกคามความมั่นคงในภาวะเช่นนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างน่ากังวล อันเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในอินโดจีน เมื่อเวียดนามและกัมพูชา “แตก” หมายถึงระบอบการปกครองเดิมของประเทศทั้งสองล้มลง พร้อมกับชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ในเดือนเมษายน 2518 และต่อมาในช่วงปลายปี ระบอบการปกครองเก่าของลาวก็สิ้นสุดตามไป จนเปรียบเทียบได้กับ “โดมิโนสามตัว” ที่ล้มตามกันในอินโดจีนแล้ว

การล้มลงของรัฐบาลฝ่ายขวาในอินโดจีนทำให้เกิดคำถามอย่างมีนัยสำคัญถึงความอยู่รอดของไทย กล่าวคือ เมื่อโดมิโนกัมพูชาล้ม ตามมาด้วยเวียดนาม ต่อมาด้วยลาว แล้วโดมิโนไทยจะล้มตามไปด้วยหรือไม่?

เมื่อโดมิโนทั้งสามตัวล้มตามกันในอินโดจีนแล้ว โดมิโนตัวที่สี่ที่กรุงเทพฯ จะต้องล้มตามกันไปด้วย ดังเช่นที่ทฤษฎีของสหรัฐอธิบายไว้ แต่ไม่ว่าการล้มของโดมิโนไทยจะเป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่มปีกขวาทั้งหลายในไทยก็คือ การก่อตัวของ “ความกลัวทางการเมือง” ที่เพิ่มมากขึ้น

ถ้าเช่นนั้น คำถามขมวดปมอย่างท้าทายว่า ถ้าจะไม่ให้ “โดมิโนไทย” ล้ม… ชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และพวกผู้นำปีกขวาทั้งหลายของไทย จะทำอย่างไรกับสถานการณ์ในข้างต้น ซึ่งสำหรับรัฐบาลฝ่ายขวาแล้ว คำตอบมีเพียงประการเดียว คือการ “ใช้กำลัง” เป็นเครื่องมือในการขจัดความกลัว

ความเชื่อแบบ “การทหารนำการเมือง” ว่า การใช้กำลังเป็นเครื่องมือของการควบคุมสถานการณ์ และเชื่อว่าใช้กำลังปราบมากเท่าใด ก็ยิ่งคุมสถานการณ์ได้มากเท่านั้น มุมมองเช่นนี้จึงทำให้ “สายเหยี่ยว” มีบทบาทมากขึ้นทั้งในทางความคิดและในทางยุทธการ

การทหารนำการเมือง

ในอีกด้านหนึ่งจะพบว่า หลังจากสามโดมิโนล้มในอินโดจีนในปี 2518 แล้ว สังคมไทยมีความหวาดกลัวทางการเมืองอย่างชัดเจน ขบวนการนิสิตนักศึกษาที่เริ่มเอียงซ้ายไปกับกระแส “ต่อต้านอเมริกา” จากผลพวงของสงครามเวียดนาม และขยับไปสู่กระแส “โปรจีน” ในเวทีโลก ทิศทางของขบวนการนิสิตนักศึกษาจึงถูกมองผ่าน “แว่นตาความมั่นคงแบบขวาจัด” ว่าเป็นภัยคุกคาม และที่สำคัญมองว่าขบวนการนักศึกษาอาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้โดมิโนล้มที่กรุงเทพฯ

ฉะนั้น เมื่อโดมิโนอินโดจีนล้มแล้ว คำตอบในหมู่ชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และกับบรรดากลุ่มขวาทั้งหลาย มีความเห็นร่วมกันในการจัดการปัญหาความมั่นคงไทย ซึ่งคำตอบเหลือแต่เพียงประการเดียวคือ ถึงเวลาที่จะต้องยุติบทบาทของขบวนการนิสิตนักศึกษา แม้จะต้องใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือก็ตาม

สงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเมืองจึงถูกแปลงให้เป็นปฏิบัติการต่อต้านขบวนการนิสิตนักศึกษาโดยตรง และการต่อต้านเช่นนี้ไม่มีอะไรง่ายเท่ากับการทำ “สงครามข่าวสาร” ในรูปแบบต่างๆ ปฏิบัติการดังกล่าวนำไปสู่การ “แบ่งขั้ว-แยกข้าง” ในสังคมอย่างเด่นชัด และยิ่งปลุกระดมมากเท่าใด สังคมไทยก็ยิ่งแตกแยกมากเท่านั้น

แต่สำหรับฝ่ายขวาและผู้นำทหารแล้ว การปลุกระดมโฆษณาทางการเมืองเป็นหนทางสำคัญในการสร้าง “มวลชนขวาจัด” และหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการจากฐานมวลชนปีกขวาจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และระบอบเผด็จการจะเป็นหลักประกันของความสำเร็จในการต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์

ฝ่ายขวาจัดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการเช่นที่กล่าวในข้างต้นจะเป็นวิธีการป้องกันการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ดีที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การล้อมปราบนักศึกษาด้วยกำลังอาวุธของฝั่งรัฐและกลุ่มการเมืองขวาจัดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทางยุทธการ

การปราบปรามด้วยการ “สังหารกลางเมืองหลวง” ล้วนเกิดในแบบที่ผู้นำไทยไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศหรือไม่ เพราะพวกเขาถือเอาการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์เป็นทิศทางหลัก ขณะเดียวกันก็ต้องการแสดงให้เวทีโลกเห็นถึงการปราบปรามคอมมิวนิสต์ในบ้านอย่างเอาจริงเอาจัง

แต่ผลที่เกิดกลับไม่เป็นดังความคาดหวัง… การล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม พลิกเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ที่ทำให้สงครามคอมมิวนิสต์ในไทยขยายตัวมากขึ้น จนหลายฝ่ายเริ่มกังวลว่า สงครามนี้อาจจะจบลงด้วยการที่ไทยกลายเป็น “โดมิโนตัวที่ 4″… สงครามคอมมิวนิสต์ในชนบททวีความรุนแรงมากขึ้น และเริ่มส่งสัญญาณถึงการที่รัฐไทยกำลังก้าวเข้าสู่กับดัก “สงครามกลางเมือง” เช่นในเวียดนาม

ถ้าเช่นนั้นแล้ว ผู้นำไทยจะทำอย่างไร… จะเลือกหนทางใดที่ไทยจะไม่ล้มตามโดมิโนอินโดจีน

การเมืองนำการทหาร

ถ้าสู้ด้วยการจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการที่ใช้นโยบาย “การทหารนำการเมือง” ด้วยทิศทางมุ่งปราบปรามเป็นหลักเช่นในแบบปี 2519 แล้ว โดมิโนจะมีโอกาสล้มที่กรุงเทพฯ แน่นอน และอาจไม่แตกต่างจากกรณีของเวียดนามใต้

แต่ถ้าต้องการแสวงหายุทธศาสตร์ใหม่ คำตอบที่ท้าทายคือ การจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย และมีนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” จะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการล้มตามกันได้ แต่การที่จะเปลี่ยนการเมืองไปสู่ทิศทางใหม่ ก็จะต้องเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนรัฐบาลให้ได้เสียก่อน

แล้วในที่สุดรัฐประหารตุลาคม 2520 ก็เกิดขึ้นด้วยการสนับสนุนของ “กลุ่มทหารหนุ่ม” หรือ “กลุ่มยังเติร์ก”เพื่อเอารัฐบาลปีกขวาของนายกฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ออกจากอำนาจ เพื่อให้เกิดการปรับทิศทางยุทธศาสตร์

ดังนั้น เมื่อ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงมีการตัดสินใจครั้งสำคัญในทางการเมืองคือ การออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้แก่นักศึกษาในคดี 6 ตุลาคม 2519 รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวทั้งหมด แม้กลุ่มปีกขวาจัดจะไม่พอใจต่อการนิรโทษกรรม แต่ต้องยอมรับว่า การตัดสินใจครั้งนั้นคือจุดเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญต่อการสร้างความปรองดองทางการเมืองเพื่อรองรับการสิ้นสุดของสงครามอุดมการณ์ในสังคมไทย

ผลสืบเนื่องต่อมาจากการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งหลังจากการประกาศนิรโทษกรรมในกลางปี 2521 คือ การที่รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประกาศ “ยุทธศาสตร์ใหม่” ด้วยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 66/2523 และตามมาด้วยฉบับที่ 65/2525 อันนำไปสู่สภาวะ “ป่าแตก” ที่นิสิตนักศึกษาที่เดินทางเข้าร่วมสงครามปฏิวัติในชนบท เริ่มทยอยเดินทางออกจากฐานที่มั่น

การประกาศเช่นนี้ส่งผลโดยตรงต่อการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของรัฐในการทำสงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบ ทั้งยังมีนัยที่สำคัญถึงการยอมรับว่า “ระบอบประชาธิปไตย” เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้รัฐไทยชนะสงครามคอมมิวนิสต์… สงครามคอมมิวนิสต์ชนะด้วยประชาธิปไตย ไม่ใช่ด้วยเผด็จการ

ในที่สุดแล้ว สงครามคอมมิวนิสต์ในไทยก็เริ่มลดระดับความรุนแรงลงอย่างต่อเนื่อง และในปี 2526 รัฐบาลกรุงเทพฯ ก็ประกาศชัยชนะในสงครามนี้อย่างสมบูรณ์

ท้ายบท

หากย้อนกลับไปพิจารณาสถานการณ์ในอดีต จะเห็นได้ว่าสงครามคอมมิวนิสต์ที่มีแนวโน้มขยายตัวเป็น “สงครามกลางเมือง” อันเป็นผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นั้น กลับกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้กลุ่มผู้นำไทยปรับตัว และยอมเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทั้งการเมือง-การทหาร เพื่อพาสังคมไทยออกจากความขัดแย้ง และทั้งหมดนี้ดำเนินการเพื่อไม่ให้ไทยกลายเป็นโดมิโนตัวที่ 4 ในภูมิภาคนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผ่านไปนานถึง 50 ปีแล้ว พร้อมกับการสิ้นสุดของสงครามคอมมิวนิสต์ในบ้าน แต่บทเรียนของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองชุดนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปกับกาลเวลาแต่อย่างใด!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (23)
50 ปี 6 ตุลา (5) ความรุนแรงในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์
เทศกาล ‘เดาผล’ : The Nobel Prize in Literature 2026
สร้างพื้นฐานอาชีพยาก ด้วยจอยเกม
E-DUANG | “อนิจจัง” แห่ง “อำนาจ” ศึกษา ถนอม กิตติขจร
รมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่ อ.สามโคก ติดตามน้ำ-วางแผนรับฝน พร้อมเปิดข้อมูลเยียวยาเกษตรกร-ประมงที่ได้รับความเสียหายแล้ว – แนะเร่งเก็บผลผลิต-ย้ายสัตว์เลี้ยงป้องกันได้ทันที
ปลัด มท. สนองข้อสั่งการนายกฯ อนุทิน สั่งผู้ว่าฯ – นายอำเภอ – โยธาฯ จังหวัด สนับสนุนท้องถิ่น – ท้องที่ ปูพรมเร่งสำรวจความเสียหายอุทกภัยรายครัวเรือนโดยทันที ไม่ต้องรอ
ความก้าวหน้า ของระบบนิเวศโดรนของยูเครน อาจทำให้สงครามขยายตัวแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ชาว ราชปรารภ ท่ามกลาง เสียงปืน กึกก้อง
มีเหตุอันควรให้เชื่อ…
Songs in the Key of Life : ค่ำคืนแห่งฝัน
‘ปฏิกิริยา’ นักข่าว-พิธีกรดัง ถล่มทรัมป์แกว่งเท้าหาเสี้ยน เปิดศึกห้าม CNN, MSNOW และ POLITICO