เมื่อเงินรัฐมีจำกัด ถึงเวลาชั่งน้ำหนัก ‘ประคอง’ หรือ ‘ปรับ’ เศรษฐกิจ!!
เศรษฐกิจ
เมื่อเงินรัฐมีจำกัด ถึงเวลาชั่งน้ำหนัก
‘ประคอง’ หรือ ‘ปรับ’ เศรษฐกิจ!!
ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในวันนี้ อาจเปรียบได้กับผลตรวจสุขภาพของประเทศ เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี คือมูลค่ารวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ทั้งการจับจ่ายใช้สอย การลงทุน การจ้างงาน รวมถึงการผลิตสินค้าและบริการ ตัวเลขที่ออกมาในแต่ละไตรมาสจึงไม่ได้เป็นเพียงเปอร์เซ็นต์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนสุขภาพเศรษฐกิจประเทศคือ กำลังซื้อ ปากท้อง รายได้ และความเป็นอยู่ของคนในประเทศ
ล่าสุด ผลตรวจสุขภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ออกมาที่ 1.9% ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เป็นผู้วินิจฉัย พร้อมกับปรับค่ากลางจีดีพีทั้งปีที่ 2.2%
คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตเท่าไร
แต่ในวันที่จีดีพียังวนเวียนอยู่แถว 2% ไทยจะสร้างแรงส่งอย่างไร เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายมากกว่า 3%
สําหรับรัฐบาล หนึ่งในคำตอบสำคัญยังคงอยู่ที่การลงทุน ขุนคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองว่า แม้จีดีพีไตรมาส 2 ที่โต 1.9% จะไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ แต่ยังสอดคล้องกับที่กระทรวงการคลังประเมินไว้ และยืนยันว่ามาตรการประคองเศรษฐกิจของรัฐบาลดำเนินมาถูกทาง
โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพเร่งตัวขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ เพื่อใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสสำหรับดูแลค่าครองชีพของประชาชน
แต่หากมองไปที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ “พระเอก” ของไตรมาส 2 เห็นได้ชัดจากการลงทุนภาคเอกชน
ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% สูงสุดในรอบ 11 ปี และเติบโต 2 หลักต่อเนื่องจากไตรมาสแรก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของบีโอไอ ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนสูงถึง 2.55 แสนล้านบาท โดยการลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรม S-Curve ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เอไอ พลังงานสะอาด และการแปรรูปเกษตร
พร้อมกันนั้น การส่งออกสินค้าและบริการยังขยายตัวต่อเนื่อง จาก 12.1% ในไตรมาสแรก เป็น 12.5% ในไตรมาส 2 โดยสินค้าสำคัญคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และยังไปในทิศทางเดียวกับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ของไทย
เอกนิติจึงมองว่า มุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ของโลกรอบนี้ มีความสำคัญไม่น้อย
โจทย์จึงไม่ใช่ว่าไทยต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ แต่คือ ไทยจะคว้าโอกาสอย่างไร ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain และส่งต่อประโยชน์ไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศได้จริง เพราะนั่นอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
ทว่า พื้นที่การคลังไม่ได้มีไม่จำกัด แม้การลงทุนจะเริ่มเห็นสัญญาณบวก และรัฐบาลยังมีความหวังที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้โตมากกว่า 3% แต่พื้นที่การคลังที่แคบลง หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 66.9% และกำลังขยับเข้าใกล้เพดาน 70% จึงทำให้การใช้เงินของรัฐบาลไม่สามารถคิดเพียงว่าจะใช้เท่าไร แต่ต้องคิดให้หนักขึ้นว่าใช้ตรงไหน
ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า หากรัฐบาลต้องการพาเศรษฐกิจไทยไปสู่เป้าหมายจีดีพี 3% ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด รัฐจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักการเดินหน้า 2 ขาไปพร้อมกัน
ขาหนึ่ง คือประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น อีกขาหนึ่ง คือปรับโครงสร้าง เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
หากจำเป็นต้องใช้เงินประคองเศรษฐกิจ มาตรการควรเป็นแบบพุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง และจำกัดขอบเขตให้ชัดเจน แทนการแจกเงินแบบหว่านแห
ขณะเดียวกัน เงินอีกส่วนต้องถูกนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างการเติบโตในระยะยาว รวมถึงการเพิ่มทักษะและรายได้ให้แรงงาน
เพราะเมื่อประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง การใช้จ่ายของครัวเรือนก็จะกลับมาสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
ณัฐพรประเมินว่า หนี้สาธารณะของไทยมีโอกาสแตะเพดาน 70% ในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งได้รวมผลกระทบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว
แม้การแตะระดับดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทันที แต่เป็นสัญญาณว่าพื้นที่ทางการคลังของไทยลดลงไปมาก โดยสิ่งที่น่ากังวลคือ หนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตเพียงระดับ 2%
สำหรับตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ที่ออกมา 1.9% ณัฐพรมองว่าดีกว่าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้ประเมินว่าจะขยายตัวต่ำกว่า 1.9% แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขที่ออกมา หากอยู่ที่โครงสร้างของการเติบโต
เพราะแรงขับเคลื่อนหลักยังพึ่งพาการส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ขณะที่การบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยวกลับมีสัญญาณอ่อนแอลง การเติบโตจึงยังมีลักษณะกระจุกตัว และแม้จีดีพีไตรมาส 2 จะออกมาดีกว่าคาด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีไว้ที่ 2.0%
โจทย์การใช้เงินให้ตรงจุดยังสอดคล้องกับมุมมองของภาคธุรกิจ วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย มองว่า หากรัฐบาลต้องการผลักดันจีดีพีให้เติบโตถึง 3% ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด การประคองเศรษฐกิจจะต้องไม่ใช้เงินแบบเบี้ยหัวแตก แต่ต้องโฟกัสเฉพาะกลุ่ม
เช่น การเสริมสภาพคล่องให้ครัวเรือน หรือธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องจริง เพื่อช่วยไม่ให้ธุรกิจต้องล้มและยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ขณะเดียวกัน ในด้านการปรับโครงสร้าง ต้องหันมาโฟกัสการลดต้นทุนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเฉพาะนโยบาย Net Zero หรือ Carbon Neutral
ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนให้เปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ต้องทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านได้จริง และต้องช่วยลดต้นทุนได้จริง
เพราะหากแต่ละภาคส่วนมีแหล่งพลังงานของตัวเอง ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
วิศิษฐ์ยังมองว่า พื้นที่ทางการคลังที่จำกัดก็อาจเป็นแรงกดดันในเชิงบวก ที่บังคับให้รัฐต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หากกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือเพิ่มทักษะเพื่อสร้างรายได้และลดต้นทุนในอนาคต ย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่หากกู้เงินเพื่อนำมาแจกจ่าย คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากขึ้นในยุคนี้
เพราะการพาเศรษฐกิจไทยจาก 2% ไปสู่ 3% คงไม่ได้เกิดจากการอัดฉีดเงินในระบบเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ภายใต้ความกดดันจากพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด รัฐต้องเลือกให้ถูกว่าเงินก้อนใดควรใช้เพื่อประคองเศรษฐกิจในวันนี้ และเงินก้อนใดควรใช้เพื่อสร้างเศรษฐกิจในวันข้างหน้า เพื่อให้การเติบโตของไทย
ไม่ได้ขยับขึ้นเพียงชั่วคราว…
