ความก้าวหน้า ของระบบนิเวศโดรนของยูเครน อาจทำให้สงครามขยายตัวแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ
บทความพิเศษ | ศิริชัย จันทวงษ์
ความก้าวหน้า
ของระบบนิเวศโดรนของยูเครน
อาจทำให้สงครามขยายตัวแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ
นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 นำมาสู่การเปิดฉากสงครามรัสเซีย-ยูเครน จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 4 ปี 6 เดือนแล้ว นานกว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 (4 ปี 3 เดือน) ขณะที่แนวโน้มสงครามมีแต่จะยืดเยื้อยาวนานออกไป
ทั้งที่ในความเป็นจริงเมื่อดูจากการคาดการณ์ในช่วงต้นของสงคราม ก็น่าเชื่อว่ารัสเซียจะใช้เวลาไม่นานก็สามารถพิชิตกองทัพยูเครนได้ทั้งหมด
หากแต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากรัสเซียจะรุกคืบเข้าไปในยูเครนได้ช้าแล้ว ยังถูกยูเครนตีโต้ด้วยฝูงโดรน (Drone Swarm) ลึกเข้าไปในแผ่นดินรัสเซีย
จนดูเหมือนว่าโมเมนตัมของสงคราม (War Momentum) กำลังเปลี่ยนไป
ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ต่างเห็นตรงกันว่า หรือรัสเซียกำลังเสียท่าถูกยูเครนรุกไล่?
ปรากฏการณ์นี้มีความน่าสนใจ และนำมาสู่คำถามมากมายว่าทำไมชาติที่เล็กกว่าอย่างยูเครน สามารถต้านทานรัสเซียได้นานขนาดนี้
แต่การตีโต้รัสเซียระลอกแล้วระลอกเล่า ด้วยนวัตกรรมสงครามแบบใหม่ เช่น อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicles : UAV) ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
ในความเป็นจริงปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีโดรน และอุตสาหกรรมโดรนของยูเครนนั้น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน
หากแต่ยูเครนเริ่มปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีโดรนรูปแบบต่างๆ โดยการสั่งสมองค์ความรู้และลองผิดลองถูกมาแล้วนับทศวรรษ
โดยหากเท้าความถึงกองทัพยูเครน (The Armed Force of Ukraine : AFU) จะพบว่าก่อนปี 2014 นั้น ยูเครนยังไม่มีอากาศยานไร้คนขับที่ทันสมัย (UAVs) จะมีก็แต่โดรนสมัยโซเวียตที่ล้าสมัยแล้ว เช่น Tupolev Tu – 143
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นไป เมื่อรัสเซียผนวกคาบสมุทรไครเมีย (Crimean Peninsula) และตามมาด้วยความขัดแย้งในภูมิภาคดอนบาส (Donbas) ซึ่งในตอนนั้นยูเครนเริ่มตระหนักในความสำคัญของโดรน จากการต้องเจอกับสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) กับกองทัพรัสเซีย
แต่แม้ว่ายูเครนจะมองเห็นปัญหาและแนวทางการแก้ไข ก็ไม่ง่ายสำหรับยูเครนในตอนนั้น ที่จะเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมโดรน (Drone industry) ขึ้นมา
ในช่วงแรกนั้น ยูเครนเริ่มพัฒนาการผลิตโดรน โดยร่วมมือกับภาคประชาชนและอาสาสมัคร และยังได้โดรนสำเร็จรูปจากพลเรือนที่มอบให้รัฐบาล
ทั้งนี้ ยูเครนได้จัดตั้งโครงการอาสาสมัครที่จะพัฒนาภารกิจด้านโดรน โดยเรียกว่า โครงการแอโรรอซวิดกา (Aerorozvidka project)
ซึ่งโครงการดังกล่าวไม่ใช่แค่โครงการหน่วยข่าวกรองและหน่วยลาดตระเวนทางโดรนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นองค์กรทางทหารที่ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านไอที เพื่อสนับสนุนกองทัพยูเครนด้วย
นอกจากภาครัฐ และองค์กรที่รวบรวมอาสาสมัครดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีภาคเอกชนอย่าง อาร์เทม วีกุนนุก (Artem Vyhunnuk) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการจัดหาอุปกรณ์และส่วนควบ รวมถึงการผลิตโดรนเพื่อสนับสนุนกองทัพยูเครนอีกด้วย
จากที่กล่าวมานี้จึงดูเหมือนเป็นการสอดประสานกันของภาคส่วนต่างๆ จากล่างขึ้นบน (Bottom-up approach) ซึ่งมีข้อดีในการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง ทำให้การพัฒนาโดรนทำได้อย่างรวดเร็ว กว้างขว้างและมีประสิทธิภาพมากกว่าการรวมศูนย์ราชการแบบดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกความกระจัดกระจายของภาคส่วนต่างๆ ก็ทำให้อุตสาหกรรมโดรนของยูเครนพัฒนาไปอย่างเชื่องช้าพอสมควร
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมโดรนและระบบนิเวศโดรนของยูเครน (Drone Industry and Ukraine’s Drone Ecosystem) มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อยูเครนได้รับโดรน Turkish Bayraktar TB2 จากตุรกี
ซึ่งในเวลาต่อมายูเครนได้ใช้โดรนดังกล่าวพร้อมกับระบบที่พัฒนาด้วยตัวเอง ในปฏิบัติการต่อสู้กับระบบปืนใหญ่ของรัสเซียในปี 2021
การปะมือกับรัสเซียครั้งนั้น แสดงให้เห็นขีดความสามารถของการปฏิบัติการทางโดรนในระดับโครงสร้าง (Structured Unmanned Capabilities) อย่างชัดเจน
กล่าวคือ มีการบูรณาการเครือข่ายและการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยมีโครงข่ายส่วนกลาง ระบบควบคุมแลกเปลี่ยนข้อมูล มีการทำงานร่วมกันแบบสอดประสานและมาตรฐานเดียวกัน (Interoperability & Standardization) แม้จะมาจากต่างบริษัท
นอกจากนี้ ยังมีการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับระบบไร้คนขับ (Manned-Unmanned Teaming : MUM-T) โดยใช้เทคโนโลยี AI ได้อย่างไร้รอยต่อ
จะเห็นได้ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการสงครามทางโดรนของยูเครนนี้เกิดขึ้นก่อนที่รัสเซียจะบุกยูเครนในปี 2022 ด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายูเครนจะมีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีดังกล่าว แต่เมื่อต้องเผชิญกับสงครามในสเกลที่ใหญ่กว่า อีกทั้งสายป่านและทรัพยากรของยูเครนก็มีจำกัด เมื่อเทียบกับกองทัพที่มีระบบรวมศูนย์อย่างรัสเซียแล้ว ก็เป็นไปได้ยากที่ยูเครนจะต้านทานรัสเซียได้ตั้งแต่ชั้นพรมแดน
ประกอบกับอำนาจทางการทหารแบบดั้งเดิม (Conventional military power) ของยูเครนก็ไม่ได้มาก ทำให้ยูเครนต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกอยู่เกือบตลอดเวลา
การพึ่งพานี้มีความซับซ้อน เนื่องจากยูเครนต้องการการสนับสนุนจากหลายทาง ซึ่งขึ้นกับนโยบายจากพันธมิตรตะวันตก และส่วนหนึ่งจากวัสดุและอุปกรณ์จากจีนในการผลิตโดรน
เซเลนสกีเคยร้องขออาวุธและการช่วยเหลือจากสหรัฐและพันธมิตรหลายประการแต่ก็มักจะถูกปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นระบบขีปนาวุธต่างๆ เช่น ระบบขีปนาวุธ ATACMS (แม้ว่าภายหลังจะให้ยูเครน) และขีปนาวุธ Tomahawk ระบบป้องกันภัยทางอากาศของนาโต โดรนขั้นสูง (Advanced Military Drones) เช่น Gray Eagle และ Reaper รวมถึงข้อตกลงร่วมทุนและเงินพัฒนาโดรน (Drone Deal) โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับรัสเซียลุกลามบานปลาย
การปฏิเสธของสหรัฐและความช่วยเหลือที่จำกัดของชาติสมาชิกนาโตทำให้ยูเครนมีทางเลือกจำกัด และต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีโดรนของตนเอง รวมถึงการสร้างระบบนิเวศโดรน (Drone Ecosystem) ของตนขึ้นมา
ซึ่งไม่ใช่แค่ภาคเอกชนที่มีเพียงบริษัทไม่กี่บริษัท แต่ยังมีบริษัททั้งภายในและภายนอกอีกเป็นจำนวนมาก รวมถึงบรรดาวิศวกร ผู้เชี่ยวชาญ ที่ติดตามประเมินผลและพัฒนาโดรนแบบรายสัปดาห์
และที่สำคัญคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดก็คือรัฐ ที่ทั้งเป็นตลาด ผู้สนับสนุน และกำหนดทิศทางการพัฒนาโดรนในระบบนิเวศนี้
กล่าวโดยสรุป ความสำเร็จและขีดความสามารถในการต่อสู้ของยูเครนเกิดจากเทคโนโลยีและระบบโดรนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาศัยระบบนิเวศโดรนภายในที่เข้มแข็ง
โดยระบบนิเวศนี้ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคส่วนต่างประเทศ องคาพยพเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในระบบนิเวศอุตสาหกรรมโดรน (Local drone industry ecosystem) ที่ใหญ่โตและซับซ้อนของยูเครน แต่มีความก้าวหน้า และน่าเชื่อว่าเทคโนโลยีโดรนบางประเภทล้ำหน้าที่สุดในขณะนี้
เมื่อภาพความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมโดรนปรากฏมาเช่นนี้ จึงพออธิบายได้ว่าทำไมยูเครนถึงสามารถต้านทานและตอบโต้รัสเซียได้ถึงเพียงนี้
อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่ายูเครนจะเป็นฝ่ายชนะสงคราม การทำนายผลของสงครามอาจไม่ง่ายขนาดนั้น
รัสเซียก็เป็นประเทศมหาอำนาจด้านอาวุธ และเทคโนโลยีโดรนของรัสเซียก็ไม่ได้ด้อยกว่ายูเครน แถมมีข้อได้เปรียบบางประการที่ยูเครนไม่มี
แม้ว่าระบบนิเวศโดรนที่ยูเครนมีจะก้าวนำรัสเซียไปก้าวหนึ่ง แต่รัสเซียก็พัฒนาระบบนิเวศของตนเองเช่นกัน
ดังจะเห็นได้จากการที่ยูเครนพยายามทำลายโครงสร้างระบบนิเวศของรัสเซีย ก่อนที่ระบบดังกล่าวจะแข็งแกร่งจนยูเครนเอาไม่อยู่ และการพยายามทำลายองค์ประกอบทางระบบนิเวศของทั้งสองฝ่ายนี้ ย่อมหนีไม่พ้นการก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่ของพลเรือน
คำถามที่น่าสนใจในเวลานี้คือ เส้นแบ่งระหว่างพลเรือนกับกองทัพยังมีอยู่ไหม และถ้ามี มันได้เลือนรางลงไปแล้วใช่ไหม?
และถ้าเลือนรางไปแล้ว คำถามนี้นำมาสู่ฉากทัศน์ถัดไปที่น่าห่วงว่า นับจากนี้ เป้าหมายพลเรือนอาจจะกลายเป็นเป้าหมายที่มีความชอบธรรมของทั้งสองฝ่ายด้วยเหตุผลของการเป็นผู้มีส่วนร่วมในสงคราม (Collaborator) ไม่ใช่ผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม (Victims of War) แล้วอีกต่อไป?
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
