ดินแดง ราชปรารภ แนวรุก แนวรับ พื้นที่ ประตูน้ำ ปากทาง ก่อนเข้า ราชประสงค์
ยุทธการแดงเดือด
ดินแดง ราชปรารภ
แนวรุก แนวรับ พื้นที่ ประตูน้ำ
ปากทาง ก่อนเข้า ราชประสงค์
เมื่อ เวียงรัฐ เนติโพธิ์ ระบุว่า บริเวณแยกมักกะสันตอนกลางดึกมีทหารประจำการอยู่ 3 จุด โดยอ้างอิง “รายงานการสืบสวนคดีพิเศษที่ 306/2553” เอกสารวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 (คดีเด็กชายคุณากร) คือ
จุดที่ 1 หน้าโรงแรมอินทรา
ประจำการในลักษณะใช้รั้วลวดหนามกั้นถนนและติดป้ายยืนยันให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ “กระสุนจริง”
จุดที่ 2 บริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์
ประจำการอยู่บริเวณบันไดทางขึ้นทั้งสองฝั่งถนน ตัวสถานีที่อยู่เหนือพื้นผิวจราจรและมีบังเกอร์ขนาดเล็กอยู่ฝั่งตะวันตก ตั้งกำแพงน้ำพลาสติกจราจร (สีส้ม) เป็นเครื่องกีดขวางในแถวแรกประมาณ 3 ใน 4 ของผิวจราจร
แถวที่สองเป็นลวดหนามเต็มผิวจราจรและมีกรวยยางขนาดเล็กปิดไว้อีกชั้นหนึ่ง รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านไปมาได้
จุดที่ 3 แยกจตุรทิศ
ประจำการเป็นบังเกอร์ขนาดใหญ่ปิดการจราจรครึ่งหนึ่ง
หากไม่เข้าใจลักษณะพื้นที่บริเวณถนนราชปรารภ สามเหลี่ยมดินแดง และมักกะสัน
ก็อาจจะมองไม่เห็นภาพ
ถนนราชปรารภตั้งอยู่ในเขตราชเทวี มีระยะทาง 1.4 กิโลเมตร เริ่มต้นที่สามเหลี่ยมดินแดง มุ่งตรงไปทางทิศใต้ผ่านถนนรางน้ำ ตัดกับถนนศรีอยุธยาที่สี่แยกราชปรารภ (หรือเรียกว่าแยกซอยหมอเหล็ง)
ตรงมาตัดกับเส้นทางรถไฟใกล้แยกมักกะสัน โดยมีสถานีแอร์พอร์ตลิงก์อยู่บนแยกนี้และสิ้นสุดที่แยกประตูน้ำอันเป็นจุดตัดกับถนนเพชรบุรีตัดใหม่
หากมุ่งหน้าต่อไปจะเป็นถนนราชดำริและเข้าสู่แยกราชประสงค์อันเป็นจุดศูนย์กลางการชุมนุม
ฝั่งตะวันตกของถนนเป็นซอยเลขคี่ ฝั่งตะวันออกเป็นซอยเลขคู่
2 ฟากฝั่งถนนราชปรารภเป็นที่ตั้งของอาคารพาณิชย์ ห้างร้าน ที่อยู่อาศัย มีตลาดประตูน้ำและมีตรอกซอยที่นำเข้าสู่แหล่งชุมชนทั้งสองฝั่งถนน
ในเวลาปกติถนนราชปรารภเป็นเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่นเกือบตลอดเวลา ส่วนตึกสูงบริเวณนี้ ได้แก่ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค (สูง 24 ชั้น) ตั้งอยู่ตรงแยกสามเหลี่ยมดินแดง
มุมด้านทิศตะวันออกถัดมาจากทิศใต้ของโรงแรมเป็นคอนโดชีวาทัย (สูง 26 ชั้น) ในช่วงเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 ตัวอาคารอยู่ระหว่างก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ
ส่วนฝั่งตรงข้ามด้านทิศตะวันตกของถนนราชปรารภลงมาใกล้จะถึงซอยรางน้ำเป็นที่ตั้งของคอนโดเดอะ คอมพลีท (สูง 33 ชั้น) ที่มีผู้พักอาศัยอยู่
ลงใต้มาจนจรดถนนศรีอยุธยามีตึกสูงอีก 1 แห่ง คือ อาคารมหานครยิบซั่ม เป็นอาคารสำนักงานสูง 26 ชั้น ตั้งอยู่บนแยกราชปรารภมุมด้านทิศเหนือ-ตะวันตก
นับจากแยกราชปรารภมายังแยกประตูน้ำมีห้างร้านตลอดแนว 2 ฝั่งถนน มีพื้นที่เริ่มก่อสร้างโครงการคอนโดไอดีโอเวิร์ฟ บริเวณแยกมักกะสันฝั่งตะวันออก
เมื่อเข้าสู่ย่านประตูน้ำ ฝั่งตะวันตกมีอาคารสูง คือ ตึกใบหยก (สูง 85 ชั้น)
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นโรงแรม และมีโรงแรมอินทราอยู่ใกล้เคียงกันติดถนนราชปรารภ
เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อ้างอิงข้อมูลจาก “สงครามกลางเมือง ทหาร-นปช.ปะทะตายเจ็บทะลุร้อย” ของหนังสือพิมพ์ “คมชัดลึก” ฉบับประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 รายงานให้เห็นภาพ
ในคืนวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ช่วงเวลาประมาณ 20.00 น.
บริเวณแยกประตูน้ำ มีผู้ชุมนุมทำลายหลอดไฟทั้งบนถนนและสะพานลอยในบริเวณนั้น
เสริมด้วยข้อมูล “เอ็ม 79 ข่มขวัญ ทหารถอยร่น” ของหนังสือพิมพ์ “มติชน” ฉบับประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ระหว่าง 20.20-20.30 น.ได้เกิดเสียงระเบิดขึ้นที่หน้าโรงแรมอินทรา 3-4 ครั้ง
คาดว่าน่าจะเป็นกระสุนระเบิดจากเครื่องยิงเอ็ม 79
จุดที่เกิดเสียงระเบิดอยู่ห่างจากผู้ชุมนุมบริเวณประตูน้ำประมาณ 100 เมตร ทำให้ทหารบริเวณหน้าโรงแรมอินทราและหน้าประตูน้ำโพลีคลินิกต้องหลบหาที่กำบัง
ข้อมูลจาก “จลาจลข้ามคืนนับสิบศพ” ของหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” ฉบับประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 รายงานว่า ทหารและประชาชนบางส่วนเข้าไปหลบใต้ตึกใบหยก
ส่วนผู้ชุมนุมต้องหลบแอบอยู่ใต้สะพานลอยแยกประตูน้ำ
ซึ่งสอดคล้องกับคลิป “20100514_แนวทหาร_senoh” ซึ่งถ่ายในคืนนั้น เห็นทหารที่อยู่หลังแนวบังเกอร์มีการยิงปืน ทั้งยิงขึ้นฟ้าและในแนวระนาบ ทหารบางนายมีการติดอุปกรณ์คล้ายกับเลเซอร์ชี้เป้าไว้ที่ปากกระบอกปืนด้วย
ด่านทหารบริเวณโรงแรมอินทรามีการวางกำลังบนสะพานลอยที่อยู่หน้าโรงแรม
หลังจากนั้นประมาณ 20 นาทีมีเสียงปืนดังขึ้นนาน 5 นาทีจากทางสี่แยกจตุรทิศซึ่งทหารประจำการอยู่ โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนรถปิกอัพและจักรยานยนต์ปิดทางระหว่างแยกจตุรทิศกับประตูน้ำ
มีการเผายางด้วยกัน 2 จุด
ส่วนทางด้านแยกราชปรารภ (ซอยหมอเหล็ง) ทั้งทหารและผู้ชุมนุมประจันหน้ากัน โดยทางฝ่ายผู้ชุมนุมมีการปาสิ่งของใส่ทหาร
ทหารจึงยิงปืนขึ้นฟ้า
เวียงรัฐ เนติโพธิ์ ระบุว่า มีผู้หญิงถูกยิง 1 คน เมื่อทหารเสนารักษ์เข้าไปตรวจสอบพบผู้หญิงคนนั้นสวมกางเกงขายาว เสื้อโปโลแดง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุและได้หามใส่เปลรอรถนำส่งไปที่โรงพยาบาลพญาไท 1
ทั้งยังระบุรายงานที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” ว่า มีผู้ชายแต่งกายคล้ายตำรวจปราบจลาจลถูกยิงที่ศีรษะเสียชีวิตในบริเวณเดียวกันโดยทหารเสนารักษ์ได้หามส่งโรงพยาบาล
แต่ในรายงานข่าว “เผยชีวิตเหยื่อสลายม็อบ-สดุดีลั่นงานศพ” ของหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” ฉบับประจำวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 ระบุว่าเป็น รปภ.ในซอยหมอเหล็ง
จากรูปเห็นว่าเป็นการโดนยิงที่ศีรษะและน่าจะเสียชีวิตตามข่าว
แต่กลับไม่มีข่าวที่ลงบันทึกชื่อในช่วงเหตุการณ์ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งจากข่าวหรือบันทึกของหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน ในกรณีนี้ เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อ้างข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” ว่ามีความเป็นไปได้ว่าคนนี้อาจเป็น นายมนูญ ท่าลาด
เนื่องจากในวันที่ นายมนูญ ท่าลาด ถูกยิงนั้น เขาใส่ชุด รปภ.และมีลักษณะรูปร่างใกล้เคียงกัน
สถานการณ์ในพื้นที่หน้าโรงแรมอินทราและบริเวณซอยหมอเหล็งนี้ เวียงรัฐ เนติโพธิ์ ให้ความสนใจไปยัง 2 คนที่เสียชีวิต
1 คือ น.ส.สันธะนา สรรพศรี
1 คือ นายมนูญ ท่าลาด
คนแรกเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 20.20 น. บริเวณซอยหมอเหล็ง ถนนนิคมมักกะสัน
คนหลังเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 20.20 น. ที่แยกจตุรทิศ
ในเบื้องต้นอาจระบุเพียงว่าเป็น “หญิงคนหนึ่ง” แต่เมื่อมีการตรวจสอบรายละเอียดก็ค่อยประจักษ์ในข้อมูลที่ทยอยออกมาเป็นลำดับ
อันเป็นงานของ “ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม” ร่วมกับ เวียงรัฐ เนติโพธิ์ นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประมวลและสรุปผ่านหนังสือ “ความจริงเพื่อความยุติธรรม”
