ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
โทษประหารชีวิต
: ข้อถกเถียงทางปรัชญา (1)
เมื่อไหร่ก็ตามที่เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นกรณีอาชญากรรมที่โหดเหี้ยมรุนแรงเกินกว่าที่มนุษย์มนาคนธรรมดาจะกระทำลงไปได้ เสียงเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตอาชญากรจะเกิดคู่ขนานกันเสมอ
บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกถึงความโกรธเกรี้ยวของสังคม แต่อันที่จริงในทางปรัชญา ข้อเสนอเรื่องโทษประหารชีวิตที่มาจากความโกรธเกรี้ยวนั้นอาจจะมาจากฐานคิดทางศีลธรรมที่แตกต่างกันก็เป็นได้
ในหนังสือ Life and Death: Grappling with the Moral Dilemmas of Our Time (1992) ของหลุยส์ พอจแมน (Louis Pojman : 1935-2005) นักปรัชญาชาวอเมริกัน เขาเห็นว่า ข้อถกเถียงเรื่องโทษประหารไม่ได้เป็นเพียงการโต้เถียงกันว่า “ฆาตกรสมควรตายหรือไม่” หากเป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า รัฐมีสิทธิ์พรากชีวิตมนุษย์ได้หรือไม่ แม้บุคคลนั้นจะเป็นอาชญากรก็ตาม
กล่าวอีกอย่างก็คือ ประเด็นสำคัญไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “สิทธิของเหยื่อ” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้กระทำผิด” อีกด้วย นี่คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายคัดค้านโทษประหารชีวิต
พอจแมนกล่าวว่า “เราจะปล่อยให้เรื่องสาเหตุของอาชญากรรมเป็นหน้าที่ของนักจิตวิทยาและนักสังคมวิทยา แล้วหันมาพิจารณาธรรมชาติของการลงโทษแทน” ประโยคนี้แสดงให้เห็นขอบเขตความสนใจของปรัชญาอย่างชัดเจน เขาไม่ได้มุ่งตอบคำถามทางอาชญาวิทยาหรือสังคมวิทยา แต่พอจแมนกำลังทำปรัชญาศีลธรรม (moral philosophy) ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เหตุใดคนจึงก่ออาชญากรรม” แต่เป็น “เมื่ออาชญากรรมเกิดขึ้นแล้ว รัฐควรตอบสนองอย่างไรจึงจะยุติธรรม”
จะเห็นได้ว่า หน้าที่ของปรัชญามิใช่การอธิบายสาเหตุของอาชญากรรม หากแต่เป็นการวิเคราะห์ธรรมชาติของการลงโทษ (the nature of punishment) ว่าแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่ เพราะสิ่งสำคัญคือก่อนที่จะตอบคำถามว่าโทษประหารชีวิตสมควรมีอยู่หรือไม่ เราจะต้องตอบคำถามที่เป็นรากฐานยิ่งกว่า นั่นก็คือ การลงโทษคืออะไร และเหตุใดรัฐจึงมีสิทธิ์ลงโทษประชาชน
พอจแมนอธิบายว่า การลงโทษไม่ได้เป็นแต่เพียงการทำให้บุคคลได้รับความทุกข์ เพราะความทุกข์จำนวนมากเกิดขึ้นโดยไม่ได้มาจากการลงโทษ เช่น ความเจ็บป่วย ภัยธรรมชาติ หรืออุบัติเหตุ สิ่งที่ทำให้การลงโทษแตกต่างจากความทุกข์ทั่วไปคือ การลงโทษเป็นการกระทำที่รัฐหรือผู้มีอำนาจกระทำต่อบุคคล เพื่อตอบสนองต่อการละเมิดกฎเกณฑ์ และเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการที่ถือว่าบุคคลนั้นต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน
กล่าวอีกอย่างได้ว่า การลงโทษมีองค์ประกอบสำคัญหลายประการ ได้แก่ ต้องมีการละเมิดกฎหมายหรือกฎศีลธรรม ต้องมีการพิสูจน์ความรับผิด และต้องเป็นการกระทำโดยผู้มีอำนาจที่ชอบธรรม หากองค์ประกอบเหล่านี้ขาดหายไป ความทุกข์ที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจเรียกว่าเป็น “การลงโทษ” ในความหมายทางศีลธรรมได้
พอจแมนอธิบายต่อไปว่า การลงโทษตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่ามนุษย์เป็นผู้มีเสรีภาพในการเลือก (free agents) และสามารถรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเองได้ หากบุคคลไม่มีเสรีภาพเลย เช่น เป็นเพียงเครื่องจักรหรือผู้ที่ถูกบังคับโดยสมบูรณ์ การลงโทษก็ย่อมหมดความหมาย เพราะไม่มีเหตุผลที่จะกล่าวว่าเขา “สมควร” ได้รับผลเช่นนั้น
พอจแมนยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบกฎหมายของสังคมประชาธิปไตยตั้งอยู่บนสมมุติฐานเดียวกับระบบศีลธรรม กล่าวคือ บุคคลเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ดังนั้น การลงโทษจึงไม่ใช่การแสดงอำนาจของรัฐอย่างไร้เหตุผล แต่เป็นการยืนยันว่าการกระทำของมนุษย์มีความหมายในทางศีลธรรม และมนุษย์ต้องรับผลแห่งการเลือกของตน
ในประวัติปรัชญาที่ผ่านมามักจะมีคำอธิบายเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการลงโทษอยู่สามแนวทางใหญ่ๆ ซึ่งกลายเป็นรากฐานของข้อถกเถียงเรื่องโทษประหาร ได้แก่ ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทน (Retributive Theory) ทฤษฎีการลงโทษเชิงประโยชน์นิยม (Utilitarian Theory) และทฤษฎีการลงโทษแบบเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู (Rehabilitation Theory) ซึ่งต่อไปจะเห็นว่า แต่ละแนวคิดตอบคำถามเรื่อง “เหตุผลของการลงโทษ” แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ทฤษฎีแรกคือ ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทน (Retributive Theory) ซึ่งเป็นแนวคิดที่เก่าแก่ที่สุด และมีอิทธิพลต่อกฎหมายอาญาของโลกตะวันตกมาอย่างยาวนาน แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นก็คือ ผู้กระทำผิดควรถูกลงโทษเพราะเขาสมควรได้รับโทษ นักทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทนนั้นเห็นว่า การลงโทษไม่ใช่เครื่องมือในการสร้างประโยชน์แก่สังคม หากแต่เป็นข้อเรียกร้องของความยุติธรรมเอง ผู้ที่จงใจละเมิดสิทธิของผู้อื่นได้เลือกที่จะกระทำเช่นนั้นโดยเสรี ดังนั้น เขาจึงต้องรับผลแห่งการกระทำของตนเอง การไม่ลงโทษต่างหากที่จะเป็นความอยุติธรรม เพราะเท่ากับปล่อยให้ผู้กระทำผิดได้รับประโยชน์จากการละเมิดกฎที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม
พอจแมนได้อธิบายว่า ภายใต้กรอบคิดนี้ ความยุติธรรมมิได้มองไปยังอนาคต แต่มองย้อนกลับไปยังการกระทำในอดีต กล่าวคือ สิ่งที่ทำให้บุคคลควรถูกลงโทษไม่ใช่ผลดีที่จะเกิดขึ้นภายหลัง แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าเขาได้กระทำความผิดไปแล้ว นี่คือเหตุผลที่ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทนมักถูกเรียกว่าเป็น ทฤษฎีมองย้อนกลับหลัง (backward-looking theory)
อย่างไรก็ตาม พอจแมนก็ชี้ให้เห็นว่าทฤษฎีนี้มิได้สนับสนุนให้ลงโทษอย่างไร้ขอบเขต ตรงกันข้าม ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับหลักการความได้สัดส่วนของโทษ (principle of proportionality) กล่าวคือ ความร้ายแรงของบทลงโทษต้องสอดคล้องกับความร้ายแรงของความผิด ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป
หลักการนี้เป็นรากฐานสำคัญของกฎหมายอาญาสมัยใหม่ และเป็นเหตุผลที่ฝ่ายสนับสนุนโทษประหารมักอ้างว่า การฆาตกรรมโดยเจตนาเป็นความผิดสูงสุด จึงสมควรได้รับบทลงโทษสูงสุดเช่นเดียวกัน แนวคิดเรื่อง “การได้รับสิ่งที่สมควรได้รับ” จึงกลายเป็นคำสำคัญของการอภิปรายเรื่องโทษประหารในช่วงศตวรรษที่ 20 แนวคิดนี้ยืนยันว่าการลงโทษไม่ใช่การแก้แค้นส่วนตัว แต่เป็นการแสดงออกถึงความยุติธรรมของสังคมโดยรวม
ทฤษฎีที่สอง ทฤษฎีการลงโทษเชิงประโยชน์นิยม (Utilitarian Theory) ทฤษฎีนี้เสนอว่า การลงโทษไม่ใช่สิ่งที่ดีในตัวเอง เพราะทุกการลงโทษล้วนสร้างแต่ความทุกข์ ดังนั้น หากการลงโทษจะชอบธรรมได้ ก็ต้องสามารถสร้างประโยชน์ที่มากกว่าความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น กล่าวคือ การลงโทษเป็นเพียง “เครื่องมือ” เพื่อบรรลุเป้าหมายบางประการ มิใช่เป้าหมายในตัวเอง
สำหรับนักทฤษฎีการลงโทษเชิงประโยชน์นิยม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ผู้กระทำผิดสมควรได้รับอะไร” แต่เป็นคำถามที่ว่า “การลงโทษแบบใดจะทำให้สังคมได้รับประโยชน์สูงสุด” ต่างหาก
วัตถุประสงค์ของการลงโทษจึงประกอบด้วยการยับยั้งอาชญากรรม (deterrence) การป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดก่ออาชญากรรมซ้ำได้อีก (incapacitation) และการทำให้ผู้กระทำผิดกลับตัวเป็นพลเมืองที่ดี (reformation)
พอจแมนชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างพื้นฐานระหว่างสองทฤษฎีนี้อย่างชัดเจน กล่าวคือ ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทนนั้นมองพิจารณาไปที่อดีต ส่วนทฤษฎีการลงโทษเชิงประโยชน์นิยมมองไปยังอนาคต ฝ่ายแรกถามว่า “ผู้กระทำผิดทำอะไร” ขณะที่ฝ่ายหลังถามว่า “การลงโทษจะก่อให้เกิดอะไร” ข้อถกเถียงเรื่องโทษประหารในเวลาต่อมาล้วนตั้งอยู่บนความแตกต่างของสองกรอบคิดนี้เป็นสำคัญ และเราจะไม่อาจเข้าใจข้อโต้แย้งของฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายคัดค้านได้เลย หากไม่เข้าใจฐานคิดของทั้งสองทฤษฎีนี้เสียก่อน
ทฤษฎีที่สาม ทฤษฎีการลงโทษแบบเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู (Rehabilitation Theory) แนวคิดนี้เห็นว่า หากเป้าหมายของกระบวนการยุติธรรมคือการเปลี่ยนแปลงผู้กระทำผิดให้กลับมาเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม การประหารชีวิตซึ่งตัดโอกาสในการแก้ไขฟื้นฟูโดยสิ้นเชิง จะยังสามารถถือว่าเป็นบทลงโทษที่ชอบธรรมได้หรือไม่
ทฤษฎีนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในกระบวนการยุติธรรมของศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะภายใต้อิทธิพลของจิตวิทยา จิตเวชศาสตร์ และอาชญาวิทยา แนวคิดนี้แตกต่างจากสองทฤษฎีแรกอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ได้มองผู้กระทำผิดเป็นเพียงบุคคลที่สมควรถูกแก้แค้นทดแทนหรือเป็นเครื่องมือในการป้องกันอาชญากรรม หากมองเขาเป็นบุคคลที่มีความบกพร่องและสามารถได้รับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้
พอจแมนอธิบายว่า ทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า อาชญากรรมจำนวนไม่น้อยมิได้เกิดจากความชั่วร้ายโดยกำเนิด แต่เกิดจากปัจจัยทางสังคม ครอบครัว สิ่งแวดล้อม การขาดโอกาสทางการศึกษา ความผิดปกติทางอารมณ์ หรือแม้แต่ความเจ็บป่วยทางจิต
หากสาเหตุของอาชญากรรมเกิดจากปัจจัยเหล่านี้ หน้าที่ของรัฐก็ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลงโทษ หากควรช่วยฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับมาเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมอีกครั้ง
ในฐานคิดแบบทฤษฎีการลงโทษแบบเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูจะเห็นว่า เรือนจำไม่ควรเป็นเพียงสถานที่สำหรับการลงโทษแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นสถาบันที่ให้การศึกษา ฝึกอาชีพ บำบัดรักษา และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักโทษ เพื่อให้เมื่อพ้นโทษแล้ว บุคคลนั้นสามารถดำรงชีวิตโดยไม่กลับไปก่ออาชญากรรมอีก แนวคิดดังกล่าวสะท้อนอุดมคติแบบมนุษยนิยมที่เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนยังคงมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงตนเอง
เรายังไม่ได้เข้าสู่ข้อถกเถียงของแต่ละทฤษฎีเลย พื้นที่ก็หมดลงตรงนี้ ฉบับหน้าเรามาพบกับความเห็นแต่ละทฤษฎีที่มีต่อโทษประหารชีวิตว่าเป็นอย่างไร และท่านผู้อ่านเห็นด้วยกับทฤษฎีใด หรือทฤษฎีใดเหมาะสมกับสังคมไทยในปัจจุบันนี้
