ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
ขอเคลียร์อีกสักครั้ง…
ผิดแล้ว ผิดอีก และจะผิดต่อไป!
“ตรรกะการต่อรองที่เป็นมาตรฐานแสดงให้เห็นว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งจูงใจให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะยืนอย่างมั่นคง [ในข้อเรียกร้องของฝ่ายตน] แล้ว อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยอมถอย… ปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีความเชื่อว่า สัญญาณที่ส่งออกไปและอีกฝ่ายได้รับและเข้าใจนั้น จะเป็นไปตามที่ฝ่ายเราต้องการ แต่อีกฝ่ายก็อาจตีความข้อมูลที่ได้รับอย่างกำกวม [และอาจไม่ตรงกับที่เราต้องการก็ได้]…”
Robert Jervis
“War and Misperception” (1988)
หมายเหตุผู้เขียน :
แต่เดิมผู้เขียนตั้งใจว่าจะไม่เขียนเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา เพราะ “ยุทธบทความ” ได้นำเสนอเรื่องนี้มาพอสมควรแล้ว
แต่เมื่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ให้สัมภาษณ์สื่อและเผยแพร่ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569
ทำให้มีประเด็นที่สังคมควรต้องทำความเข้าใจ
ดังนั้น บทความนี้จะทำหน้าที่ในการ “ขอเคลียร์ข้อมูล” อีกสักครั้ง
กล่าวนำ
ผมเริ่มมั่นใจอย่างมากพอที่จะคาดคะเนว่า ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่มีความยุ่งยากมากขึ้น และมากอย่างไม่หยุดนั้น อาจจะไม่ยุติลงในปี 2569… ความหวังที่จะเห็นเพื่อนบ้าน 2 ฝั่งของเส้นเขตแดนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมนั้น น่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
ความยุ่งยากในส่วนหนึ่ง เห็นได้ชัดจากการใช้เวทีระหว่างประเทศทำ “สงครามน้ำลาย” หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “สงครามบนหน้าสื่อ” ของทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือ “โต้กันไป โต้กันมา” ไม่จบ หากจะมีข้อดีอยู่บ้างสักนิดก็ตรงที่ อย่างน้อยสงครามน้ำลายยังไม่ขยายความขัดแย้งไปเป็น “สงครามชายแดน” และยังไม่เกิดการสูญเสียเช่นสงครามในสนามรบ ที่รบกันใหญ่ถึง 2 ครั้งในปี 2568
ในยามนี้ ไม่มีใครอยากเห็นสงครามและความสูญเสียเกิดขึ้นอีกในปี 2569 อย่างแน่นอน เพราะสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไม่เอื้ออำนวยต่อการทำสงคราม และสถานะของไทยในเวทีสากลก็ดูจะอยู่ในสภาวะเพลี่ยงพล้ำมากขึ้น เว้นแต่บรรดา “กองเชียร์สงคราม” ที่กรุงเทพฯ ที่ดำเนินชีวิตภายใต้หลักการ “ชายแดนรบ ชายแดนตาย กรุงเทพฯ สบาย” ยังเชื่อในมาตรการสงคราม
ถ้าจะพิจารณาสงครามน้ำลายใน “สนามรบสื่อ” ของรัฐบาลไทยเช่นนี้ น่าสนใจอย่างมากกับท่าทีของผู้แทนรัฐบาลไทย ที่ปรากฏจากการนำเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ดูจะมีคำถามเกิดขึ้นอย่างมากในเชิงของหลักการและความถูกต้องของข้อมูล
เนื่องจากการจะต่อสู้ให้ชนะในเวทีระหว่างประเทศ การนำเสนอของรัฐบาลไทยควรต้องยึดหลักเหตุและผล มากกว่าจะนำเสนอในสิ่งที่ “ปีกชาตินิยมสุดโต่ง” ในบ้านอยากฟัง จนดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยในเวลานี้ยึดเอาการเมืองภายในเป็นหลัก จนอาจต้องวิจารณ์การแก้ปัญหากัมพูชานี้ว่าเป็นอาการ “ลิงแก้แห” เพราะหากพิจารณาสักนิด เราจะเห็นว่าไทยยิ่งแก้ ก็ยิ่งพันตัวมากขึ้น
การแก้ปัญหาระหว่างประเทศ ด้วยการยึดเอาทิศทางการเมืองภายในเป็นหลักนั้น อาจจะไม่ช่วยให้ไทยมีสถานะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบในเวทีสากลได้เลย และอาจจะยิ่งซ้ำเติมให้เกิดความเพลี่ยงพล้ำมากขึ้นอีก
ข้อสังเกต
อาการ “ลิงแก้แห” ล่าสุดนั้น ปรากฏให้เห็นจากคำแถลงของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จนต้องขอนำมาตั้งเป็นข้อสังเกต ดังต่อไปนี้
1) รัฐบาลไทยจะยังคงยึดแผนที่ 1 : 50,000 ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชาได้ร้องขอให้สหประชาชาติรับรองแผนที่ 1 : 200,000 ซึ่งคำแถลงในประเด็นนี้ ต้องถือว่าเป็นเรื่องน่าตกใจที่รัฐบาลไทยยังยึดอยู่กับแผนที่ที่อาจใช้ไม่ได้ในเวทีสากล และได้มีการถกแถลงในสังคมไทยมามากพอสมควร จนเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า แผนที่ทหาร 1 : 50,000 ไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้อต่อสู้ในทางกฎหมายระหว่างประเทศได้
2) ประเด็นสำคัญในเรื่องของแผนที่ทหารคือ ขอบของแผนที่ได้ระบุชัดว่า ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงในเรื่องเส้นเขตแดนได้ (ผมเชื่อว่าท่านนายกฯ และรองนายกฯ สามารถขอแผนที่เช่นนี้ จากกรมแผนที่ทหารมาดูด้วยตาตัวเองได้ และอยากขอให้ทั้ง 2 ท่านได้เห็นจริงๆ จะได้ “ไม่คาใจ” ในเรื่องนี้)
3) รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องย่อมทราบดีว่า แผนที่ปักปัน 1 : 200,000 นั้น ใช้กับทั้งชายแดนลาวและกัมพูชาควบคู่กันไป จึงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติที่เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาจะใช้แผนที่ทหาร 1 : 50,000 และเส้นเขตแดนไทย-ลาว ใช้แผนที่ปักปัน 1 : 200,000
4) ประเด็นเรื่องแผนที่นี้ นอกจากกรมแผนที่ทหารแล้ว กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศก็ทราบดีว่า แผนที่ที่ใช้ในทางกฎหมายระหว่างประเทศเป็นฉบับใด ถ้านายกฯ และรองนายกฯ ไม่มั่นใจ ย่อมสอบถามได้โดยตรงจากหน่วยงานทั้งสอง โดยเฉพาะสอบถามจากกรมสนธิสัญญาฯ ที่เป็นส่วนงานโดยตรงของกระทรวงการต่างประเทศเอง ในทำนองเดียวกัน ท่านนายกฯ สามารถเรียกเจ้ากรมแผนที่ทหารมาสอบทานความถูกต้องในเรื่องของแผนที่ได้เสมอ
5)บทความนี้จะไม่เรียกร้องให้ข้าราชการประจำออกมาชี้แจงความถูกต้องของข้อมูลในเวทีสาธารณะ เพราะความถูกต้องนี้ขัดแย้งกับท่าทีของรัฐบาล แต่อย่างน้อยอยากเห็น “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ของอธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ ที่ช่วย “กระซิบ” บอกข้อมูลที่ถูกต้องแก่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง เพราะอยู่กระทรวงการต่างประเทศด้วยกัน เว้นแต่อธิบดีและข้าราชการกรมนี้จะเชื่อ “นิยายแผนที่ 1 : 50,000” แต่ถ้าท่านเชื่อเช่นนั้นจริง ขอได้ช่วยโปรดแถลงให้สังคมได้รับทราบบ้างว่า กรมสนธิสัญญาฯ จะยึดถือ “แผนที่ 1 : 50,000” เป็นสำคัญ ซึ่งคำถามเช่นนี้มีนัยถึงกรมแผนที่ทหารด้วยว่า หน่วยงานทั้งสองจะยึดแผนที่ฉบับใดในการทำงาน
6) กระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะในฝ่ายข้าราชการประจำในระดับบริหาร อาจต้องยอมรับว่า การออกมาพูดข้อมูลที่ผิดพลาดของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในเรื่องของแผนที่นั้น ไม่ช่วยสร้างความได้เปรียบให้แก่ฝ่ายไทยในเวทีระหว่างประเทศ มีแต่ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยแย่ลง เพราะการออกมาพูดเช่นนี้ เท่ากับชี้ว่าเราไม่รับกติการะหว่างประเทศ เว้นแต่ข้าราชการกระทรวงนี้จะยึดถือเอา “แผนที่ทหาร 1 : 50,000” เป็นสาระหลักไปตามคำกล่าวของรัฐมนตรี (อธิบดีบางคนที่เกี่ยวข้องอาจไม่คัดค้าน เพราะต้องรอออก post ต่างประเทศไปรัฐที่เป็นกลางในยุโรป ก็ไม่ว่ากัน 555!)
7) ตัวท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เคยดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงมาก่อน ก็ทราบดีในเรื่องของแผนที่ที่ใช้ในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ และบันทึกความเข้าใจฯ (MoU) และท่านไม่เคยมีท่าทีโต้แย้งในเรื่องนี้มาก่อน จึงน่าแปลกใจที่วันนี้ท่านมายึดแผนที่ที่ไม่สามารถใช้ได้ในทางกฎหมาย
8) ฝ่ายไทยพยายามโต้แย้งว่า ก่อนที่จะไปการประนอมภาคบังคับ กัมพูชาควรยอมที่จะเปิดเวทีทวิภาคีกับไทยก่อน แต่ท่านรองนายกฯ ในฐานะของนักการทูตเก่าย่อมทราบดีว่า เมื่อรัฐบาลไทยได้ประกาศยกเลิก MoU 44 ซึ่งบันทึกนี้กำหนดกรอบการเจรจาปัญหาเป็นทวิภาคี การประกาศยกเลิกเช่นนี้ย่อมเท่ากับฝ่ายไทยได้ละทิ้งการเจรจาแบบทวิภาคีไปแล้วในเบื้องต้น จึงกลายเป็นช่องทางให้กัมพูชาสามารถบีบไทยต้องไปสู่การประนอมภาคบังคับได้ (ไม่ว่าไทยจะคิดอย่างไร ก็ต้องไปสู้ในเวทีนั้น)
9) ยังคงต้องตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลไทยมีปัญหาเส้นเขตแดนทางบกกับกัมพูชา แต่กลับไปสร้างปัญหาให้กับตัวเองในเรื่องของเส้นเขตแดนทะเล เว้นแต่การทำเช่นนั้นก็เพื่อรื้อข้อกำหนดเดิมในการผูกมัดการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลเข้าไว้กับการแสวงหาทรัพยากรทางทะเลในอ่าวไทย
10) รองนายกฯ ไทยพยายามเสนอว่า ให้พูดคุยปัญหาทางทะเลก่อน แล้วค่อยขยับไปในเรื่องของทางบก ซึ่งคำพูดดังกล่าวเท่ากับส่งสัญญาณว่า รัฐบาลไทยจะยังไม่แก้ปัญหาเส้นเขตแดนทางบก ซึ่งท่าทีเช่นนี้ย่อมกลายเป็นช่องทางให้รัฐบาลกัมพูชาเปิดการเรียกร้องให้มีการประชุมเส้นเขตแดนทางบก ผ่านเวทีการประชุม JBC แต่ท่าทีของนายกฯ และรองนายกฯ ไม่มีท่าทีตอบรับในเรื่องนี้ หรือเท่ากับเป็นสัญญาณในอีกทางว่า รัฐบาลไทย “ปิดห้อง JBC” ไปแล้ว
11) ท่าทีแบบ “ปิดห้อง JBC” เช่นนี้ รวมเข้ากับการที่ต้องรอเวลาของเวทีการประนอมภาคบังคับ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นของการรอเลือกประธานของเวทีนี้ จึงเท่ากับเป็นสัญญาณว่า การแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาจะถูกลากยาวออกไปอย่างไม่มีความชัดเจน และไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในอนาคต โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนของการแก้ปัญหา อาจถูกใช้ประโยชน์ให้กลายเป็นเงื่อนไขสงครามในตัวเอง
12) การลากปัญหาให้ยาวออกไป อาจหวังผลในการสร้างคะแนนเสียงจากกระแสชาตินิยม เนื่องจากเสียงของนายกฯ และรัฐบาลตกลงมาก แต่การลากเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงเป็นเงื่อนไขสงครามด้วย
13) วันนี้ ถ้ารัฐบาลยังมีสติอยู่บ้าง อาจต้องยอมรับว่า “สงครามรอบ 3” ไม่สร้างผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ให้แก่ไทย อาจยิ่งทำให้ไทยยิ่งแพ้ในเวทีสากลมากขึ้น และที่สำคัญกองทัพต้องไม่ใช่ “เหยื่อ” ของสงครามในกระแสชาตินิยมเช่นนี้ เพราะหากเกิดความพลิกผันของสถานการณ์สงครามแล้ว ทหารจะกลายเป็น “แพะตัวใหญ่” ของนักการเมืองไปทันที (ขออนุญาต 555!)
14) การที่ รมว.ต่างประเทศแถลงซ้ำในวันที่ 5 สิงหาคม ว่า MoU 2544 “ไม่มีความคืบหน้ามา 20 ปีแล้ว” นั้น อาจจะต้องถามท่านผู้รู้อย่าง “ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” (ขออนุญาตอ้างชื่อในบทความนี้) ที่เป็นผู้ลงนาม MoU ดังกล่าว ทราบว่าอาจารย์สุรเกียรติ์มองประเด็นนี้แตกต่างออกไป และมีข้อมูลอีกชุด อีกทั้งคำกล่าวที่ว่า จากการลงนามในปี 2544 จนถึงการยกเลิกในปี 2569 ไม่มีความคืบหน้า ก็อาจไม่เป็นจริงดังที่นำมากล่าวอ้าง เป็นแต่เพียงต้องหาเหตุเพื่อใช้เป็นข้ออ้างให้สังคมไทยยอมรับ
ท้ายบท
บทความนี้ ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อให้ฝ่ายกัมพูชานำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง และแน่นอนว่า อาจจะไม่ถูกใจหลายท่านในสังคมไทย แต่ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราอาจจะต้องคิดใหม่ว่า รัฐบาลไทยควรต้องทบทวนท่าทีในเวทีสากล เพราะอาการแบบ “ลิงแก้แห” ทำให้เรายิ่งเดิน ยิ่งเพลี่ยงพล้ำ และทำให้เราเป็น “เบี้ยล่าง” ในเกมการเมืองกับกัมพูชา จนอาจต้องถามว่า เราเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
ปัญหาคือ แล้วเราจะปล่อยให้อาการ “ลิงแก้แห” ดำเนินไปด้วยความเพลี่ยงพล้ำ และไทยตกเป็นเบี้ยล่างเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด!
