My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
: จากอาชญากรสงครามสู่นักเศรษฐศาสตร์ (28)
หลังจากพระสารสาสน์ฯ พ้นจากคดีอาชญากรสงคราม (2489) แล้ว ดูเหมือนเขาให้ความสนใจการส่งเสริมเศรษฐกิจไทยภายหลังสงครามมาก และในปีนั้นเอง เขาได้ตั้ง “โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัย” (2490) ที่หัวถนนสีลม พร้อมจัดทำวารสารชื่อ “เศรษฐกร” (2490) ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้การค้าขายและเศรษฐกิจให้แก่สังคมไทยให้มีความเข้าใจวิชานี้ให้มากขึ้น รวมทั้งเขาตั้งบริษัทชื่อปฤกษาพาณิชย์ จำกัด (2490) ที่ศาลาแดง เพื่อให้คำปรึกษาการพาณิชย์แก่คนไทยด้วย กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจภายหลังสงครามของเขาในภาคสังคม คือการสร้างคน ให้ความรู้และส่งเสริมการประกอบการแก่คนไทย
ความสนใจวิชาเศรษฐศาสตร์
ตั้งแต่ช่วงระบอบเก่า เขามีความสนใจในวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างชัดเจน เมื่อเขาเขียนบทความจากฝรั่งเศสมาลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ราวต้น 2470 บทความของเขาได้รับความนิยมจากผู้อ่านมาก (สถิตย์ เสมานิล, 2514, 313) จนกระทั่งเขาเรียนจบปริญญาเอก (2483) แบบที่เน้นการวิจัยส่งดุษฎีนิพนธ์เป็นหลักหรือแบบ “รอมบุนฮาคาเสะ” (Ronbun Hakase) ในหัวข้อ Money and Banking in Japan
หลังพระสารสาสน์ฯ กลับมาไทยภายหลังการปฏิวัติ 2475 เพื่อเป็นรัฐมนตรีเศรษฐการ เขาติดในวังวนของความขัดแย้งทางการเมือง มีผลทำให้เขาลี้ภัยการเมืองไปยังญี่ปุ่น (2478) แล้วต่อมาเขากลับจากญี่ปุ่นมาไทยในปี 2480 การเดินทางกลับมาครั้งนี้ เขามีโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจไทยด้วยการจัดตั้งบริษัทการค้าระดับจังหวัดทั่วประเทศไทย โดยเขามุ่งใช้คนหนุ่มจากมหาวิทยาลัยมาฝึกหัดทำการค้า ฝึกการเมือง และให้ความรู้เรื่องการเลือกตั้ง (ปรีดี, 2517, 39)
ช่วงเวลาเดียวกัน พระสารสาสน์ฯ เล่นบทนักคิดนักเขียนด้วยการเขียนบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองลงในหนังสือพิมพ์ไทยใหม่และประชาชาติในช่วงปี 2480 อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ในนามปากกา “555” ซึ่งเป็นยี่ห้อบุหรี่ที่เขาโปรดปรานอันเป็นดุจเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอำนาจ
การตีพิมพ์บทความความเห็นทางเศรษฐกิจของพระสารสาสน์ฯ เป็นเล่มในช่วงนี้ เขาแยกลงในหนังสือพิมพ์สองฉบับ คือเรื่องเศรษฐกิจการค้าลงพิมพ์กับหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ (สนิท เจริญรัฐ, 2507, 90) และเรื่องเศรษฐกิจการเงินลงพิมพ์กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติ
ทั้งนี้ การเผยแพร่บทความในหนังสือพิมพ์ของพระสารสาสน์ฯ เป็นเวลาหลายเดือน โดยได้มีการลงรูปถ่ายของเขาประกอบบทความด้วย ต่อมามีการรวบรวมบทความพิมพ์ขึ้นเป็นหนังสือจำนวน 2 เล่ม คือ เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า ถูกพิมพ์ออกมาในปี 2481 และเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งเป็นตำราเศรษฐศาสตร์ที่มีปัญหานำไปสู่การถูกริบหนังสือจากตำรวจสันติบาลในที่สุด






ตําราเศรษฐศาสตร์ทั้งสองเล่มนี้ แม้ว่าภาพรวมจะพูดถึงวิชาการทั่วไปทางเศรษฐศาสตร์ แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า เขาสอดแทรกเนื้อหาทางประวัติศาสตร์และความเห็นของเขาที่อยู่บนกรอบความคิดแบบมาร์กซิสต์เอาไว้ด้วย
ดังประเด็นสำคัญที่จำแนกได้ดังนี้ ตำรา “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า” นั้นอยู่ในกรอบความสำคัญของอำนาจทางการเมือง บทบาทและหน้าที่ของรัฐในการจัดสวัสดิการให้กับสังคม เช่น เขาเห็นว่าความไม่เจริญของสยามเกิดจาก “พวกเกียจคร้านไม่ทำงาน คอยแต่แทะคนอื่นเป็นกาฝากกินเลือดที่ได้จากแรงคนอื่น คนเกียจค้านเหล่านี้ชาติใดมียิ่งน้อยยิ่งดี” (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481, 41, 71)
พระสารสาสน์ฯ เห็นว่าวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็นที่ทุกคนต้องรู้ตั้งแต่คนชั้นกุลีจนถึงรัฐมนตรี ด้วยกระทบกระเทียบเช่นนี้ ดูเหมือนว่า เขาต้องการให้เขียนข้อความนี้เสียดสีกระทบผู้มีอำนาจทางการเมือง เมื่อครั้งที่เสนอโครงการเศรษฐกิจให้รัฐบาลแล้วไม่ได้รับการตอบรับ (2477) (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481(2), กราวหน้าพากย์ จ-ฉ)
เห็นได้ว่า พระสารสาสน์ฯ สนใจในเรื่องเศรษฐกิจของไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่ระบอบเก่า และภายหลังการปฏิวัติ 2475
ภายหลังสงคราม ด้วยเขามีความต้องการให้วิชาเศรษฐศาสตร์ขยายตัวเพื่อไปออกดอกผลในการแก้ปัญหาพ่อค้าไทยที่ล้มลุกคลุกคลานในการประกอบการ เขาจึงออกนิตยสารเศรษฐกรขึ้น อย่างไรก็ตาม มุมมองเศรษฐกิจของเขาภายหลังสงคราม เขามิได้ใช้กรอบวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมืองแบบมาร์กซิสต์ แต่มีลักษณะโน้มเอียงไปทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน (Institutional Economics)
นิตยสารเศรษฐกร ฉบับปฐมฤกษ์ได้ปรากฏเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2490 โดยมี ม.จ.ประสบสุข สุขสวัสดิ์ บรรณาธิการ คณะบรรณาธิการ ประกอบด้วย โชติ คุณะเกษม มนู อมาตยกุล บรรจง เสาวพฤกษ์ พยุง ชุติกุล พิภพ ตังคณะสิงห์ ภัทร นิธิประภา และวารี พงษ์เวช ซึ่งมีพระสารสาสน์ฯ เป็นเจ้าของ
ทั้งนี้ นิตยสารแบ่งออกเป็น 6 ภาค ดังนี้ ภาคความเห็น ภาควิชาการ ภาคสถิติและพยากรณ์ ภาคพาณิชโยกาศ ภาคข่าวสารเศรษฐกิจ และภาคเบ็ดเตล็ด
ในเศรษฐกรฉบับแรกมีบทความเรื่อง การแก้ปัญหาการครองชีพ กระทู้เศรษฐกิจ หน้าที่ของผู้อ่าน ตำนานเงินตราเมืองไทย อัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีราคาสินค้า ราคาทองคำ นำเสนอซื้อ-เสนอขาย ข่าวเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ
สำหรับบทบรรณาธิการฉบับแรกนำเสนอว่า ผู้อ่านย่อมมีความทัศนและอุดมการณ์เป็นของตนเองทั้งปีกซ้ายและขวา ทั้งสองปีกล้วนมีความคิดที่ขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ จุดยืนของนิตยสารฉบับนี้จึงต้องการนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท้จจริง ไม่โพนทะนาให้ร้ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
บรรณาธิการแถลงเหตุผลของกำเนิดนิตยสารว่า “เศรษฐกร นิตยสารรายสัปดาห์ถือกำเนิดมาสู่บรรณาโลกในอภิลักขิตสมัยแห่งวันปีใหม่พุทธศักราช 2490 ท่ามกลางความปั่นป่วนแห่งเศรษฐกิจ ยุคทมิฬแห่งพุทธศักราช 2489 พึ่งจะได้ผ่านพ้นไป อันเป็นสมัยแห่งความง่อนแง่นในทางด้านการเมือง ความฝืดเคืองในทางเศรษฐกิจ ความวิปริตทางด้านจิตต์ใจ และความไม่ปลอดภัยทางด้านการครองชีพ เราทุกคนหวังเปนอย่างยิ่งว่า รุ่งอรุณแห่งศักราชใหม่คงจะนำความสดใสมาสู่ชีวิตของประชาราษฎรชาวไทยถ้วนหน้า… ” (เศรษฐกร, ปีที่ 1 2490, 7)
สำหรับเข็มมุ่งของนิตยสารนี้ ต้องการให้ความรู้และสร้างเศรษฐกรชาวไทยขึ้น นิตยสารต้องการเป็นอาจารย์ของนิสิตนักศึกษา เป็นเข็มทิศของพ่อค้าวณิชไทย ขอบเขตของนิตยสารเล่มนี้จึงเป็นนิตยสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การหมุนเวียนเปลี่ยนไปในสังคมเกี่ยวกับการครองชีพ ธุรกิจการค้า การเงินการธนาคาร อุตสาหกรรม
บรรณาธิการกล่าวอย่างภูมิใจว่า “555 เปนนามปากกาที่เกือบไม่ใช่เป็นนามปากกา เพราะผู้สนใจในการเศรษฐกิจ ตั้งแต่ชั้นสูงสุดลงมาจนถึงชั้นต่ำสุดย่อมทราบดีแล้วว่า 555 คือใคร มีความรู้ความสามารถในทางเศรษฐศาสตร์เพียงใด และถ้าหากว่า บรรดานักเศรษฐกิจทั้งปวงจะมาร่วมชุมนุมเข้าแถวกันตามลำดับอาวุโสทุกคนเกือบจะลงมติเปนเอกฉันท์ที่จะให้ 555 ยืนอยู่หัวแถว…” (เศรษฐกร, ปีที่ 1 2490, 31)
ดูเหมือนว่า ปั้นปลายชีวิตของพระสารสาสน์ฯ มุ่งเน้นการวางรากฐานด้วยการให้การศึกษาทางเศรษฐกิจให้กับสังคมไทยเพื่อให้คนไทยสามารถประกอบการด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาชาวต่างชาติ และสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจภายหลังสงครามได้อย่างรวดเร็ว
