bg-single

ขอเคลียร์อีกสักครั้ง… ผิดแล้ว ผิดอีก และจะผิดต่อไป!

26.08.2026

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

ขอเคลียร์อีกสักครั้ง…

ผิดแล้ว ผิดอีก และจะผิดต่อไป!

“ตรรกะการต่อรองที่เป็นมาตรฐานแสดงให้เห็นว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งจูงใจให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะยืนอย่างมั่นคง [ในข้อเรียกร้องของฝ่ายตน] แล้ว อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยอมถอย… ปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีความเชื่อว่า สัญญาณที่ส่งออกไปและอีกฝ่ายได้รับและเข้าใจนั้น จะเป็นไปตามที่ฝ่ายเราต้องการ แต่อีกฝ่ายก็อาจตีความข้อมูลที่ได้รับอย่างกำกวม [และอาจไม่ตรงกับที่เราต้องการก็ได้]…”

Robert Jervis

“War and Misperception” (1988)

หมายเหตุผู้เขียน :

แต่เดิมผู้เขียนตั้งใจว่าจะไม่เขียนเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา เพราะ “ยุทธบทความ” ได้นำเสนอเรื่องนี้มาพอสมควรแล้ว

แต่เมื่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ให้สัมภาษณ์สื่อและเผยแพร่ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569

ทำให้มีประเด็นที่สังคมควรต้องทำความเข้าใจ

ดังนั้น บทความนี้จะทำหน้าที่ในการ “ขอเคลียร์ข้อมูล” อีกสักครั้ง

กล่าวนำ

ผมเริ่มมั่นใจอย่างมากพอที่จะคาดคะเนว่า ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่มีความยุ่งยากมากขึ้น และมากอย่างไม่หยุดนั้น อาจจะไม่ยุติลงในปี 2569… ความหวังที่จะเห็นเพื่อนบ้าน 2 ฝั่งของเส้นเขตแดนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมนั้น น่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว

ความยุ่งยากในส่วนหนึ่ง เห็นได้ชัดจากการใช้เวทีระหว่างประเทศทำ “สงครามน้ำลาย” หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “สงครามบนหน้าสื่อ” ของทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือ “โต้กันไป โต้กันมา” ไม่จบ หากจะมีข้อดีอยู่บ้างสักนิดก็ตรงที่ อย่างน้อยสงครามน้ำลายยังไม่ขยายความขัดแย้งไปเป็น “สงครามชายแดน” และยังไม่เกิดการสูญเสียเช่นสงครามในสนามรบ ที่รบกันใหญ่ถึง 2 ครั้งในปี 2568

ในยามนี้ ไม่มีใครอยากเห็นสงครามและความสูญเสียเกิดขึ้นอีกในปี 2569 อย่างแน่นอน เพราะสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไม่เอื้ออำนวยต่อการทำสงคราม และสถานะของไทยในเวทีสากลก็ดูจะอยู่ในสภาวะเพลี่ยงพล้ำมากขึ้น เว้นแต่บรรดา “กองเชียร์สงคราม” ที่กรุงเทพฯ ที่ดำเนินชีวิตภายใต้หลักการ “ชายแดนรบ ชายแดนตาย กรุงเทพฯ สบาย” ยังเชื่อในมาตรการสงคราม

ถ้าจะพิจารณาสงครามน้ำลายใน “สนามรบสื่อ” ของรัฐบาลไทยเช่นนี้ น่าสนใจอย่างมากกับท่าทีของผู้แทนรัฐบาลไทย ที่ปรากฏจากการนำเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ดูจะมีคำถามเกิดขึ้นอย่างมากในเชิงของหลักการและความถูกต้องของข้อมูล

เนื่องจากการจะต่อสู้ให้ชนะในเวทีระหว่างประเทศ การนำเสนอของรัฐบาลไทยควรต้องยึดหลักเหตุและผล มากกว่าจะนำเสนอในสิ่งที่ “ปีกชาตินิยมสุดโต่ง” ในบ้านอยากฟัง จนดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยในเวลานี้ยึดเอาการเมืองภายในเป็นหลัก จนอาจต้องวิจารณ์การแก้ปัญหากัมพูชานี้ว่าเป็นอาการ “ลิงแก้แห” เพราะหากพิจารณาสักนิด เราจะเห็นว่าไทยยิ่งแก้ ก็ยิ่งพันตัวมากขึ้น

การแก้ปัญหาระหว่างประเทศ ด้วยการยึดเอาทิศทางการเมืองภายในเป็นหลักนั้น อาจจะไม่ช่วยให้ไทยมีสถานะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบในเวทีสากลได้เลย และอาจจะยิ่งซ้ำเติมให้เกิดความเพลี่ยงพล้ำมากขึ้นอีก

ข้อสังเกต

อาการ “ลิงแก้แห” ล่าสุดนั้น ปรากฏให้เห็นจากคำแถลงของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จนต้องขอนำมาตั้งเป็นข้อสังเกต ดังต่อไปนี้

1) รัฐบาลไทยจะยังคงยึดแผนที่ 1 : 50,000 ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชาได้ร้องขอให้สหประชาชาติรับรองแผนที่ 1 : 200,000 ซึ่งคำแถลงในประเด็นนี้ ต้องถือว่าเป็นเรื่องน่าตกใจที่รัฐบาลไทยยังยึดอยู่กับแผนที่ที่อาจใช้ไม่ได้ในเวทีสากล และได้มีการถกแถลงในสังคมไทยมามากพอสมควร จนเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า แผนที่ทหาร 1 : 50,000 ไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้อต่อสู้ในทางกฎหมายระหว่างประเทศได้

2) ประเด็นสำคัญในเรื่องของแผนที่ทหารคือ ขอบของแผนที่ได้ระบุชัดว่า ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงในเรื่องเส้นเขตแดนได้ (ผมเชื่อว่าท่านนายกฯ และรองนายกฯ สามารถขอแผนที่เช่นนี้ จากกรมแผนที่ทหารมาดูด้วยตาตัวเองได้ และอยากขอให้ทั้ง 2 ท่านได้เห็นจริงๆ จะได้ “ไม่คาใจ” ในเรื่องนี้)

3) รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องย่อมทราบดีว่า แผนที่ปักปัน 1 : 200,000 นั้น ใช้กับทั้งชายแดนลาวและกัมพูชาควบคู่กันไป จึงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติที่เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาจะใช้แผนที่ทหาร 1 : 50,000 และเส้นเขตแดนไทย-ลาว ใช้แผนที่ปักปัน 1 : 200,000

4) ประเด็นเรื่องแผนที่นี้ นอกจากกรมแผนที่ทหารแล้ว กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศก็ทราบดีว่า แผนที่ที่ใช้ในทางกฎหมายระหว่างประเทศเป็นฉบับใด ถ้านายกฯ และรองนายกฯ ไม่มั่นใจ ย่อมสอบถามได้โดยตรงจากหน่วยงานทั้งสอง โดยเฉพาะสอบถามจากกรมสนธิสัญญาฯ ที่เป็นส่วนงานโดยตรงของกระทรวงการต่างประเทศเอง ในทำนองเดียวกัน ท่านนายกฯ สามารถเรียกเจ้ากรมแผนที่ทหารมาสอบทานความถูกต้องในเรื่องของแผนที่ได้เสมอ

5)บทความนี้จะไม่เรียกร้องให้ข้าราชการประจำออกมาชี้แจงความถูกต้องของข้อมูลในเวทีสาธารณะ เพราะความถูกต้องนี้ขัดแย้งกับท่าทีของรัฐบาล แต่อย่างน้อยอยากเห็น “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ของอธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ ที่ช่วย “กระซิบ” บอกข้อมูลที่ถูกต้องแก่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง เพราะอยู่กระทรวงการต่างประเทศด้วยกัน เว้นแต่อธิบดีและข้าราชการกรมนี้จะเชื่อ “นิยายแผนที่ 1 : 50,000” แต่ถ้าท่านเชื่อเช่นนั้นจริง ขอได้ช่วยโปรดแถลงให้สังคมได้รับทราบบ้างว่า กรมสนธิสัญญาฯ จะยึดถือ “แผนที่ 1 : 50,000” เป็นสำคัญ ซึ่งคำถามเช่นนี้มีนัยถึงกรมแผนที่ทหารด้วยว่า หน่วยงานทั้งสองจะยึดแผนที่ฉบับใดในการทำงาน

6) กระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะในฝ่ายข้าราชการประจำในระดับบริหาร อาจต้องยอมรับว่า การออกมาพูดข้อมูลที่ผิดพลาดของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในเรื่องของแผนที่นั้น ไม่ช่วยสร้างความได้เปรียบให้แก่ฝ่ายไทยในเวทีระหว่างประเทศ มีแต่ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยแย่ลง เพราะการออกมาพูดเช่นนี้ เท่ากับชี้ว่าเราไม่รับกติการะหว่างประเทศ เว้นแต่ข้าราชการกระทรวงนี้จะยึดถือเอา “แผนที่ทหาร 1 : 50,000” เป็นสาระหลักไปตามคำกล่าวของรัฐมนตรี (อธิบดีบางคนที่เกี่ยวข้องอาจไม่คัดค้าน เพราะต้องรอออก post ต่างประเทศไปรัฐที่เป็นกลางในยุโรป ก็ไม่ว่ากัน 555!)

7) ตัวท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เคยดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงมาก่อน ก็ทราบดีในเรื่องของแผนที่ที่ใช้ในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ และบันทึกความเข้าใจฯ (MoU) และท่านไม่เคยมีท่าทีโต้แย้งในเรื่องนี้มาก่อน จึงน่าแปลกใจที่วันนี้ท่านมายึดแผนที่ที่ไม่สามารถใช้ได้ในทางกฎหมาย

8) ฝ่ายไทยพยายามโต้แย้งว่า ก่อนที่จะไปการประนอมภาคบังคับ กัมพูชาควรยอมที่จะเปิดเวทีทวิภาคีกับไทยก่อน แต่ท่านรองนายกฯ ในฐานะของนักการทูตเก่าย่อมทราบดีว่า เมื่อรัฐบาลไทยได้ประกาศยกเลิก MoU 44 ซึ่งบันทึกนี้กำหนดกรอบการเจรจาปัญหาเป็นทวิภาคี การประกาศยกเลิกเช่นนี้ย่อมเท่ากับฝ่ายไทยได้ละทิ้งการเจรจาแบบทวิภาคีไปแล้วในเบื้องต้น จึงกลายเป็นช่องทางให้กัมพูชาสามารถบีบไทยต้องไปสู่การประนอมภาคบังคับได้ (ไม่ว่าไทยจะคิดอย่างไร ก็ต้องไปสู้ในเวทีนั้น)

9) ยังคงต้องตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลไทยมีปัญหาเส้นเขตแดนทางบกกับกัมพูชา แต่กลับไปสร้างปัญหาให้กับตัวเองในเรื่องของเส้นเขตแดนทะเล เว้นแต่การทำเช่นนั้นก็เพื่อรื้อข้อกำหนดเดิมในการผูกมัดการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลเข้าไว้กับการแสวงหาทรัพยากรทางทะเลในอ่าวไทย

10) รองนายกฯ ไทยพยายามเสนอว่า ให้พูดคุยปัญหาทางทะเลก่อน แล้วค่อยขยับไปในเรื่องของทางบก ซึ่งคำพูดดังกล่าวเท่ากับส่งสัญญาณว่า รัฐบาลไทยจะยังไม่แก้ปัญหาเส้นเขตแดนทางบก ซึ่งท่าทีเช่นนี้ย่อมกลายเป็นช่องทางให้รัฐบาลกัมพูชาเปิดการเรียกร้องให้มีการประชุมเส้นเขตแดนทางบก ผ่านเวทีการประชุม JBC แต่ท่าทีของนายกฯ และรองนายกฯ ไม่มีท่าทีตอบรับในเรื่องนี้ หรือเท่ากับเป็นสัญญาณในอีกทางว่า รัฐบาลไทย “ปิดห้อง JBC” ไปแล้ว

11) ท่าทีแบบ “ปิดห้อง JBC” เช่นนี้ รวมเข้ากับการที่ต้องรอเวลาของเวทีการประนอมภาคบังคับ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นของการรอเลือกประธานของเวทีนี้ จึงเท่ากับเป็นสัญญาณว่า การแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาจะถูกลากยาวออกไปอย่างไม่มีความชัดเจน และไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในอนาคต โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนของการแก้ปัญหา อาจถูกใช้ประโยชน์ให้กลายเป็นเงื่อนไขสงครามในตัวเอง

12) การลากปัญหาให้ยาวออกไป อาจหวังผลในการสร้างคะแนนเสียงจากกระแสชาตินิยม เนื่องจากเสียงของนายกฯ และรัฐบาลตกลงมาก แต่การลากเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงเป็นเงื่อนไขสงครามด้วย

13) วันนี้ ถ้ารัฐบาลยังมีสติอยู่บ้าง อาจต้องยอมรับว่า “สงครามรอบ 3” ไม่สร้างผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ให้แก่ไทย อาจยิ่งทำให้ไทยยิ่งแพ้ในเวทีสากลมากขึ้น และที่สำคัญกองทัพต้องไม่ใช่ “เหยื่อ” ของสงครามในกระแสชาตินิยมเช่นนี้ เพราะหากเกิดความพลิกผันของสถานการณ์สงครามแล้ว ทหารจะกลายเป็น “แพะตัวใหญ่” ของนักการเมืองไปทันที (ขออนุญาต 555!)

14) การที่ รมว.ต่างประเทศแถลงซ้ำในวันที่ 5 สิงหาคม ว่า MoU 2544 “ไม่มีความคืบหน้ามา 20 ปีแล้ว” นั้น อาจจะต้องถามท่านผู้รู้อย่าง “ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” (ขออนุญาตอ้างชื่อในบทความนี้) ที่เป็นผู้ลงนาม MoU ดังกล่าว ทราบว่าอาจารย์สุรเกียรติ์มองประเด็นนี้แตกต่างออกไป และมีข้อมูลอีกชุด อีกทั้งคำกล่าวที่ว่า จากการลงนามในปี 2544 จนถึงการยกเลิกในปี 2569 ไม่มีความคืบหน้า ก็อาจไม่เป็นจริงดังที่นำมากล่าวอ้าง เป็นแต่เพียงต้องหาเหตุเพื่อใช้เป็นข้ออ้างให้สังคมไทยยอมรับ

ท้ายบท

บทความนี้ ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อให้ฝ่ายกัมพูชานำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง และแน่นอนว่า อาจจะไม่ถูกใจหลายท่านในสังคมไทย แต่ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราอาจจะต้องคิดใหม่ว่า รัฐบาลไทยควรต้องทบทวนท่าทีในเวทีสากล เพราะอาการแบบ “ลิงแก้แห” ทำให้เรายิ่งเดิน ยิ่งเพลี่ยงพล้ำ และทำให้เราเป็น “เบี้ยล่าง” ในเกมการเมืองกับกัมพูชา จนอาจต้องถามว่า เราเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ปัญหาคือ แล้วเราจะปล่อยให้อาการ “ลิงแก้แห” ดำเนินไปด้วยความเพลี่ยงพล้ำ และไทยตกเป็นเบี้ยล่างเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ธอส.สินเชื่อบ้านคนละหลังพลัส
เจาะไฮไลต์ มิตซูบิชิ ปาเจโร บทใหม่ตำนานเอสยูวีแฟล็กชิป
ข้าวผัดราดหน้าไก่
19 ทอง 40 เงิน 66 ทองแดง บทสรุปเอเชี่ยนพาราไทย ยึดที่ 7 เอเชีย-เบอร์ 1 อาเซียน
ต้นสมีดีกว่าสมีพระ ใช้ทำยาแก้โรคสตรี แก้ไข้ แก้ลมพิษ ผด ผื่นคันชะงัดนัก
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 30 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2569
แฮร์รี่ เคน และบัลลงดอร์ 2026 คุณค่าที่คู่ควร?
รับรองผลเลือกตั้งประกันสังคมกับระยะเวลาอันแสนนาน
ไดอารี่ดาวแดง : นักรบนิรนามของขบวนการประชาชน (1)
‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (3)
ฤๅจำต้อง “คอเวอนเมนต์รีฟอม” อีกสักครา (1) : เหตุผลและความจำเป็นของการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ (อีกครั้ง)
E-DUANG | เงื่อนงำ อำพราง การเมือง สภาวะ 152 ย้อนมาสู่ 151