บทความพิเศษ
ธงนำ ความคิด
ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์
ใน ‘มนุษยภาพ’
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ สำแดงความมั่นใจเป็นอย่างสูงจากที่ได้ศึกษาและวิเคราะห์บทความว่าด้วย” มนุษยภาพ” ว่า
แม้ผู้มีอำนาจอันประกอบขึ้นด้วยชาติตระกูล ด้วยยศศักดิ์ หรือด้วยเงินก็ตาม
จะปั่นให้คนทั้งหลายหลงด้วยวาจาอันไพเราะเพราะพริ้งของเขาได้เพื่อประโยชน์เฉพาะแห่งพวกตน แต่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็วิจารณ์ล่วงหน้าก่อนเลยว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลง
ผู้มีอำนาจก็จะต้องประสบอุปสรรคในวันข้างหน้าเช่นกัน
นั่นก็เห็นได้จากที่ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ยกขึ้นมา “อำนาจบันดาลความนิยม นี่เปนความจริงมาแล้วแต่บรรพกาล ยังเปนอยู่ในปัจจุบันสมัย และจะยังเปนต่อไปอีกจนกว่าโลกจะแตก
แต่ท่านผู้อ่านพึงระลึกไว้ว่า สิ่งอันปรุงแต่งอำนาจขึ้นนั้นไม่คงที่ ย่อมหมุนเวียน เปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย
ในโบราณสมัย อำนาจอยู่กับกษัตริย์หรือนักรบ บางคราวอยู่กับนักพูด บางคราวอยู่กับบุคคลชั้นสูง เปนต้นว่าเจ้านายและอำมาตย์ บางคราวที่โลกย่างเข้าสู่สมรภูมิแห่งเศรษฐสงคราม อำนาจย่อมอยู่กับเงิน
ในประเทศรัสเซีย ณ สมัยปัจจุบัน อำนาจตกอยู่กับคนจน
และในอารยประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปและอเมริกา อำนาจเฉลี่ยตัวของมันอยู่กับบุคคลทั่วไป”
ความคิด มนุษยภาพ
ความคิด คนเท่าเทียม
เช่นนี้จึงนำไปสู่บทขมวดที่ว่า โดยสรุปลักษณะเด่นของความคิดทางการเมืองของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ จึงได้แก่ การสร้างความชอบธรรมทางการเมืองและสังคมบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่เป็นปัจเจกชน
ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้พันธนาการของมนุษย์คนอื่นๆ ตามประเพณีและอำนาจดังแต่ก่อน
นี่เองที่ทำให้มนุษย์เสมอหน้าทัดเทียมกัน
“มนุษย์” ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ จึงเป็นคนที่ต้องการและสู้หน้าความจริงได้ เป็นคนที่ไม่หลงติดยึดในอำนาจและเงิน ไม่เป็นเชลยของกาลเวลา
ตรงกันข้าม “เขา” (และ “เธอ”) จะต้องเป็นนายของปัจจุบันและอนาคต
“มนุษย์” เช่นนี้แหละที่สร้างให้อุดมการณ์และความใฝ่ฝันของสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรม ความเสมอภาค อันเป็นสากลเกิดเป็นจริงขึ้นมาได้
การเรียกร้องถึง “มนุษยภาพ” หรือความเป็นคนที่วางอยู่บนความจริง ไม่ใช่บนอำนาจและการหลอกลวงของชนชั้นปกครอง เป็นการปฏิเสธความชอบธรรมตามประเพณีของผู้ปกครองสยามสมัยนั้น
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ มองว่าเป็นเช่นเดียวกับการที่ผู้นำคณะราษฎรได้จัดตั้งกลุ่มลับดำเนินการเพื่อล้มล้างระบบกษัตริย์แบบเดิมก็เป็นปรากฏการณ์อันเดียวกันว่า บัดนี้คนรุ่นใหม่ได้ข้อสรุปใหม่ของพวกเขาแล้วว่าประชาชนสามารถลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและระบอบการปกครองได้เอง
ความเชื่อดังกล่าวไม่ใช่เป็นเพียงความเพ้อฝันหากแต่คนเหล่านั้นเชื่อจริงๆ ว่าการปฏิวัติสังคมอยู่ในมือของราษฎรแล้วและสามารถทำได้ให้บรรลุความสำเร็จ
ไม่ใช่เป็นเพียงคำทำนายดังกาลก่อนด้วย
เศรษฐกิจ วัฒนธรรม
สังคม ประกอบขึ้น
สมควรย้อนกลับไปยังพารากราฟแรกแห่งบทความ “มนุษยภาพ” หรือปรัชญาการเมืองของความเป็นมนุษย์ ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ อัน ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นำเสนอผ่าน “ศิลปวัฒนธรรม”
นั่นคือ
ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองปีพุทธศักราช 2475 ปัญญาชนหนุ่มคนหนึ่งในวัยเพียง 26 ปี ได้เขียนบทความชิ้นหนึ่งซึ่งแสดงออกถึงภูมิปัญญาก้าวหน้าที่เติบโตอย่างน่าสนใจในสมัยนั้น
เมื่อนำประโยคข้างต้นมาต่อด้วยบทความในตอนว่าด้วย “มนุษยภาพกับระบบประชาธิปไตยในสังคม” ของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ก็จะยิ่งแจ่มกระจ่าง
นั่นคือ
กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นนักคิดนักเขียนคนแรกๆ ในยุคการเมืองใหม่หรือที่รู้จักกันดีต่อมาในนามของระบบประชาธิปไตยที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาและเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของความเป็นประชาธิปไตยในสังคม
(หมายความรวมหมดทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ที่ประกอบกันเข้าเป็นสังคม)
โดยมีอุดมการณ์ “มนุษยภาพ” เป็นดั่งประภาคาร
กระบวนการ การเรียนรู้
ก้าวไปสู่ สังคม “ใหม่”
หากถามว่าทำไมจึงเห็นเช่นนั้น คำตอบจาก ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คือ ในข้อนี้ทำให้ความคิดทางการเมือง “ประชาธิปไตย” ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไม่เหมือนกับของสำนักเสรีประชาธิปไตยและประชาธิปไตยกระฎุมพีตะวันตกโดยทั่วไป
ลักษณะที่เป็นตัวของตัวเอง ที่สำคัญ ความคิด “มนุษยภาพ” นี่เองทำให้ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เน้นการศึกษาเรียนรู้ของตนเองเป็นเครื่องมือสำคัญ
ที่จะนำเราไปสู่จุดหมายแห่งสังคมใหม่
ในประเด็นหลังนี้ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็มีความเชื่อทำนองเดียวกับนักเขียนนักคิดสำคัญๆ ของโลก
เช่น หลู่ซิ่น และในปัจจุบัน (ปี 2548) ก็มี ปราโมทยา อนัน ตาตูร นักเขียนรางวัลแม็กไซไซแห่งอินโดนีเซีย ซึ่งเชื่อและศรัทธาในด้านดีอันมีอยู่ในธรรมชาติมนุษย์และอาจยกระดับพัฒนาให้สูงขึ้นได้
ดังที่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนไว้ในปี 2494 ที่ว่า
“ข้าพเจ้าคิดว่าคนไทยมีธรรมชาติเป็นคนดีมากกว่าเป็นคนร้าย ถ้าเรายังแก้ไขไม่ได้ก็เพราะเราไม่ยอมพบความลำบากที่จะศึกษาหามูลเหตุกันจริงๆ ดังนั้น ก็ไม่มีปัญญาจะเห็นใจใคร
นั่นไม่ใช่ของประหลาด”
แน่นอน กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไม่เชื่อว่าลำพังอำนาจและเงินเท่านั้นที่จะสามารถบันดาลให้คนไทยและสังคมไทยเกิดมี “ปัญญา” ขึ้นมาจนกลายเป็นนักประชาธิปไตย
และสังคมประชาธิปไตยขึ้นมาได้!!
อำนาจและเงินไม่เคยและไม่อาจสร้าง “ความจริง” ขึ้นมาได้ ตรงกันข้าม “ความจริง” ต่างหากที่ตกเป็นผู้บาดเจ็บและอาจถึงพิกลพิการเป็นอันดับแรก
จากการต่อสู้แก่งแย่งของอำนาจและเงิน
ธงนำ ทาง “ความคิด”
ก้าวสู่ “ประชาธิปไตย”
ในความเห็น ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ในชั่วชีวิตภายใต้ระบอบอำนาจนิยมจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ “ประชาธิปไตยภายใต้อำนาจรัฐ” กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไม่เคยย่อท้อในการศึกษาเรียนรู้ตลอดเวลา
และถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นไปให้ประชาชนผู้อ่านทั่วไปด้วย
เขาคิดว่าเสรีภาพทางการเมืองก็ดี สิทธิทางการเมืองก็ดี จะมีมากขึ้นถ้าหากพลเมืองของเราได้ศึกษา ติดตาม กิจการเมืองตามควรอยู่ตลอดเวลา
จุดนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอธิปไตย เพราะว่า “ความสนใจของพลเมืองต่อกิจการบ้านเมืองซึ่งแสดงออกมาด้วยภูมิความรู้และวิจารณญาณเท่านั้น
ที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตย
และที่เราสามารถเรียกประเทศของเราว่าประเทศประชาธิปไตยได้จริงๆ ในวันข้างหน้า รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งแรกแต่มิใช่สิ่งสุดท้ายที่จะทำให้ประเทศของเราเป็นประชาธิปไตยจริงๆ”
กุหลาบ สายประดิษฐ์ ยังชี้ให้เห็นลึกลงไปถึงปัญหาในการปฏิบัติของระบอบประชาธิปไตย
นั่นคือ “การใช้สิทธิการเมืองของพลเมือง”
