โดย สิริกร มณีรินทร์
เห็นด้วยกับนโยบายที่ท่านรองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ แถลงทั้งการปรับรูปแบบการบริหารกำลังคน และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
ยกเว้นการยุบอัตราบรรณารักษ์ ซึ่งเกรงว่าจะเท่ากับการทำร้ายเด็กไทย
รัฐบาลคงลืมไปว่า สมรรถนะการอ่านของเด็กไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่เป็นวิกฤตด้าน “ความฉลาดรู้และการคิดวิเคราะห์”
ดังวิกฤตสถิติ PISA ล่าสุดที่ต่ำเตี้ยทุกด้าน ในส่วนของการอ่านนั้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาต่อเนื่อง ครั้งล่าสุดได้เพียง 379 คะแนน ถือเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไทยเข้าร่วมการประเมินครั้งแรกในปี พ.ศ.2543 ทักษะการอ่านของไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 64 จาก 81 ประเทศ
ความน่าเป็นห่วงนี้ครอบคลุมทั้งระบบ โดยผลทดสอบ O-NET ปีการศึกษา 2568 ของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 สะท้อนให้เห็นว่าคะแนนวิชาภาษาไทยของเด็กไทยปริ่มเส้นเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีคะแนนเฉลี่ยประมาณ 47.60 ถึง 54.20 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน
หลายหน่วยงานระบุว่า เด็กไทย 1 ใน 3 คนไม่สามารถอ่านเขียนได้อย่างเหมาะสมเมื่ออายุครบ 10 ขวบ ระบบการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานกำลังล้มเหลวในการสร้าง “นิสัยรักการอ่าน” และการพัฒนาทักษะทางภาษาซึ่งเป็นฐานสำคัญในการเรียนรู้วิชาอื่นๆ
อีกทั้งเราก็ทราบดีว่าพฤติกรรมการอ่านของเด็กไทยสมัยนี้เปลี่ยนไปเนื่องจากวัฒนธรรมโซเชียลมีเดีย

บรรณารักษ์เปรียบเสมือน “ผู้นำทางความรู้” การยุบอัตราบรรณารักษ์ย่อมส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการอ่านของเด็กไทยอย่างแน่นอน
ห้องสมุดจะกลายเป็น “ห้องเก็บหนังสือ” ที่ไร้ชีวิต แทนแหล่งเรียนรู้ที่บรรณารักษ์ดูแล
ไม่ทราบว่าห้องสมุดประชาชนและห้องสมุดเฉลิมราชกุมารีของ สกร. รวมทั้งห้องสมุดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะคิดอ่านอย่างไรต่อ
ในส่วนของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนี้น่ากลัวมาก เมื่อไม่มีบรรณารักษ์ โรงเรียนก็ต้องเพิ่มภาระให้ครูผู้สอน มอบหมายให้ครูรับหน้าที่ดูแลห้องสมุดเพิ่ม ทั้งที่ไม่ใช่สายวิชาชีพเฉพาะทาง ครูมีเวลาเตรียมการสอนน้อยลง
นี่คือการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กลุ่มที่กระทบหนักคือ โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กในต่างจังหวัดที่พึ่งพาห้องสมุดโรงเรียน เด็กไม่มีเงินไปซื้อหนังสืออ่านเอง
ถ้าห้องสมุดโรงเรียนขาดคนดูแล ทักษะการอ่านวิเคราะห์จะยิ่งถูกทิ้งห่างจากเด็กในเมืองใหญ่
การยุบอัตราบรรณารักษ์ไทยจึงสวนทางกับแนวปฏิบัติของประเทศชั้นนำด้านการศึกษาของโลกอย่างชัดเจน
ประเทศที่มุ่งพัฒนาพลเมืองให้มีความสามารถในการแข่งขันทั่วโลก เห็นทักษะการอ่านเป็นรากฐานสูงสุดในการสร้างทุนมนุษย์ที่มีความรู้ ความคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์
ไม่ได้มองการอ่านเป็นแค่เรื่องงานอดิเรก แต่เป็นทักษะเพื่อความอยู่รอดและการแข่งขันทางเศรษฐกิจทุนมนุษย์
ยกตัวอย่างประเทศแนวหน้าทางเศรษฐกิจในเอเชียอย่างสิงคโปร์ จีน เกาหลีใต้ ต่างอัดฉีดงบประมาณพัฒนาห้องสมุดสาธารณะและระบบนิเวศส่งเสริมการอ่าน โดยกำหนดให้เป็นส่วนสำคัญของแผนและยุทธศาสตร์การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประชากร
สิงคโปร์ซึ่งเริ่มยุทธศาสตร์นี้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 ในปีนั้น สิงคโปร์อบรมและบรรจุครูบรรณารักษ์เพื่อทำหน้าที่คัดสรรและจัดการสื่อการเรียนรู้ ทำงานร่วมกับครูประจำวิชาเพื่อจัดหา “ทรัพยากรข้อมูล” ที่สอดคล้องกับหลักสูตร การสอบแบบ PISA ทำให้เด็กสามารถสืบค้นข้อมูลมาทำรายงานวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ
สิงคโปร์บริหารห้องสมุดผ่านคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติภายใต้แผนยุทธศาสตร์ระยะยาว
จัดตั้งห้องสมุดทันสมัยทั่วเกาะ รวมถึงในห้างสรรพสินค้า เพื่อให้เข้าถึงชีวิตประจำวันของประชาชน จนชาวสิงคโปร์ใช้บริการห้องสมุดสูงถึง 10 – 16 ล้านครั้งต่อปี
คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์รณรงค์ส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่อง
เดือนกันยายนนี้จะเริ่มโครงการ “ReadSG” ระยะเวลา 5 ปี เพื่อกระตุ้นนิสัยรักการอ่าน ผ่านระบบเหรียญเสมือนจริงที่สามารถสะสมจากการอ่านวันละ 15 นาที เพื่อแลกเป็นเงินสด
ตั้งเป้าหมายสร้างนิสัยรักการอ่าน 150,000 คน ต่อต้านกระแสเนื้อหาขนาดสั้นและส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์
เกาหลีใต้ประกาศใช้กฎหมายห้องสมุดและการส่งเสริมการอ่านฉบับแรกไล่เลี่ยกันในปี พ.ศ.2537 จนถึงทุกวันนี้ ไม่เคยหยุดรณรงค์ให้ประชาชนและเยาวชนเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือ
ต่อมายังยกระดับสู่การปฏิรูประบบห้องสมุดโรงเรียนอย่างจริงจัง ด้วยกฎหมายส่งเสริมห้องสมุดโรงเรียน พ.ศ.2550 ตอบสนองต่อระบบการศึกษาที่เน้นการคิดวิเคราะห์
ทุ่มงบประมาณเพื่อปรับปรุงห้องสมุดโรงเรียนด้วยหลักการ “1 โรงเรียน 1 ห้องสมุด และบรรจุบุคลากรตำแหน่งครูบรรณารักษ์” Teacher Librarians ซึ่งต้องจบบรรณารักษศาสตร์และผ่านการสอบคัดเลือกเพื่อรับใบอนุญาตวิชาชีพครู
ครูบรรณารักษ์เกาหลีใต้ต้องเข้าสอนในชั้นเรียนด้วย 3 สมรรถนะหลักคือ
1. Information Literacy Education การมีจิตวิทยาการเรียนรู้ สามารถออกแบบการเรียนการสอน
2. Collaborative Teaching การสอนร่วม วางแผนหลักสูตรร่วมกับครูประจำวิชาอื่น เพื่อดึงทรัพยากรห้องสมุดไปใช้ในชั้นเรียน
3. School Library Management การบริหารจัดการระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่และการคัดเลือกสื่อที่ตอบโจทย์เด็กยุคใหม่ เพื่อฝึกให้เด็กเล่นอินเตอร์เน็ตและใช้ฐานข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ วิธีสืบค้นข้อมูลเพื่อมาเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์
ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นแกนหลักสำคัญในการทำข้อสอบการอ่านของ PISA ยุคดิจิทัล
ส่วนรัฐบาลจีนมองว่า โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาสำคัญไม่แพ้ถนนหรือรถไฟความเร็วสูง จึงเกิดปรากฏการณ์ “Library Boom” สองระดับในช่วงสิบปีที่ผ่านมา
ระดับแรก ในเกือบทุกเมืองใหญ่ทั่วประเทศ จีนเปิดตัวห้องสมุดสาธารณะขนาดใหญ่ มีสถาปัตยกรรมล้ำสมัย
ระดับที่สอง คือในชนบท จีนสนับสนุนห้องสมุดสาธารณะในระดับอำเภอไปแล้วกว่า 2,397 แห่ง และขยายสาขาย่อยออกไปมากกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชากรในชนบทสามารถเข้าถึงหนังสือและเทคโนโลยีการเรียนรู้ได้เท่าเทียมกับคนในเมืองใหญ่
นโยบายดังกล่าวอยู่ภายใต้ “กฎหมายส่งเสริมบริการวัฒนธรรมสาธารณะ” เราจะเห็นจีนทยอยเปลี่ยนโฉมห้องสมุดเป็น “ห้องนั่งเล่นของเมือง” เป็นพื้นที่พบปะ เรียนรู้ และศูนย์กลางวัฒนธรรมสาธารณะยุคใหม่
เช่น หอสมุดปักกิ่งซึ่งได้รับรางวัลระดับโลก เปิดต้นปี 2567 โดดเด่นด้วยหลังคาทรงใบต้นแปะก๊วยที่ผสานนวัตกรรมกรองแสงอาทิตย์ และใช้ระบบจัดเก็บหนังสืออัจฉริยะใหญ่ที่สุดในจีน
หอสมุดเซี่ยงไฮ้ตะวันออก เปิดปี 2565 เป็นหอสมุดขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (ราว 115,000 ตารางเมตร) เน้นการมองเห็นพื้นที่สีเขียวจากภายใน
หอสมุด The Shenzhen Library North เปิดปลายปี 2566 หอสมุด Haizhu District เปิดปลายปี 2568 ถือเป็นแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมใหม่ล่าสุดของกว่างโจว เป็นพื้นที่ Co-working & Innovation spaces
ทั้งสามประเทศนี้ก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี AI แต่ไม่ได้ลดความสำคัญของห้องสมุดลง ต่างมุ่งพลิกโฉมห้องสมุด และปรับบทบาทบรรณารักษ์ให้ตอบโจทย์อนาคต ทำให้ห้องสมุดเป็นพื้นที่แบบ Hybrid คือมีระบบสืบค้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ยังคงรักษาพื้นที่อ่าน “หนังสือเล่ม” ที่เงียบสงบเอาไว้ เพราะต่างรู้ดีว่า ความสามารถในการโฟกัสกับเนื้อหาที่ลึกซึ้งยาวๆ คือคุณสมบัติของแรงงานขั้นสูงที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมในอนาคต
เช่น เกาหลีใต้ใช้แนวคิด “Text-Hip” การอ่านคือความเท่ ปลุกกระแสให้การอ่านหนังสือกลายเป็นไลฟ์สไตล์แฟชั่นและงานอดิเรกสุดฮิปของคนรุ่นใหม่
เปลี่ยนพื้นที่เมือง เช่น จัตุรัสพลาซ่าและริมคลองชองเกชอนให้เป็นห้องสมุด Outdoor เปิดโล่ง ดึงดูดผู้คนนับล้านให้ออกมานั่งอ่านหนังสือท่ามกลางบรรยากาศสาธารณะ ทำให้ห้องสมุดกลายเป็นจุดเช็กอินยอดฮิต
นำ AI มาช่วยแนะนำหนังสือตามช่วงวัย รวมถึงการจัดโซนพื้นที่ปลอดแล็ปท็อป เพื่อรักษาสมดุลให้กับผู้ที่ต้องการสมาธิในการอ่านหนังสือเล่ม
แทนที่จะยุบอัตราบรรณารักษ์ รัฐบาลจะเห็นแก่เด็กไทย…หันมาปรับบทบาทบรรณารักษ์ดีกว่าไหม
