บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (45)

จ.ส.อ.ทวี กลางมณี (ยศขณะนั้น) 1 ในเชลยศึกที่ถูกจับหลังต้องถอนตัวจากฐาน บีซี 606 ระหว่างการปิดล้อมเมืองซำทองเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2514 เล่าต่อไปว่า

“ค่ายเชลยศึกแห่งนี้ (ค่ายฟูเย็น : บัญชร) เป็นโรงเรือน มุงด้วยแฝกเรียงกันเป็นแถว 4-5 โรง อีกโรงหนึ่งเป็นโรงครัวและโรงอาหารแยกต่างหาก ตอนเย็นเมื่อกินข้าวอาบน้ำเสร็จแล้ว จะถูกเรียกเข้าแถวนับจํานวนแยกกันเข้าโรงขัง พวกเราก็มักคุ้นกันมากขึ้น มีทหารลาวที่ถูกจับมาขังอยู่ก่อนแล้ว 5 ปี ชื่อ ร.ท.บุญมา โลวันจิน อายุ 60 ปีแล้ว ส่วนทหารแม้ว 50 กว่าคนนั้น ก็มี ร.ท.วังเลา แซ่วาง เป็นหัวหน้า

“ทหารลาวอีกคนบาดเจ็บแขนขาดข้างหนึ่งตาบอดหนึ่งข้าง ชื่อ สันต์ ศรีสงคราม เป็นคนไทย 2 สัญชาติอาสาสมัครมาเป็นทหารลาว บาดเจ็บจากถูกระเบิดและได้รับบาดเจ็บ เมื่อได้รับการรักษาตัวหายดีแล้วจึงส่งมาขังอยู่รวมกับพวกเรา แม้จะพิการแต่ก็เป็นนักสะเดาะกุญแจมือหนึ่ง กลางคืนดึกๆ มักสะเดาะกุญแจออกไปขโมยอาหารในโรงครัวมากินบ่อยๆ จนวันหนึ่งก็พลาดถูกจับได้เลยถูกขังเดี่ยวแต่ก็สะเดาะกุญแจห้องขังหนีไปได้อีก ทําให้พวกเราต้องถูกเข้มงวดไปไหนมาไหนลําบากมากขึ้น เพราะถูกเฝ้าติดตามจากผู้ควบคุมไม่มีอิสระเหมือนเมื่อก่อน ยอดเชลยศึกขณะนี้เหลือ 200 คนพอดี

“ส่วน จรูญ อาษา คนท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ถูกพวกเรากระเซ้าเย้าแหย่เป็นประจําเพราะเขาไม่รู้จักและไม่เคยกินปลาท่องโก๋ ผมบอกกับจรูญว่า ได้กลับเมืองไทยด้วยกัน จะเลี้ยงปลาท่องโก๋ให้อิ่มเลย แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ป่วยและจากพวกเราด้วยการเป็นไข้ตาย

“ในชุดของผมก็ยังมีอดีตทหารราบ ร.11 อีก 3 คน คนหนึ่งชื่อ บุญยัง นาคสิน เขามีความรู้ทางด้านช่างซ่อมวิทยุสนาม VC จึงให้เขาเป็นเจ้าหน้าที่ซ่อมวิทยุ PRC-25 ที่ชํารุดและยึดไปจากฝ่ายเรา ในโอกาสที่เขาทําการทดลองส่งวิทยุแทบทุกวันเขาก็ลักลอบติดต่อกับหน่วยต่างๆ ของพวกเราในแนว

ขอบคุณภาพจาก AI : GEMINI

“ในเดือนเมษายน 2516 ชัยชาญ หาญนาวี (พ.อ.ชัยชาญ หาญนาวี) ถูกส่งตัวมาอยู่กับพวกเรา เขาถูกจับก่อนจะมีการส่งทหารเสือพรานเข้าไปทําการรบร่วมกับทหารลาวในชุดเรียกว่า SR ราวๆ พ.ศ.2508 เขาถูกจับบริเวณบ้านบ่วมเลาในลาวเหนือและถูกคุมขังร่วมกับทหารอเมริกันนายหนึ่งที่คุกในฮานอย พร้อมกับจ่าวีระพงษ์ และจ่าสุวิทย์ซึ่งแตกไปจากทุ่งไหหิน เขาบอกว่าขณะเขาป่วย และถูกคุมขังอยู่ในโรงพยาบาล BAGMINE เครื่องบิน B-52 บินมาทิ้งระเบิดรอบๆ บริเวณโรงพยาบาลแห่งนี้ เว้นโรงพยาบาลเพราะเป็นที่คุมขังทหารอเมริกันอยู่ด้วย

“สรุปแล้วข้าศึกปฏิบัติกับเชลยศึกค่อนข้างดี ไม่เคยถูกทารุณกรรม ไม่ถูกล้างสมองอย่างที่หลายๆ คนคิด แค่เป็นการกักตัวไว้เป็นตัวประกันเพื่อไว้แลกเปลี่ยนเชลยกันมากกว่า ต่อมาเมื่อทราบข่าวจากบุญยัง นาคสิน ในวันหนึ่งว่ากําลังมีการตกลงสงบศึก พวกเราต่างก็มีความลิงโลดดีอกดีใจ คิดว่าไม่ช้าคงได้กลับบ้านเสียที แต่ความวิตกกังวลก็กลับมาครอบงําอีกครั้งเมื่อได้ทราบว่า พวกเราจะต้องถูกคุมขังอยู่ที่นี่ต่อไปอีก 60 วัน จนกว่าเวียดนามจะกําชัยชนะและขับไล่อเมริกาออกจากเวียดนามได้สําเร็จ และทำข้อตกลงให้นครเวียงจันทน์เป็นกลางเสียก่อน

“การรอคอยนั้นล่วงเลยมาถึงปีกว่า คือ ปลายปี 2518 พวกเราจึงได้รับอิสรภาพ เดินทางกลับเมืองไทย เมื่อมาถึงเราต่างเฮโลกันลงมากราบแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของเราอีกครั้ง”

บันทึกลับ ซีไอเอ : เส้นทางเคลื่อนย้ายเชลยศึก

คําบอกเล่าของเชลยศึกทหารเสือพรานไทยเหล่านี้ หลายตอนเกิดความสับสนซึ่งนอกจากเป็นเพราะผ่านเหตุการณ์มานานนับสิบปีแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งคือการถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดและขาดการติดต่อกับโลกภายนอกระหว่างตกเป็นเชลยทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน แต่บันทึกหลักฐานของซีไอเอต่อไปนี้จะทำให้เกิดความชัดเจน

เส้นทางเคลื่อนย้าย

เส้นทางเคลื่อนย้ายของเชลยศึกจากทุ่งไหหินทั้งหมดต่อไปนี้สรุปจากเอกสารลับของซีไอเอซึ่งได้รับการลดชั้นความลับ (Declassified) และเปิดเผยสู่สาธารณะแล้วในโครงการข้อมูลประวัติศาสตร์สงครามเวียดนามและสงครามลับในลาว โดยมีการระบุเส้นทางและลักษณะการเคลื่อนย้ายเชลยศึกไทยไว้ในแง่มุมสำคัญจากทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว มุ่งสู่ค่ายกักกันเดียนเบียนฟู แล้วต่อมาได้เคลื่อนย้ายไปยังค่ายกักกันฟูเย็น (Pho Yen) จังหวัดทายเหงียน ทางตอนเหนือของฮานอย ประเทศเวียดนาม บันทึกของซีไอเอและคำบอกเล่าของอดีตเชลยศึกไทยระบุรายละเอียดเส้นทางและการเดินทางไว้ดังนี้

1. การเคลื่อนย้ายสู่สถานีรวบรวมเชลยศึกในประเทศลาว : บันทึกภาพถ่ายทางอากาศและดาวเทียมในเอกสารข่าวกรองของซีไอเอระบุว่าเวียดนามเหนือได้เคลื่อนย้ายเชลยไทยออกจากจุดปะทะรอบทุ่งไหหินมายังสถานีรวบรวมเชลยศึกในดินแดนลาวที่เมืองคัง (Muang Khang) และเมืองบาน (Muang Ban) ต้องนอนกลางดินกินกลางทรายท่ามกลางอากาศที่หนาวจัดเพื่อรอการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนลาวไปยังเวียดนาม เพื่อหลบเลี่ยงการโจมตีทางอากาศและการส่งหน่วยรบพิเศษเข้าไปชิงตัวของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งสอดคล้องกับปากคำของทหารไทยในเวลาต่อมา

2. การเคลื่อนย้ายไปสู่ค่ายเดียนเบียนฟู : สายข่าวและหน่วยสอดแนมภาคพื้นดินของซีไอเอ รวมถึงการดักฟังทางวิทยุ ได้รายงานการพบเห็นขบวนเชลยศึกเดินเท้าขนาดใหญ่จากสถานีรวบรวมเชลยศึกมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกตามทางหลวงหมายเลข 7 ผ่านเมืองคำ (Muang Kham) โดยยังคงใช้วิธีเดินเท้าซึ่งจะกระทำเฉพาะเวลากลางคืนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจการณ์และการโจมตีจากเครื่องบินรบของสหรัฐ ในเวลากลางวันเชลยศึกจะถูกสั่งให้หลบซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบ ท้องนา หรือถ้ำธรรมชาติริมทางหลวงหมายเลข 7 อากาศบนแถบเทือกเขาเชียงขวางในช่วงเดือนธันวาคมหนาวจัด

ทหารไทยส่วนใหญ่บาดเจ็บ ขาดแคลนอาหารและน้ำ ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางนับร้อยกิโลเมตรผ่านภูมิประเทศภูเขาสูงชันทำให้เชลยศึกหลายนายเริ่มล้มป่วยจากความเหนื่อยล้าและการขาดอาหาร จนข้ามพรมแดนลาวเข้าสู่เวียดนามเหนือที่ด่านน้ำกั่น (Nam Can) จุดผ่านแดนบริเวณรอยต่อระหว่างประเทศลาวและประเทศเวียดนามเหนือ ซึ่งเป็นจุดที่เชลยศึกถูกส่งมอบตัวเข้าสู่เขตการดูแลของกองทัพเวียดนามเหนืออย่างเต็มตัวเข้าสู่ค่ายกักกันในเมืองเดียนเบียนฟูซึ่งซีไอเอได้ขึ้นบัญชีรายชื่อเป็น “ค่ายกักกันเชลยศึกหลักนอกพื้นที่ฮานอย”

เชลยศึกทั้งหมดถูกกักขังอยู่ที่เดียนเบียนฟูประมาณ 2 ปี (ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2514 ถึง พ.ศ.2516) ต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บ การขาดสารอาหารอย่างรุนแรง และถูกบังคับใช้แรงงานหนัก เช่น แบกซุง ทำการเกษตร และขุดสนามเพลาะ ก่อนที่จะมีคำสั่งย้ายไปค่ายกักกันแห่งใหม่

3. การเคลื่อนย้ายไปสู่ค่ายฟูเย็น : ระหว่างการเจรจาและลงนามในข้อตกลงสันติภาพปารีส (Paris Peace Accords) จนมีการปล่อยตัวเฉพาะเชลยศึกอเมริกันเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2516 แฟ้มข้อมูลของซีไอเอบันทึกว่าทางการเวียดนามเหนือได้เริ่มแผนการเคลื่อนย้ายเชลยศึกไทยออกจากเดียนเบียนฟูโดยใช้ขบวนรถบรรทุกทหารที่ได้รับความช่วยเหลือจากโซเวียต จับเชลยศึกมัดมือและปิดตาแน่นหนา มีการใช้ผ้าใบคลุมปิดทับหลังรถอย่างมิดชิดเพื่อไม่ให้เห็นเส้นทางภายนอก

รถบรรทุกวิ่งขึ้นเหนือตามแนวทางหลวงผ่านจังหวัดทันฮวา (Thanh Hoa) มุ่งหน้าสู่กรุงฮานอย แล้วเดินทางต่อผ่านทางเขาสูงชันลงมาจนถึงจังหวัดเอียนบ๊าย (Y?n B?i) ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีโครงข่ายเส้นทางรถไฟสายเหนือของเวียดนามสายฮานอย-ลาวคาย ที่สร้างมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ได้ต้อนทหารไทยทั้งหมดเข้าไปแออัดรวมกันอยู่ในตู้รถไฟขนส่งสินค้าเหล็กปิดทึบ สภาพภายในตู้ร้อนอบอ้าว อับลมและมืดสนิท ต้องนั่งเบียดเสียดกันในพื้นที่แคบๆ และต้องขับถ่ายลงในถังพลาสติกหรือมุมตู้ระหว่างที่รถไฟเคลื่อนขบวน จนถึงพื้นที่ปลอดภัย เชลยศึกไทยจึงถูกต้อนลงจากขบวนรถไฟ เดินเท้าและต่อรถบรรทุกเข้าสู่อำเภอฟูเย็น (Ph? Y?n) จังหวัดเหงียโหละ (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดเซินลา) ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงแยกออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อเข้าสู่ค่ายกักกันฟูเย็นเป็นจุดสุดท้าย

เอกสารลับหลักเหล่านี้ของซีไอเอไม่เพียงแต่ใช้ในการประเมินสถานการณ์รบในเวลานั้นเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้เป็น “หลักฐานบนโต๊ะเจรจาทางการทูต” เพื่อกดดันและยืนยันกับฝั่งเวียดนามเหนือและลาวฝ่ายคอมมิวนิสต์ว่ามีหลักฐานการมีตัวตนของเชลยศึกไทย จนนำไปสู่กระบวนการแลกเปลี่ยนและปล่อยตัวในท้ายที่สุด

ค่ายฟูเย็น จากบันทึกของ ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี

บันทึก “เชลยศึกทรหด” ของ พ.อ.ชัยชาญ หาญนาวี (ยศขณะนั้นสิบเอก) ซึ่งถูกฝ่ายเวียดนามเหนือส่งตัวจากค่ายกักกันในกรุงฮานอย “ฮานอยฮิลตัน” หลังจากที่เชลยศึกอเมริกันถูกส่งตัวกลับสหรัฐหมดสิ้นแล้วมาคุมขังต่อที่ค่ายฟูเย็นในดินแดนเวียดนามตอนเหนือ เป็นค่ายขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นค่ายเก่าของทหารฝรั่งเศส

“ค่ายฟูเย็นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่ายส่วนภายในและส่วนภายนอก ตัวค่ายภายในซึ่งเป็นบริเวณตัวเรือนโรงสําหรับทหารเชลยนั้น มีเนื้อที่ประมาณไม่ต่ำกว่า 100 ไร่ ล้อมรอบไว้ด้วยลวดหนามหลายชั้น มีโรงขนาดใหญ่ และเก่าคร่ำครึอยู่ 3 โรง แต่ละโรงกว้าง 6 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร สูงประมาณ 8 เมตรส่วนตัวค่ายภายนอกนั้น มีความกว้างมากคงจะเป็นพันไร่ เพราะรถผ่านเข้าประตูแรกซึ่งมีทหารเฝ้าอยู่สองคนนั้นได้ผ่านเลยมาเป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร จึงได้ถึงประตูเข้าชั้นที่ 2 สําหรับตัวค่ายภายนอกนั้นใช้เป็นสถานที่สําหรับเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นเสบียงสําหรับเชลยศึกและไม่ต้องการให้เชลยศึกมีเวลาว่างด้วย”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’