bg-single

พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากอาชญากรสงครามสู่นักเศรษฐศาสตร์ (28)

26.08.2026

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

พระสารสาสน์พลขันธ์

: จากอาชญากรสงครามสู่นักเศรษฐศาสตร์ (28)

หลังจากพระสารสาสน์ฯ พ้นจากคดีอาชญากรสงคราม (2489) แล้ว ดูเหมือนเขาให้ความสนใจการส่งเสริมเศรษฐกิจไทยภายหลังสงครามมาก และในปีนั้นเอง เขาได้ตั้ง “โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัย” (2490) ที่หัวถนนสีลม พร้อมจัดทำวารสารชื่อ “เศรษฐกร” (2490) ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้การค้าขายและเศรษฐกิจให้แก่สังคมไทยให้มีความเข้าใจวิชานี้ให้มากขึ้น รวมทั้งเขาตั้งบริษัทชื่อปฤกษาพาณิชย์ จำกัด (2490) ที่ศาลาแดง เพื่อให้คำปรึกษาการพาณิชย์แก่คนไทยด้วย กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจภายหลังสงครามของเขาในภาคสังคม คือการสร้างคน ให้ความรู้และส่งเสริมการประกอบการแก่คนไทย

ความสนใจวิชาเศรษฐศาสตร์

ตั้งแต่ช่วงระบอบเก่า เขามีความสนใจในวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างชัดเจน เมื่อเขาเขียนบทความจากฝรั่งเศสมาลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ราวต้น 2470 บทความของเขาได้รับความนิยมจากผู้อ่านมาก (สถิตย์ เสมานิล, 2514, 313) จนกระทั่งเขาเรียนจบปริญญาเอก (2483) แบบที่เน้นการวิจัยส่งดุษฎีนิพนธ์เป็นหลักหรือแบบ “รอมบุนฮาคาเสะ” (Ronbun Hakase) ในหัวข้อ Money and Banking in Japan

หลังพระสารสาสน์ฯ กลับมาไทยภายหลังการปฏิวัติ 2475 เพื่อเป็นรัฐมนตรีเศรษฐการ เขาติดในวังวนของความขัดแย้งทางการเมือง มีผลทำให้เขาลี้ภัยการเมืองไปยังญี่ปุ่น (2478) แล้วต่อมาเขากลับจากญี่ปุ่นมาไทยในปี 2480 การเดินทางกลับมาครั้งนี้ เขามีโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจไทยด้วยการจัดตั้งบริษัทการค้าระดับจังหวัดทั่วประเทศไทย โดยเขามุ่งใช้คนหนุ่มจากมหาวิทยาลัยมาฝึกหัดทำการค้า ฝึกการเมือง และให้ความรู้เรื่องการเลือกตั้ง (ปรีดี, 2517, 39)

ช่วงเวลาเดียวกัน พระสารสาสน์ฯ เล่นบทนักคิดนักเขียนด้วยการเขียนบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองลงในหนังสือพิมพ์ไทยใหม่และประชาชาติในช่วงปี 2480 อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ในนามปากกา “555” ซึ่งเป็นยี่ห้อบุหรี่ที่เขาโปรดปรานอันเป็นดุจเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอำนาจ

การตีพิมพ์บทความความเห็นทางเศรษฐกิจของพระสารสาสน์ฯ เป็นเล่มในช่วงนี้ เขาแยกลงในหนังสือพิมพ์สองฉบับ คือเรื่องเศรษฐกิจการค้าลงพิมพ์กับหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ (สนิท เจริญรัฐ, 2507, 90) และเรื่องเศรษฐกิจการเงินลงพิมพ์กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติ

ทั้งนี้ การเผยแพร่บทความในหนังสือพิมพ์ของพระสารสาสน์ฯ เป็นเวลาหลายเดือน โดยได้มีการลงรูปถ่ายของเขาประกอบบทความด้วย ต่อมามีการรวบรวมบทความพิมพ์ขึ้นเป็นหนังสือจำนวน 2 เล่ม คือ เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า ถูกพิมพ์ออกมาในปี 2481 และเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งเป็นตำราเศรษฐศาสตร์ที่มีปัญหานำไปสู่การถูกริบหนังสือจากตำรวจสันติบาลในที่สุด

ตําราเศรษฐศาสตร์ทั้งสองเล่มนี้ แม้ว่าภาพรวมจะพูดถึงวิชาการทั่วไปทางเศรษฐศาสตร์ แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า เขาสอดแทรกเนื้อหาทางประวัติศาสตร์และความเห็นของเขาที่อยู่บนกรอบความคิดแบบมาร์กซิสต์เอาไว้ด้วย

ดังประเด็นสำคัญที่จำแนกได้ดังนี้ ตำรา “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า” นั้นอยู่ในกรอบความสำคัญของอำนาจทางการเมือง บทบาทและหน้าที่ของรัฐในการจัดสวัสดิการให้กับสังคม เช่น เขาเห็นว่าความไม่เจริญของสยามเกิดจาก “พวกเกียจคร้านไม่ทำงาน คอยแต่แทะคนอื่นเป็นกาฝากกินเลือดที่ได้จากแรงคนอื่น คนเกียจค้านเหล่านี้ชาติใดมียิ่งน้อยยิ่งดี” (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481, 41, 71)

พระสารสาสน์ฯ เห็นว่าวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็นที่ทุกคนต้องรู้ตั้งแต่คนชั้นกุลีจนถึงรัฐมนตรี ด้วยกระทบกระเทียบเช่นนี้ ดูเหมือนว่า เขาต้องการให้เขียนข้อความนี้เสียดสีกระทบผู้มีอำนาจทางการเมือง เมื่อครั้งที่เสนอโครงการเศรษฐกิจให้รัฐบาลแล้วไม่ได้รับการตอบรับ (2477) (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481(2), กราวหน้าพากย์ จ-ฉ)

เห็นได้ว่า พระสารสาสน์ฯ สนใจในเรื่องเศรษฐกิจของไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่ระบอบเก่า และภายหลังการปฏิวัติ 2475

ภายหลังสงคราม ด้วยเขามีความต้องการให้วิชาเศรษฐศาสตร์ขยายตัวเพื่อไปออกดอกผลในการแก้ปัญหาพ่อค้าไทยที่ล้มลุกคลุกคลานในการประกอบการ เขาจึงออกนิตยสารเศรษฐกรขึ้น อย่างไรก็ตาม มุมมองเศรษฐกิจของเขาภายหลังสงคราม เขามิได้ใช้กรอบวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมืองแบบมาร์กซิสต์ แต่มีลักษณะโน้มเอียงไปทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน (Institutional Economics)

นิตยสารเศรษฐกร ฉบับปฐมฤกษ์ได้ปรากฏเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2490 โดยมี ม.จ.ประสบสุข สุขสวัสดิ์ บรรณาธิการ คณะบรรณาธิการ ประกอบด้วย โชติ คุณะเกษม มนู อมาตยกุล บรรจง เสาวพฤกษ์ พยุง ชุติกุล พิภพ ตังคณะสิงห์ ภัทร นิธิประภา และวารี พงษ์เวช ซึ่งมีพระสารสาสน์ฯ เป็นเจ้าของ

ทั้งนี้ นิตยสารแบ่งออกเป็น 6 ภาค ดังนี้ ภาคความเห็น ภาควิชาการ ภาคสถิติและพยากรณ์ ภาคพาณิชโยกาศ ภาคข่าวสารเศรษฐกิจ และภาคเบ็ดเตล็ด

ในเศรษฐกรฉบับแรกมีบทความเรื่อง การแก้ปัญหาการครองชีพ กระทู้เศรษฐกิจ หน้าที่ของผู้อ่าน ตำนานเงินตราเมืองไทย อัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีราคาสินค้า ราคาทองคำ นำเสนอซื้อ-เสนอขาย ข่าวเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ

สำหรับบทบรรณาธิการฉบับแรกนำเสนอว่า ผู้อ่านย่อมมีความทัศนและอุดมการณ์เป็นของตนเองทั้งปีกซ้ายและขวา ทั้งสองปีกล้วนมีความคิดที่ขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ จุดยืนของนิตยสารฉบับนี้จึงต้องการนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท้จจริง ไม่โพนทะนาให้ร้ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

บรรณาธิการแถลงเหตุผลของกำเนิดนิตยสารว่า “เศรษฐกร นิตยสารรายสัปดาห์ถือกำเนิดมาสู่บรรณาโลกในอภิลักขิตสมัยแห่งวันปีใหม่พุทธศักราช 2490 ท่ามกลางความปั่นป่วนแห่งเศรษฐกิจ ยุคทมิฬแห่งพุทธศักราช 2489 พึ่งจะได้ผ่านพ้นไป อันเป็นสมัยแห่งความง่อนแง่นในทางด้านการเมือง ความฝืดเคืองในทางเศรษฐกิจ ความวิปริตทางด้านจิตต์ใจ และความไม่ปลอดภัยทางด้านการครองชีพ เราทุกคนหวังเปนอย่างยิ่งว่า รุ่งอรุณแห่งศักราชใหม่คงจะนำความสดใสมาสู่ชีวิตของประชาราษฎรชาวไทยถ้วนหน้า… ” (เศรษฐกร, ปีที่ 1 2490, 7)

สำหรับเข็มมุ่งของนิตยสารนี้ ต้องการให้ความรู้และสร้างเศรษฐกรชาวไทยขึ้น นิตยสารต้องการเป็นอาจารย์ของนิสิตนักศึกษา เป็นเข็มทิศของพ่อค้าวณิชไทย ขอบเขตของนิตยสารเล่มนี้จึงเป็นนิตยสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การหมุนเวียนเปลี่ยนไปในสังคมเกี่ยวกับการครองชีพ ธุรกิจการค้า การเงินการธนาคาร อุตสาหกรรม

บรรณาธิการกล่าวอย่างภูมิใจว่า “555 เปนนามปากกาที่เกือบไม่ใช่เป็นนามปากกา เพราะผู้สนใจในการเศรษฐกิจ ตั้งแต่ชั้นสูงสุดลงมาจนถึงชั้นต่ำสุดย่อมทราบดีแล้วว่า 555 คือใคร มีความรู้ความสามารถในทางเศรษฐศาสตร์เพียงใด และถ้าหากว่า บรรดานักเศรษฐกิจทั้งปวงจะมาร่วมชุมนุมเข้าแถวกันตามลำดับอาวุโสทุกคนเกือบจะลงมติเปนเอกฉันท์ที่จะให้ 555 ยืนอยู่หัวแถว…” (เศรษฐกร, ปีที่ 1 2490, 31)

ดูเหมือนว่า ปั้นปลายชีวิตของพระสารสาสน์ฯ มุ่งเน้นการวางรากฐานด้วยการให้การศึกษาทางเศรษฐกิจให้กับสังคมไทยเพื่อให้คนไทยสามารถประกอบการด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาชาวต่างชาติ และสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจภายหลังสงครามได้อย่างรวดเร็ว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’